การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
7 เมษายน 2554

 ตอนที่ 3 เทคนิคการจัดการการเรียนรู้

1. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed Learning)

     เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนแต่ละคนมีความคิดริเริ่มด้วยตนเอง ผู้เรียนจะทำการวิเคราะห์ความต้องการที่จะเรียนรู้ของตน กำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ แยกแยะแจกแจงข้อมูลในการเรียนรู้ ทั้งที่เป็นคนและอุปกรณ์ คัดเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม และประเมินผลการเรียนรู้นั้น ๆ การเรียนรู้ด้วยตนเองจึงเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มจากตนเอง แล้ววางแผนการเรียนด้วยตนเองจนจบ กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และการพัฒนาทักษะ ด้วยตนเอง โดยได้รับความช่วยเหลือแนะนำ และสนับสนุนจากผู้อื่น

1.1 สมมุติฐานในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

  Knowls M.S (1975, อ้างถึงใน สมคิด อิสระวัฒน์, 2543) เป็นผู้ที่นำการเรียนการสอนด้วยตนเองมาใช้กับชั้นเรียนของผู้ใหญ่ และได้เขียนสมมุติฐานในการจัดการสอนสำหรับผู้ใหญ่ไว้ดังนี้

1) ความจำเป็นในการเรียนรู้ ผู้ใหญ่จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าทำไมเขาจึงต้องเรียนบางสิ่งบางอย่างก่อนที่จะลงลึกเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ
2) ความคิดเกี่ยวกับตัวเอง ผู้ใหญ่จำเป็นต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจของเขาเองและต้องการที่จะได้รับการปฏิบัติว่าเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
3) ประสบการณ์ของผู้เรียน ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากมายในชีวิตซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้
4) ความพร้อมในการเรียนรู้ผู้ใหญ่มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เขาต้องการ  เพื่อที่จะนำไปใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5) การเรียนรู้ ผู้ใหญ่จำเป็นต้องได้รับการเสริมแรงในกระบวนการเรียนรู้  เพื่อที่จะสามารถเอาชนะต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตได้

การเรียนรู้ด้วยตนเองสอดคล้องกับการเรียน การสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะเป็นวิธีการที่ตอบสนองความต้องการ ความสนใจ ความถนัด และประสบการณ์

1.2 ขั้นตอนของการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ขั้นตอนที่สำคัญ ๆ ของการเรียนรู้ด้วยเอง คือ

1) วิเคราะห์และการกำหนดความต้องการในการเรียนรู้
2) กำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้
3) กำหนดแหล่งวิทยาการเพื่อการเรียนรู้
4) เลือกวิธีการเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้
5) รวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์สร้างองค์ความรู้
6) ประเมินผลการเรียนรู้

1.3 การดำเนินการเรียนรู้

1) วิเคราะห์และการกำหนดความต้องการในการเรียนรู้

ผู้เรียนศึกษาโครงสร้างของรายวิชาที่จะเรียนว่ามีประเด็น หรือเรื่องใดบ้างที่ตนสนใจที่จะเรียนรู้ หรือพิจารณาปัจจัยเงื่อนไข ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ประเมินความเป็นไปได้ที่จะศึกษาเรื่องนั้น และตัดสินใจกำหนดเรื่องที่จะศึกษา

2) กำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้

ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายและสร้างความชัดเจนว่าต้องเรียนรู้เรื่องนั้นไปเพื่ออะไร แล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง การกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ชัดเจนจะช่วยให้ผู้เรียนมีเป้าหมายและทิศทางในการเรียนรู้ชัดเจนขึ้น

3) กำหนดแหล่งวิทยาการเพื่อการเรียนรู้

ผู้เรียนวางแผน และกำหนดแหล่งวิทยาการเพื่อการศึกษารวบรวมข้อมูลว่าเรื่องใดจะศึกษาจากแหล่งวิทยาการใด แหล่งวิทยาการอาจเป็นบุคคล ผู้รู้ ห้องสมุด ศูนย์การเรียนต่าง ๆ ตลอดจนศึกษาค้นคว้าทางสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ

4) เลือกวิธีการเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้

เมื่อผู้เรียนกำหนดแหล่งวิทยาการได้แล้ว ก็ต้องเลือกวิธีการเรียนหรือกิจกรรมที่จะไปศึกษาหาความรู้ไว้ด้วย อาจใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้ชำนาญ เข้าไปฝึกปฏิบัติ เข้าร่วมกิจกรรม เข้ารับการอบรม

5) รวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์สร้างองค์ความรู้

เมื่อผู้เรียนเข้าไปศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งวิทยาการใดก็ต้องทำการจดบันทึกอย่างเป็นระบบและละเอียด จากนั้นก็นำมาจัดหมวดหมู่ อาจต้องเรียบเรียงข้อมูลใหม่ เขียนให้กระชับ ชัดเจน อาจวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างข้อสรุปในองค์ความรู้นั้น ข้อมูลความรู้ดังกล่าวผู้เรียนสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอกับผู้เรียนคนอื่น ๆ ด้วย

6) ประเมินผลการเรียนรู้

ผู้เรียนควรพิจารณาทบทวนว่า เมื่อผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยตนเองเช่นนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ขั้นตอนนี้ครูผู้สอนอาจเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนในรายวิชานั้น ๆ ด้วย

โดยสรุปการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนำมาใช้กับการศึกษานอกระบบได้ เพราะตอบสนองความสนใจ และความต้องการในการเรียนรู้ เสริมสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ และสามารถขยายขอบข่ายการเรียนรู้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

2. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning)

   การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เป็นการจัดกิจกรรมเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมเพื่อเกิดการเรียนรู้ ในสิ่งที่อยากรู้ เกิดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา โดยใช้การระดมพลังสมอง และใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การทำเวทีประชาคม การอภิปราย การแสดงบทบาทสมมุติ เป็นการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญต่อผู้เรียน โดยผู้เรียน เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้กับผู้สอนทุกขั้นตอน

   การใช้วิธีการเรียนรู้จากผู้สอน ซึ่งเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลักไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ที่เป็นจริง

2.1 กระบวนการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

1) เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างมีความสุข สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนโดยได้เรียนในสิ่งที่ตนชอบ สนใจและถนัด เมื่อผู้เรียนประสบผลเร็จจะเกิดความภาคภูมิใจ และเกิดกำลังใจในการที่จะก้าวหน้าต่อไปข้างหน้า เพื่อคิดสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
2) ต้องให้ผู้เรียนได้ค้นพบความสามารถของตนเอง เป็นการเน้นผู้เรียนได้เรียนโดยปฏิบัติจริง ถ้าปฏิบัติได้สำเร็จก็เกิดความภูมิใจในตนเอง และการที่ผู้เรียนค้นพบความสามารถของตนเองทำให้รู้จักตนเองมากขึ้น
3) เน้นให้ผู้เรียนเรียนสิ่งที่ที่มีความหมายต่อตนเอง โดยความรู้ต้องสัมพันธ์กับธรรมชาติ วิถีชีวิตของแต่ละคนในแต่ละชุมชน การเรียนสิ่งที่มีความหมายเป็นการตอบสนองความสนใจความต้องการ/ปัญหาของผู้เรียน
4) มีกิจกรรมและสื่อที่หลากหลายประกอบการเรียนรู้
5) มีการประเมินผลการเรียนรู้ทุกขั้นตอน

2.2 องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีอยู่ 4 ประการ คือ

1) ประสบการณ์ (Experience) เป็นขั้นตอนที่ผู้สอน/วิทยากรช่วยกระตุ้น ให้ผู้เรียนนำประสบการณ์เดิมของตนมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้
2) การสะท้อนความคิดและอภิปราย (Reflection and Discussion) เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนจัดกิจกรรมและเสริมสร้างบรรยากาศเพื่อให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายกลุ่มเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
3) สรุปความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด (Understanding and Conception) เป็นขั้นตอนการสร้างความเข้าใจของผู้เรียนเอง และนำไปสู่การเกิดความคิดรวบยอด
4) การทดลองหรือประยุกต์แนวคิด (Experiment) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนนำผลการเรียนรู้จากข้อ 3 ไปประยุกต์ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน, 2541: 20)

2.3 ลักษณะของการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วม

     ผู้เรียนมีการเรียนเป็นกลุ่ม ใช้คำถามและเทคนิคต่าง ๆ เป็นสื่อให้คิด ให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมและเสริมสร้างผลงานของตนเอง และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง นอกจากนี้ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดความอยากรู้ อยากเรียน อยากปฏิบัติ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

1) ผู้สอนและผู้เรียนทำกิจกรรมร่วมกัน
2) ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
3) ผู้เรียนเรียนรู้ โดย ลงมือปฏิบัติจริง ในการศึกษา ค้นคว้า อภิปรายทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น และกล้าแสดงออก
4) การประเมินผลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ต้องประเมิน 2 ทาง คือ ผู้อื่นประเมินและผู้เรียนประเมินตนเองเนื้อหาที่จะประเมินตัวเองเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สามารถนำไปประยุกต์และบูรณาการได้ และนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนครั้งต่อไป

3. การเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Learning)

ความหมาย การเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึง การเชื่อมโยงเนื้อหาของวิชาต่าง ๆ เข้าไปด้วยกันในการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

3.1 ความสำคัญของการบูรณาการ

1) สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง และการดำเนินชีวิตประจำวันไม่ได้จำกัดว่าเกี่ยวกับวิชาหนึ่งวิชาใดเฉพาะ
2) การแก้ปัญหาหรือตัดสินใจจำเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะจากหลายวิชาร่วมกัน
3) ช่วยให้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริงทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่เรียนมีประโยชน์   
4) ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวิชา และความสัมพันธ์ระหว่างวิชาต่าง ๆ กับชีวิตจริง
5) ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างความคิดรวบยอดในศาสตร์ต่าง ๆ เนื้อหาและกระบวนการที่เรียนในวิชาหนึ่งอาจช่วยให้เข้าใจวิชาอื่นดีขึ้นได้
6) ขจัดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาต่าง ๆ ในหลักสูตร
7) สนองความสามารถของผู้เรียน ซึ่งมีหลายด้านและสนองความสามารถในการแสดงออกและอารมณ์
8) สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างความรู้

3.2 ประเภทของการสอนแบบบูรณาการ

1) การบูรณาการภายในวิชา เป็นการนำเนื้อหาวิชาหลัก 1 วิชา สอนและสอดแทรกเนื้อหาของวิชาอื่นที่ใกล้เคียง
2) บูรณาการระหว่างวิชา เป็นการแยกแต่ละวิชาโดยกำหนดหัวข้อเรื่อง ความคิดรวบยอด

3.3 แนวทางการจัดบทเรียน

1) มีการกำหนดหัวเรื่องที่เชื่อมโยงความคิดรวบยอด
2) มีการวางแผนการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและลงมือปฏิบัติ

3.4 รูปแบบการสอนแบบบูรณาการ

1) แบบสอดแทรก (Infusion) เป็นการสอดแทรกเนื้อหาโดยผู้สอนคนเดียว กล่าวคือ ครูผู้สอนจะสอนในวิชาที่ตนรับผิดชอบ และสอดแทรกเนื้อหน้าของวิชาอื่น เข้าไปในการสอนของตนเอง
2) แบบคู่ขนาน (Parallel) เป็นการสอนแบบคู่ขนาน โดยใช้ครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนวิชาต่างกันแต่ครูทั้งสองคน ต้องมาวางแผนการสอนร่วมกัน โดยมีการกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และปัญหาเดียวกัน
3) แบบสหวิทยาการ (Multi disciplinary) แบบนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับการสอนแบบขนาน แต่มีการมอบหมายงานหรือโครงงาน (Project) ร่วมกัน ซึ่งเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน วางแผนแบ่งเป็นโครงการ
4) แบบเป็นคณะหรือข้ามวิชา (Trans disciplinary) ในการสอนเป็นคณะแบบนี้ ครูที่สอนวิชาต่าง ๆ จะร่วมกันสอนเป็นทีมร่วมกันวางแผนปรึกษาหารือ กำหนด หัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และปัญหาร่วมกันสอน

3.5 องค์ประกอบที่มีผลต่อการบูรณาการ

1) การบูรณาการ ต้องเริ่มตั้งแต่บูรณาการหลักสูตร โดยวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของผู้เรียน เป็นการจัดทำหลักสูตรบูรณาการ ที่ต้องระดมสมองในการคิดเชิงวิชาการ
2) การบูรณาการเนื้อหาวิชา สถานศึกษาจะต้องมีการวิเคราะห์ วางแผนการสอนการทำงานร่วมกันจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งจาก ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถจึงจะประสบความสำเร็จ
3) วัดผล ประเมินผล สอดคล้องกับการบูรณาการ โดยพิจารณาจากการให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน ซึ่งเกณฑ์การวัดผลประเมินผลนี้ต้องแตกต่างไปจากการวัดผลประเมินผลจากปกติ

3.6 จุดอ่อนของการบูรการ

1) ขาดการวิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา และความต้องการของผู้เรียน
2) บุคลากรในการสอนบูรณาการ ขาดความรู้ความสามารถในการบูรณาการ
3) การสอนบูรณาการในระดับชั้นมัธยมศึกษา หรือสูงขึ้น ต้องใช้ผู้สอนหลายคน ทำในลักษณะกระบวนการกลุ่ม เพื่อวางแผนร่วมกันเป็นไปด้วยความยากลำบาก
4) การวัดผล ประเมินผล ทำได้ยาก ส่วนใหญ่มุ่งวัดเนื้อหา แต่ไม่มีการประเมินผลกระบวนการ
5) สำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ เช่น คณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ต้องจัดสอนแยกเฉพาะเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสกัดกั้นความสามารถพิเศษ

4. การเรียนรู้แบบโครงงาน

4.1  ความสำคัญ

การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ หรือการค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่ผู้เรียนต้องการรู้หรือมีความสงสัยด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นวิธีเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาตามความสนใจของตนเองหรือของกลุ่ม

การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบนำมาผสมผสานกัน เช่น กระบวนการกลุ่ม การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การวิจัย ทั้งนี้มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สนใจ โดยใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะต้องลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ให้ได้ความรู้ที่สมบูรณ์

จากความสำคัญของการเรียนรู้แบบโครงการดังกล่าว การจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้การเรียนวิชาเลือกในแต่ละระดับ สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการทำโครงงาน จำนวนอย่างน้อย 3 หน่วยกิต(สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,2553:17)

4.2 แนวคิด

        การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงตามหลักพัฒนาการคิดของบลูม(Bloom) ทั้ง 6 ขั้น คือ ความรู้ความจำ(Knowledge) ความเข้าใจ(Conprehension) การนำไปใช้(Application) การวิเคราะห์(Analysis) การสังเคราะห์(Synthesis) และการประเมินค่า (Evaluation)  นอกจากนั้นยังเป็นการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญต่อผู้เรียนทุกขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่การวางแผนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ผลผลิต และการประเมินผลงาน โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้            

4.3 ความหมายของโครงงาน 

           โครงงาน หมายถึง แผนงานและกิจกรรมที่มีการกำหนดรูปแบบการทำงานอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถผลิตชิ้นงานหรือผลงานที่สัมพันธ์กับหลักสูตรและนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้

4.4 ประเภทของโครงงาน

โครงงานแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 

1) ประเภทศึกษาทดลอง เป็นการศึกษาเปรียบเทียบทดลองหรือพิสูจน์ความจริงตามหลักวิชาการอย่างเป็นเหตุเป็นผลเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงในสิ่งที่ต้องการรู้
2) ประเภทสำรวจข้อมูล เป็นการสำรวจรวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลนั้น ๆ มาจำแนกเป็นหมวดหมู่และนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนหรือพัฒนางานหรือปรับปรุงงาน
3) ประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นการผลิตชิ้นงานใหม่และศึกษาคุณภาพ ประสิทธิภาพ ประโยชน์และคุณค่าของชิ้นงานนั้น ๆ
4) ประเภทพัฒนาผลงาน เป็นการค้นคว้าหรือพัฒนาชิ้นงานให้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

4.5 ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบโครงงาน

ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบโครงงานมิได้อยู่ที่ผลผลิตหรือชิ้นงานที่ได้จากการทำโครงงาน แต่ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับคือกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้า ทดลองและสรุปผลการเรียนรู้หรือสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้แบบโครงงาน ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ดังนี้

1) ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตามความถนัดและความสนใจ
2) ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทำงานด้วยตนเองหรือร่วมฝึกทักษะเป็นกลุ่ม
3) ผู้เรียนมีการทำงานเป็นระบบ
4) ผู้เรียนมีโอกาสในการพัฒนาความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์
5) ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และแก้ปัญหาจากการทำงาน
6) ผลงานหรือชิ้นงานสามารถนำไปสู่การประเมินความรู้ ความสามารถของผู้เรียนตามสภาพจริงได้

4.6 กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานมี 3 ขั้นตอน การเลือกโครงงาน การจัดทำโครงงาน และการเขียนรายงานโครงงาน

ขั้นตอนที่ 1  การเลือกโครงการ

เป็นขั้นที่มีความสำคัญมาก ครูและผู้เรียนร่วมกันศึกษา สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ของรายวิชาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพปัญหาของชุมชน ความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน นำมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจเลือกโครงงานและกำหนดหัวข้อโครงงาน

ขั้นตอนที่ 2 การจัดทำโครงงาน เมื่อผู้เรียนเลือกโครงงานได้แล้ว ต่อไปเป็นขั้นตอนการจัดทำโครงงาน ซึ่งประกอบด้วย การเขียนโครงงาน การขออนุมัติโครงงาน และลงมือปฏิบัติงาน

2.1 การเขียนโครงงาน  

1) ชื่อโครงงาน ควรเขียนสั้น ๆ กระชับ ชัดเจน และสามารถสื่อความหมายได้ว่า ทำอะไร เช่น “โครงงานการทำโคมไฟจากไม้ไผ่”
2) หลักการและเหตุผล หรือความสำคัญของโครงงาน ควรเขียนสภาพและความต้องการของตนเองและชุมชน ปัญหาที่เกิด วิธีการแก้ปัญหา สภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้น และประโยชน์ที่จะได้รับ
3) วัตถุประสงค์ ควรเขียนแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเขียนวัตถุประสงค์ ถ้ามีหลายวัตถุประสงค์ ควรเขียนเป็นข้อ ๆ เรียงตามลำดับความสำคัญ
4) เป้าหมาย ควรระบุให้ชัดเจนว่าผลงานที่ได้ คืออะไร มีปริมาณเท่าใดและคุณภาพเป็นอย่างไร
5) วิธีดำเนินงาน เขียนเป็นรายละเอียดขั้นตอนของการทำงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงงาน โดยเขียนเป็นแผนปฏิบัติงาน ประกอบด้วย หัวข้อ กิจกรรม ระยะเวลา สถานที่  ทรัพยากร/ปัจจัย
6) ระยะเวลา กำหนดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดดำเนินโครงงาน
7) งบประมาณ จัดทำรายละเอียด รายจ่ายที่จะต้องใช้ในการทำโครงงานทั้งหมด ซึ่งเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับ ค่าวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้ เป็นต้น
8) การติดตามและประเมินผล  ต้องมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงงานทุกระยะ คือก่อนดำเนินการโครงงาน ระหว่างดำเนินการโครงงาน และหลังดำเนินการโครงงาน เพื่อดูแลและควบคุมการทำโครงงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จะต้องเขียนระบุถึงวิธีการ เครื่องมือ ระยะเวลา  ในการติดตามและประเมินผล
9)  ผลที่คาดว่าจะได้รับ ให้ระบุถึงผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นโครงงานเป็นทั้งผลที่ได้รับโดยตรงและผลพลอยได้หรือผลกระทบจากโครงงานที่เป็นผลในด้านดีที่คาดว่าจะได้รับนั้นจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
10) ผู้รับผิดชอบโครงงาน ระบุผู้เรียนที่เป็นเจ้าของโครงงานอาจเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
11) ที่ปรึกษา ที่ปรึกษาในการทำโครงงานของผู้เรียน อาจเป็นครูผู้สอน วิทยากรสอนเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งผู้เรียนจะต้องประสานงานกับผู้ที่จะมาเป็นที่ปรึกษาก่อนที่จะนำชื่อมาเขียนไว้ในโครงงาน

2.2) การขออนุมัติโครงงาน ผู้เรียนต้องเขียนโครงงานและแผนปฏิบัติงานเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม กรณีเป็นกลุ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่มต้องเหมาะสมกับขนาดของโครงงาน เสนอต่อผู้สอนเพื่อให้ความเห็นชอบเบื้องต้น แล้วเสนอต่อหัวหน้าสถานศึกษาเพื่ออนุมัติ

2.3) ปฏิบัติงาน เมื่อผู้เรียนได้รับอนุมัติให้ทำโครงงานแล้ว ให้ปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนดไว้จนสำเร็จได้ผลงาน/ชิ้นงานตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ในระหว่างปฏิบัติงานผู้เรียนจะต้องบันทึกผลการปฏิบัติงานเป็นระยะ ๆ เพื่อรายงานความก้าวหน้าของโครงงานต่อผู้สอนตามข้อตกลงระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และครูผู้สอนจะต้องลงลายมือชื่อและให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะไว้เป็นหลักฐาน ในแบบบันทึกผลการปฏิบัติงานโครงงาน

                                                  แบบบันทึกผลการปฏิบัติงานโครงงาน…………………

ที่          กิจกรรม ผลการปฏิบัติงาน ปัญหา/อุปสรรค      และการแก้ไข   ครูรับทราบ วัน/เดือน/ปี ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของครู
           
           
           
           

ขั้นตอนที่ 3  การเขียนรายงานโครงงาน

การเขียนรายงานโครงงานมีองค์ประกอบ ดังนี้

1)  ส่วนนำ ประกอบด้วย ปก คำนำ และสารบัญ
2)  ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย

              2.1) หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงงาน

              2.2) วิธีดำเนินงาน

                        ตอนที่ 1 การเตรียมการ

                                 – การศึกษาค้นคว้า จากเอกสาร แบบเรียน ตำรา แหล่ง     เรียนรู้  การสำรวจชุมชน และผู้รู้ ฯลฯ

                                 -การเตรียมวัสดุอุปกรณ์

                                 – บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน รายละเอียดเกี่ยวกับ จำนวนผู้ปฏิบัติงาน ความรู้ความสามารถ การแบ่งบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ

                       ตอนที่ 2 การดำเนินงานได้แก่ขั้นตอนการทำโครงงานแต่ละขั้นตอน และวิธีการตรวจสอบความถูกต้อง

                       ตอนที่ 3 งบประมาณ แสดงค่าใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรม และค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของโครงงาน

                      ตอนที่ 4 ผลการดำเนินงาน เขียนสรุปว่าผลงาน/ชิ้นงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายหรือไม่ พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นต่อผลงานหรือชิ้นงาน รวมทั้งข้อเสนอแนะต่อผู้ที่ต้องการทำโครงงานลักษณะนี้ต่อไป

3) ภาคผนวก

    – โครงงาน

4.7 การประเมินโครงงาน

แนวทางการประเมินโครงงานโดยกำหนดกรอบในการประเมินแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 เอกสารโครงงาน
ส่วนที่ 2 กระบวนการทำงาน
ส่วนที่ 3 ผลงาน/ชิ้นงานและเอกสารรายงานโครงงาน

มีรายละเอียดดังนี้

        รายการประเมิน  คะแนนเต็ม(ร้อยละ)
 ส่วนที่ 1 เอกสารโครงงาน ประเมินความชัดเจน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในประเด็นต่อไปนี้

-หลักการและเหตุผล
-วัตถุประสงค์
-เป้าหมาย
-แผนปฏิบัติการโครงงาน
-การติดตามและประเมินผล
-ผลที่คาดว่าจะได้รับ

       20%
ส่วนที่ 2 กระบวนการทำงานประเมินความเหมาะสมและประสิทธิภาพ ในประเด็นต่อไปนี้

-การดำเนินกิจกรรม
-การมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่ม(กรณีเป็นงานกลุ่ม)
-การนำเสนอความก้าวหน้า
-การติดตามและประเมินผล

      40%
ส่วนที่ 3 ผลงาน/ชิ้นงานและเอกสารรายงานโครงงาน มีประเด็นในการประเมิน ดังนี้ 

1.ผลงาน/ชิ้นงาน 
– เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
 – ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
– คุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน
– ประโยชน์

2. เอกสารรายงานโครงงาน
– ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ
– ความถูกต้องตามหลักวิชาการ
-การพิมพ์และการจัดทำรูปเล่ม

       40%

 

เอกสารอ้างอิง

          1. กองพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน,(2541).คู่มือการจัดทำโครงงาน หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2530.กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

         2. กองพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน,(2543).แนวทางการจัดการเรียนรู้การศึกษานอกระบบ:ผู้เรียนสำคัญที่สุด.กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

         3. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2553).แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ:รังสีการพิมพ์.

อ้างอิงบทความนี้ อัญชลี ธรรมะวิธีกุล: การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551  ตอนที่ 3 เทคนิคการจัดการการเรียนรู้ http://panchalee.wordpress.com/2011/04/07/learning-management-2/

***************************

About these ads

6 thoughts on “การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

  1. เรียน ท่านอาจารย์อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
    กำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องการศึกษานอกระบบโรงเรียน จึงใคร่ขออนุญาตนำบทความของท่านอาจารย์ไปเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน ที่จะต้องค้นคว้า สำหรับการศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต โดยจะขออ้างอิงบทความค่ะ
    จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา
    ขอแสดงความนับถือ
    กฤตยา

    • สวัสดีค่ะ คุณกฤตยา
      ขอบคุณที่มาเยี่ยม Panchalee bog และยินดีมากที่บทความจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนของคุณกฤตยา ค่ะ
      อาจารย์ขิง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s