การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ กศน.(2)

title_research2อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล 
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
10  กันยายน  2552
 

กระบวนการการทำวิจัยในกลุ่มเรียน มีกระบวนการทั้งหมด 8 ขั้นตอน คือ 1. การวิเคราะห์ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้   2. การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง  3. การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา  4. การออกแบบการทดลอง  5. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  6. การทดลอง รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปผลข้อมูล  7. การเขียนรายงานการวิจัยในกลุ่มเรียน 8 . การนำผลการวิจัยไปใช้ 

  ————————–

 

1. การวิเคราะห์ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 

 

ความหมายของปัญหา 
               ปัญหา คือความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังหรือผลที่ต้องการให้เกิด กับสิ่งที่เป็นจริงหรือผลที่เกิดขึ้นจริง หรือกล่าวได้ว่า สภาพที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกับสภาพที่ต้องการให้เกิด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไข ปรับปรุงต่อไป

ที่มาของปัญหาการวิจัยในกลุ่มเรียน
              การวิจัยในกลุ่มเรียน มาจากสภาพการปฏิบัติงานของครู เช่น สภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ในวิชาต่าง ๆ หรือพฤติกรรมของผู้เรียนที่เป็นปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นต้น
              นอกจากนี้อาจมาจากผลสัมฤทธิ์ตามจุดประสงค์ในรายวิชา  หรือจากบันทึกหลังการพบกลุ่มหรือมาจากการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานของสถานศึกษา ซึ่งอาจสรุปได้ว่า หากตราบใดที่ครูไม่หยุดดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ จะมีประเด็นปัญหาที่ให้ครูดำเนินการวิจัยในกลุ่มเรียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาแบบผังก้างปลา (The Fish Bone)
               
ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมาก เพราะสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาค่อนข้างชัดเจนในเชิงเหตุผลและง่ายต่อการวิเคราะห์หาสาเหตุย่อย

 research02

  ตัวอย่างการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังก้างปลา (The Fish Bone)

 ———————

 

2. การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง

            เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยแล้ว ต้องศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่จะทำการวิจัย เพื่อให้การวิจัยมีความเชื่อมโยงกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เป็นการยืนยันความต่อเนื่องทางวิชาการ  จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีทำให้ได้เทคนิคในการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับหลักการ โดยนำทฤษฎี หรืองานวิจัยที่มีผู้ศึกษาไว้แล้วมาประกอบหรืออ้างอิง จะทำให้แนวคิดของครูผู้ทำการวิจัยน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

 ————————-

 

 3. การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา

            นวัตกรรมเป็นรูปแบบหรือวิธีการแก้ปัญหาของครูที่สร้างขึ้นมา หรือนำนวัตกรรมมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาที่ต้องการแก้ไข  ซึ่งทำให้ได้นวัตกรรมที่คาดว่ามีคุณภาพเหมาะสมที่จะนำไปแก้ปัญหา

 

ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา

               นวัตกรรม (Innovation)  หมายถึง แนวความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำนวัตกรรมนั้นมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานด้วย

               นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational innovation) หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิ ผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมเหล่านั้น และประหยัดเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

 

research03

 

ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา
 
              การนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้จัดการกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากจะส่งผลให้ผู้เรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของรายวิชาแล้ว ยังมีประโยชน์ดังนี้

               1.  ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น
               2.  ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม
               3.  ช่วยให้บรรยากาศการเรียนรู้สนุกสนาน
               4.  ช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ
               5.  ช่วยลดเวลาในจัดกิจกรรมการเรียนรู้
               6.  ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

 

ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา
       
        นวัตกรรมทางการศึกษาที่ใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายประเภท ในที่นี้ขอนำ เสนอตัวอย่างนวัตกรรมทางการศึกษาที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวก ประหยัด สามารถจัดทำได้ด้วยตนเอง  และง่ายแก่การนำไปใช้  มี  2 ประเภท คือ

1. สื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Invention)
2. เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Instruction)

 

research04

 

ลักษณะของนวัตกรรมทางการศึกษาที่ดี

  1. ตรงกับความจำเป็นของสถานการณ์การจัดการศึกษา โดยมุ่งการแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในระบบการศึกษา หรือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
  2. มีความน่าเชื่อถือและเป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งเหตุผลที่สนับสนุนว่านวัตกรรมที่คิดค้นมีความน่าเชื่อถือนั้นต้องมาจากทฤษฎีหรือผลการวิจัยรองรับ
  3. สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์จริง นวัตกรรมที่ดีต้องมีวิธีการใช้หรือแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้กับบุคลากรปกติในสถานศึกษาปฏิบัติตามได้ง่ายและสะดวกโดยไม่จำเป็นต้องจัดปัจจัยทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ และควรประหยัด
  4. มีผลการพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าได้ทดลองในสถานการณ์จริงแล้วสามารถแก้ปัญหาหรือปรับปรุงเพิ่มพูนคุณภาพของการจัดการศึกษาได้เป็นที่พอใจ โดยมีหลักฐานที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและเสนอรายงานผลอย่างชัดเจน

 

กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

               กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษามีขั้นตอนที่สำคัญประกอบด้วย

 

research05

 

          1. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้

            เมื่อครูได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว  ก็ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนนั้นคือ  กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนตามเป้าหมายของหลักสูตร เช่น ความสามารถในกระบวนการแก้ปัญหา  ความสามารถในทักษะกระบวนการสร้างค่านิยม  การพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์  ฯลฯ

         2. กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้

            เมื่อได้กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้แล้ว ครูควรศึกษาค้นคว้าหลักวิชาการ  แนวคิดทฤษฎีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนและนำมาผสมผสานกับความคิดและประสบการณ์ของตนเอง กำหนดเป็นกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้ขึ้นเพื่อจัดสร้างเป็นต้นแบบนวัตกรรมขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน

          3. สร้างต้นแบบนวัตกรรม

             เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเลือกจัดทำนวัตกรรมชนิดใดครูผู้ต้องศึกษาวิธีการจัดทำนวัตกรรมชนิดนั้น ๆ อย่างละเอียด เช่น จะจัดทำบทเรียนสำเร็จรูปในรายวิชาหนึ่ง ต้องศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูปว่ามีวิธีการจัดทำอย่างไรจากเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดทำต้นแบบบทเรียนสำเร็จรูปให้สมบูรณ์ตามข้อกำหนดของวิธีการทำบทเรียนสำเร็จรูป

               สำหรับเครื่องมือที่ต้องใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์หรือเครื่องมืออื่น ๆ ต้องมีการพัฒนาเครื่องมือตามวิธีการทางวิจัยด้วย การสร้างต้นแบบนวัตกรรมจะต้องนำไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม ซึ่งมีขั้นตอนการหาประสิทธิภาพนวัตกรรม ดังต่อไปนี้

            3.1 ขั้นตอนการการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม อย่างง่าย ๆ ดังนี้

                  1) การหาคุณภาพของนวัตกรรมเบื้องต้น ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนในวิชานั้น ๆ ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและการสื่อความหมาย โดยนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นพร้อมแบบประเมินที่มีแนวทางหรือประเด็นในการพิจารณาคุณภาพให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพ
                   2) นำข้อมูลในข้อที่1 ซึ่งเป็นข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข หลังจาก นั้นจึงนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นไปทดลองกับผู้เรียนกลุ่มเล็ก ๆ อาจเป็น 1 คน หรือ 3 คน หรือ  5 คน  แล้วแต่ความเหมาะสม  โดยให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม หรือฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ แล้วเก็บผลระหว่างปฏิบัติกิจกรรม และผลหลังการทดลองใช้นวัตกรรม เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมตามหลักการต่อไป
                   3) นำผลการทดลองใช้นวัตกรรมจากผู้เรียนกลุ่มเล็กในข้อ 2  มาปรับปรุงข้อบกพร่องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำไปใช้จริงกับกลุ่มผู้เรียนที่รับผิดชอบหรือผู้เรียนที่ต้องการแก้ปัญหาการเรียน

            3.2 การทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรม          

               การทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยทั่วไปจะใช้ทดลองกับผู้เรียนกลุ่มหนึ่งตามความเหมาะสม ซึ่งสามารถใช้วิธีการหาประสิทธิภาพได้ดังนี้

                  1) วิธีบรรยายเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม โดยการบันทึกหรือเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดผลผู้เรียนด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการบรรยายเชิงคุณภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่าหลังการใช้นวัตกรรมแล้ว ผู้เรียนมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจมากน้อยเพียงใด
                  2) วิธีนิยามตัวบ่งชี้ที่แสดงผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วเปรียบเทียบข้อมูลก่อนใช้และหลังใช้นวัตกรรม เช่น กำหนดผลสัมฤทธิ์ไว้ ร้อยละ 65 แสดงว่าหลังจากการใช้นวัตกรรมแล้ว ผู้เรียนทุกคนที่เป็นกลุ่มทดลองจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 65  จึงจะถือว่านวัตกรรมนั้นมีประสิทธิภาพ
                  3) วิธีคำนวณหาอัตราส่วนระหว่างร้อยละของจำนวนผู้เรียนที่สอบแบบทดสอบอิงเกณฑ์ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (P1) ต่อร้อยละของคะแนนเต็มที่กำหนดเกณฑ์การผ่านไว้ (P2) เช่น P1 : P2 = 70 : 60  หมายความว่า กำหนดเกณฑ์การผ่านไว้ต้องมีผู้เรียนร้อยละ 70  ของจำนวนผู้เรียนทั้งหมด ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จึงจะแสดงว่านวัตกรรมนั้นมีประสิทธิภาพ

           4. ทดลองใช้นวัตกรรม

               การทดลองภาคสนามเพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  ดำเนินการทดลอง     ใช้นวัตกรรมกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง (กลุ่มที่ต้องการแก้ปัญหา) ในสภาพในกลุ่มเรียนจริง   วิธีดำเนินการเหมือนกับวิธีการทดลองกับกลุ่มเล็กทุกอย่าง    ต่างกันที่จุดประสงค์ของการใช้นวัตกรรม ซึ่งการทดลองในที่ผ่านมาถือว่าเป็นการกระทำเพื่อหาข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข  ผู้เรียนเปรียบเสมือนที่ปรึกษา และนวัตกรรมที่ใช้ก็เป็นเพียงการยกร่าง เมื่อผ่านการทดลองกับกลุ่มเล็กแล้ว จึงจะถือว่าเป็นบทเรียนฉบับจริง การทดลองภาคสนามก็เป็นการทดลองโดยเป็นการนำไปใช้จริง

               ก่อนเริ่มใช้นวัตกรรมผู้สอนควรแนะนำผู้เรียนให้เข้าใจวิธีเรียนเสียก่อน และให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียน และเมื่อใช้นวัตกรรมเสร็จแล้วก็ต้องมีการทดสอบหลังเรียนอีกครั้ง

              5. เผยแพร่นวัตกรรม

               เมื่อนำนวัตกรรมไปขยายผลโดยให้ผู้อื่นทดลองใช้และให้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขจนเป็นที่พอใจแล้ว  ก็จัดทำนวัตกรรมนั้นเผยแพร่เพื่อบริการให้ใช้กันแพร่หลายต่อไป

 ————————–

 

4. การออกแบบการทดลอง

           การทดลองทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของนวัตกรรม จำนวนกลุ่มผู้เรียนที่ใช้ทดลอง และจำนวนครั้งของการวัดตัวแปรที่ศึกษา แต่ละแบบมีการดำเนินการที่แตกต่างกัน ฉะนั้นครูจะต้องออกแบบการทดลองให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ และสมมุติฐานการวิจัย

ความหมายของการออกแบบการทดลอง
            การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนเพื่อพิสูจน์ว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยนำไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริง แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินนวัตกรรมนั้นว่าสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ หรือสามารถพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่

 ความสำคัญของการออกแบบการทดลอง
              การออกแบบการทดลองเป็นการวางแผนกำหนดวิธีการและเทคนิคในการทดลอง ถ้ามิได้กำหนดไว้ล่วงหน้า อาจเกิดปัญหาระหว่างดำเนินการทดลอง หรือภายหลังดำเนินการทดลองในช่วงการวิเคราะห์และแปรผล กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่การวางแผนการสร้างรูปแบบนวัตกรรมที่จะนำมาใช้ ควรจะต้องมีความเด่นชัด ทีทฤษฎีรองรับ เพื่อมั่นใจว่ามีโอกาสแก้ปัญหาที่มีอยู่ หรือพัฒนาการเรียนการสอนได้จริง ต้องกำหนดและเตรียมเครื่องมือที่ใช้วัดให้เหมาะสมโดยเครื่องมือต้องมีคุณภาพ และกำหนดช่วงเวลาในการวัดว่าจะวัดเมื่อใด วัดตัวแปรใดบ้าง จะใช้ใครเป็นกลุ่มตัวอย่าง แนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้วิธีใด ในการวางแผนดังกล่าวต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามหลักวิชา และหลักคุณธรรม แต่ถ้ามิได้วางแผนอาจทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การสรุปผลการทดลองผิดพลาดด้วย

 ———————–

 

5. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

            หลังจากที่ครูได้วางแผนการวิจัย โดยกำหนด ประชากร  กลุ่มตัวอย่าง  เครื่องมือ  นวัตกรรม  วิธีรวบรวมข้อมูล และ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล  แล้วขั้นต่อไป  คือ  การพัฒนาเครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล  ครูต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับการวัดเสียก่อน  จากนั้นจึงเลือกชนิดของเครื่องมือที่จะใช้ในการรวบรวมข้อมูล  ลงมือสร้างหรือพัฒนา  โดยทั่วไปแล้ว  วิธีการวัดค่าตัวแปรอาจแบ่งได้เป็น  3 วิธีใหญ่ ๆ ได้แก่ การสอบ การสอบถาม และการสังเกต

            วิธีการวัดค่าตัวแปรวิธีแรก คือ การสอบ  ซึ่งเป็นการวัดที่กำหนดเงื่อนไขหรือสถานการณ์ให้ผู้ถูกวัดแสดงความสามารถสูงสุด  (maximum  performance)  ของตนออกมา  โดยที่ผู้ถูกวัดรู้ตัวว่ากำลังถูกวัด  และรู้ว่าถูกวัดความสามารถในเรื่องใด  สิ่งที่ผู้ถูกวัดตอบ สามารถตัดสินได้ว่าถูกหรือผิด      ตัวแปรที่วัดค่าได้ด้วยวิธีนี้  โดยมากจะเป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับความสามารถทางสมอง  เช่น  ผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรม  ความถนัด  ความคิดสร้างสรรค์  ความคิดวิเคราะห์  เป็นต้น 

            วิธีการที่สอง  คือ  การสอบถาม ซึ่งแตกต่างไปจาก  “การสอบ”  ตรงที่การสอบถามเป็นการกำหนดเงื่อนไข  หรือสถานการณ์ให้ผู้ถูกวัดแสดงคุณลักษณะเฉพาะตัว  (typical  performance)  หรือความเป็นจริงของตนออกมา  โดยไม่มีการตัดสินว่าสิ่งที่ผู้ถูกวัดตอบหรือแสดงออกมานั้นถูกหรือผิด  ตัวแปรที่วัดได้ด้วยวิธีนี้  จะเป็นตัวแปรเกี่ยวกับความคิด จิตใจ  เช่น  ความสนใจ  ความคิดเห็น  บุคลิกภาพ  ทัศนคติ เป็นต้น  เครื่องมือที่ใช้กับวิธีนี้เป็นพวกแบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  หรือแบบบันทึก

            วิธีการที่สาม  คือ  การสังเกต  ซึ่งเป็นการสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกของผู้ที่ถูกวัดตามสภาพที่เป็นจริง  ส่วนใหญ่การวัดด้วยวิธีสังเกต  มักไม่ให้ถูกสังเกตรู้ตัว  เพราะจะทำให้เกิดพฤติกรรมเสแสร้งได้  เช่น  การสังเกตพฤติกรรมความซื่อสัตย์  ความจริงใจ  ความเสียสละ  ความเป็นผู้นำ  เป็นต้น  บางกรณีเราก็ยอมให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่ากำลังสังเกต  เช่น  การสังเกตการประชุมของชาวบ้าน  การทำการเกษตรตามวิธีที่ได้รับการอบรม  เป็นต้น  จะเห็นได้ว่าตัวแปรที่วัดค่าได้โดยวิธีสังเกตนี้มีทั้งตัวแปรที่เป็นความสามารถทางสมอง  ความคิดจิตใจ  และทางทักษะต่าง ๆ  เครื่องมือที่ใช้จะเป็นพวกแบบสังเกต  แบบบันทึก  เป็นต้น

             ————————–

 

6. การทดลอง รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปผลข้อมูล

            หลังจากที่ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยจากเครื่องมือวัดทางการศึกษาวิจัยต่าง ๆ ที่ประกอบด้วย แบบสอบถาม  แบบทดสอบ   แบบสัมภาษณ์  และแบบสังเกต  เพื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติต่าง ๆ  ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงได้ดังตาราง

 

research06

 

การวัด  หมายถึง การกำหนดตัวเลขแทนปริมาณ คุณภาพ หรือคุณลักษณะ โดยข้อมูลที่ได้จะแบ่งลักษณะของข้อมูลเรียกว่า ระดับการวัด หรือ มาตรวัด ระดับมาตรวัดทางการศึกษามีลักษณะแตกต่างกัน ดังนี้

  1. มาตรานามบัญญัติ (Nominal Scale)  เป็นระดับการวัดระดับแรก, เบื้องต้น หรือเป็นระดับการวัดที่ต่ำสุด เป็นการกำหนดตัวเลขแทนชื่อคน แทนคุณลักษณะต่าง ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น สถานที่ทำงาน เพศชาย  เพศหญิง อาชีพ สัญชาติ  เป็นต้น
  2. มาตราเรียงลำดับ  (Ordinal  Scale)  เป็นมาตราวัดที่สูงกว่ามาตรานามบัญญัติ เป็นการกำหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์เพื่อชี้ลำดับ หรือจัดลำดับ แต่บอกไม่ได้ว่าแต่ละอันดับที่เรียงไว้นั้นมีความแตกต่างกันปริมาณเท่าใด เช่น การจัดลำดับความสวยของนางงามจากสวยที่สุดไปหาสวยน้อยที่สุด เป็นต้น
  3. มาตราอันตรภาค  (Interval Scale) เป็นระดับการวัดที่สูงกว่าสองมาตราที่กล่าวมา สถิติที่เหมาะสมกับข้อมูลที่มีการวัดในระดับนี้ ได้แก่
          -   การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง ใช้ ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม   
          -   การวัดการกระจาย  ใช้ ค่าความแปรปรวน และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
          -   การวัดความสัมพันธ์  ใช้ สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน
  4. มาตราอัตราส่วน (Ratio  Scale)  เป็นระดับการวัดที่สูงสุดและมีความสมบูรณ์มากกว่ามาตราอันตรภาค  จึงสามารถนำข้อมูลที่ได้มาบวก ลบ คูณ หาร กันได้ สถิติและวิธีทางสถิติในการทดสอบสามารถทำได้ทุกชนิด

  —————————–

 

7. การเขียนรายงานการวิจัยในกลุ่มเรียน

            การเขียนรายงานการวิจัยเป็นขั้นสุดท้ายของการทำวิจัย เป็นการเขียนรายงานงานวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นวิเคราะห์และสำรวจปัญหา การพัฒนารูปแบบการทดลองใช้รูปแบบเพื่อแก้ปัญหาจนกระทั่งถึงการวิเคราะห์ผล สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ  การเขียนรายงานการวิจัยเป็นการเสนอสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบให้ผู้อื่นทราบ  องค์ประกอบของรายงานการวิจัย (แบบเต็มรูปแบบ)  ในรายงานการวิจัยมีส่วนประกอบสำคัญ  3  ส่วน ได้แก่  ส่วนนำ  ส่วนเนื้อเรื่อง  และส่วนอ้างอิง  ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. ส่วนนำ   เป็นส่วนก่อนเนื้อหาของการวิจัย (ก่อนบทที่ 1) ไม่ต้องใส่เลขหน้า

1.1  ปกนอก  ประกอบด้วย  ชื่อเรื่อง  ชื่อผู้วิจัย  ชื่อหน่วยงานที่เป็นเจ้าของผลงานวิจัย
1.2  ปกใน  เหมือนปกนอกทุกประการ
1.3  บทคัดย่อ  เป็นการสรุปย่องานวิจัยทั้งหมด  (ไม่ควรเกิน  1  หน้ากระดาษ)  โดยมีหัวข้อสำคัญดังนี้
                    ก. ชื่อเรื่อง
                    ข. ชื่อผู้ทำวิจัย
                    ค. ปีที่ทำวิจัย
                    ง. จุดประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย และผลการวิจัย

1.4  คำนำ เขียนถึงความเป็นมาของการทำวิจัย  การขอบคุณผู้ช่วยเหลือในการทำวิจัย

1.5  สารบัญ  เป็นตัวชี้ให้ผู้อ่านทราบว่า  หัวข้อสำคัญต่าง ๆ อยู่ในรายงานหน้าใด  มักจะแบ่งออกเป็น  3  ชนิด  ได้แก่
                    ก.  สารบัญเนื้อเรื่อง  (ต้องมี)
                    ข.  สารบัญตาราง  (ถ้ามีตาราง)
                    ค.  สารบัญภาพประกอบหรือแผนภูมิ  (ถ้ามีภาพหรือแผนภูมิ)

            2. ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วยบทสำคัญ บทที่ ดังนี้

         2.1  บทที่ 1  บทนำ  ในบทนำมีหัวข้อที่สำคัญดังนี้

          -  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย เป็นการกล่าวถึงสภาพ ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั่วไป แล้วโยงมาเป็นปัญหาที่จะต้องทำการวิจัย  เพื่อแก้ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้   เป็นการเขียนจากสภาพกว้าง ๆ แล้วสรุปเป็นปัญหาการวิจัย
          -  วัตถุประสงค์การวิจัย  เป็นการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าเราต้องการจะทำวิจัยเพื่อตอบคำถามใด  วัตถุประสงค์การวิจัยจะต้องสอดรับกับปัญหาการวิจัยและหัวเรื่อง 
          -  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการเขียนให้ทราบว่าการวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อใคร  อย่างไร
           -  นิยามศัพท์  เป็นการให้ความหมายของตัวแปรต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิจัย  โดยเขียนให้เป็นนิยามเชิงพฤติกรรม  ซึ่งมีตัวชี้วัด  เพื่อประโยชน์ในการวัดตัวแปรนั้น
          -  ขอบเขตของการวิจัย เป็นการบอกให้ทราบว่า  การวิจัยนี้มีขอบเขตของประชากรเพียงใดหรือ เป็นการศึกษาเฉพาะรายกรณีเนื้อหาวิชามีมากน้อยเพียงใดระยะเวลานานเพียงใดในการศึกษาทดลอง
          -  ข้อจำกัดของการวิจัย  เป็นการบอกให้ทราบว่าการวิจัยนี้มีตัวแปรใดที่ผู้วิจัยควบคุม  และจัดกระทำไม่ได้  เช่น  “ในการวิจัยนี้ไม่สามารถจะสุ่มแยกผู้เรียนออกจากกลุ่มเรียนมาเข้ากลุ่มทดลองได้  เพราะต้องทำการทดลองตามตารางการพบกลุ่มปกติ  จึงจำเป็นต้องสุ่มเป็นกลุ่มเรียน”
         -  สมมติฐานการวิจัย  เป็นการคาดเดาคำตอบปัญหาการวิจัยที่ผู้วิจัยได้ศึกษามาอย่างรอบคอบจากเอกสารเกี่ยวข้อง

 2.2  บทที่  2  ชื่อบทว่า  วรรณคดีที่เกี่ยวข้อง  หรือ  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  หรือ  แนวคิด  ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  เป็นการศึกษาแนวคิด  ทฤษฎี  และงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย  การค้นคว้าเอกสารเป็นการแสดงถึงศักยภาพทางวิชาการของผู้วิจัย  ผู้เขียนต้องจัดหัวข้อให้เกี่ยวเนื่องกัน แล้วสรุปในทุกหัวข้อ ทุกประเด็น  เพื่อเขียนกรอบความคิดในการวิจัย  หลักการและแนวทางของนวัตกรรมที่ใช้แก้ปัญหาหรือทดลอง  นอกจากนี้ยังสามารถสรุปเลือกตัวแปรต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิจัยได้อย่างเป็นวิชาการ  สามารถนิยามตัวแปรและการวัดตัวแปรได้  และที่สำคัญที่สุด  สามารถตั้งสมมติฐานการวิจัยได้อย่างเหมาะสม

2.3  บทที่  3  วิธีการดำเนินการวิจัย  ควรประกอบด้วย

           -  ประชากร  เป็นการบอกว่าประชากรที่ศึกษาคือคนกลุ่มใด  เช่น  นักศึกษา กศน. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัด กศน. หลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552  วิธีเรียนพบกลุ่มของศูนย์ กศน. อำเภอหล่มสัก  จังหวัดเพชรบูรณ์
            -  กลุ่มตัวอย่าง  เป็นการเขียนเพื่อจะบอกว่า  กลุ่มตัวอย่างมีจำนวนเท่าใด  ได้มาจากประชากรกลุ่มใด 
           -  เครื่องมือวัดตัวแปร  หรือเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ผู้เขียนต้องเขียนบอกให้ชัดเจนว่า  เครื่องมือมีกี่ชุด  อะไรบ้าง  มีการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมืออย่างไร 
          -  การเก็บรวบรวมข้อมูล  (หรือวิธีการทดลองในกรณีทำการวิจัยเชิงทดลอง)  ให้เขียนบอกให้ชัดเจนว่ามีวิธีการเก็บข้อมูลอย่างไร  หรือมีวิธีการทดลองและวัดผลอย่างไร 
          -  การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการเขียนเพื่อบอกให้ทราบว่าในการวิเคราะห์ข้อมูล  หรือทดสอบสมมติฐานใช้สถิติใด 

2.4  บทที่  4  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล  เป็นการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

2.5  บทที่  5  บทสรุป  อภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ  เป็นการเขียนสรุปรวมการวิจัยตั้งแต่บทที่ 1  ถึง  4  มาไว้ด้วยกัน  ประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้

          -  ความนำ  เป็นการเขียนปัญหาการวิจัยอย่างย่อ  วัตถุประสงค์การวิจัย วิธีดำเนินการวิจัยอย่างย่อ  เขียนเป็นข้อความต่อเนื่องกันได้ไม่จำเป็นต้องแยกเป็นหัวข้อ  เป็นการเกริ่นนำก่อนขึ้นหัวข้อก็ได้
          -  ผลการวิจัยและข้อสรุป  เป็นการเขียนผลการวิจัยตามจุดมุ่งหมายทีละข้อ   โดยนำผลจากบทที่  4  มาสรุปรวม
          -  อภิปรายผลการวิจัยการอภิปรายผลเป็นการชี้แจงให้ผู้อ่านทราบว่าผลการวิจัยสอดคล้องกับผลการวิจัยของใคร  สอดคล้องกับทฤษฎีใด  ขัดแย้งกับผลการวิจัยของใคร  หรือขัดแย้งกับทฤษฎีใด  ผู้วิจัยสามารถสอดแทรกความคิดของตนเองเข้าไปได้อย่างเต็มที่ในการอภิปรายผล
          -  ข้อเสนอแนะ  เป็นการเขียนแนะนำผู้อ่านให้ทราบว่า  จากผลการวิจัยนี้สามารถนำผลไปประยุกต์ใช้ภาคปฏิบัติอย่างไร  และสามารถจะวิจัยต่อในประเด็นใดได้มาก  

           3. ส่วนอ้างอิง

           ส่วนอ้างอิงเป็นการแสดงให้ทราบว่าผู้วิจัยได้ค้นคว้าหามวลความรู้ เพื่อการทำการวิจัยครั้งนี้มากน้อยเพียงใด การอ้างอิงอาจประกอบด้วย
3.1  การอ้างอิงในเนื้อเรื่อง  เป็นการแสดงให้ผู้อ่านทราบว่าแนวคิด  หรือทฤษฎี  หรืองานวิจัยที่ผู้วิจัยศึกษามานั้นเป็นของใคร  พิมพ์ปีใด  อยู่หน้าใด  หรืออ้างแบบใช้เชิงอรรถ
3.2  บรรณานุกรม  เป็นการเขียนว่า  หนังสืออ้างอิงมีอะไรบ้าง เมื่ออ้างในเนื้อเรื่องแล้ว  ต้องมีการอ้างอิงในบรรณานุกรมด้วยทุกเล่ม  มีวิธีการเขียนดังนี้  (เขียนเรียงตามลำดับอักษรของชื่อผู้แต่ง)
3.3  ภาคผนวก  เป็นการนำรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่จำเป็นต้องใส่ในเนื้อหามารวมไว้  เพื่ออ้างอิงรายละเอียด  เช่น

                  ภาคผนวก             
                         ก.  ตารางวิเคราะห์เพิ่มเติม
                         ข.  ตัวอย่างเครื่องมือ
                         ค.  รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ  หรือ  กลุ่มตัวอย่าง

 ——————————–

 

8. การนำผลการวิจัยไปใช้

            ครูสามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ดังนี้

     1. นำไปใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

- ใช้แก้ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยตรง เช่น การใช้เทคนิคการสอนเสริมแบบต่างๆ ที่ครูคิดค้นขึ้นมาแล้วนำไปสอนเสริมผู้เรียนที่เรียนช้า
- ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
- ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร

       2. นำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

  - เผยแพร่เพื่อให้บุคคลอื่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการอ้างอิง
   - เผยแพร่แก่บุคคลอื่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดแนวทางในการศึกษาค้นหาความรู้ใหม่ที่ลึกซึ้งและมีประโยชน์ต่อไป

        3. นำไปใช้ในการพัฒนาวิชาชีพ

           การวิจัยในกลุ่มเรียน นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาวิชาชีพของครูอีกด้วย คือ เมื่อครูทำการวิจัยในกลุ่มเรียน  ทำให้เป็นการเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการของตนเอง ทำให้ครูมีนวัตกรรม ที่มีคุณภาพ ซึ่งทำให้เกิดมาตรฐานในการกิจกรรมการเรียนรู้เรียน

 

research07

 

เอกสารอ้างอิง 

วิทยา  ใจวิถี  เอกสารประกอบการวิจัยในชั้นเรียน  ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวภาคเหนือ
กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

อ้างอิงบทความนี้: อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล 
 http://panchalee.wordpress.com/2009/09/10/research_to_learning2/

 

********************************************

 

About these ads

หนึ่งความคิดบน “การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ กศน.(2)

  1. ขอชื่นชมและขออนุโมทนา (ขอบคุณมาก) ที่ช่วยเผยแผ่ความรู้เป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่ต้องการแสวงหาความรู้ นับว่าเป็นประโยชน์มาก ขอให้รายการนี้อยู่คู่กับความเป็นจริง ตลอดกาลนาน สาธุ.พระธาราฯ.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s