Archive | มีนาคม 2009

กระบวนการในการจัดการนิเทศการศึกษา

Graphic from SleepAid Records อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
11 มีนาคม 2552

            สิ่งสำคัญในการจัดการนิเทศการศึกษาก็คือจะดำเนินการอย่างไร  จึงจะทำให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้   ขั้นตอนในการปฏิบัติงานทางการนิเทศการศึกษาเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า”กระบวน การนิเทศ”    เนื่องจากกระบวนการเป็นเทคนิควิธีในการทำงาน ดังนั้น กระบวนการทำงานของแต่ละบุคคลย่อมจะมีความแตกต่างกันไปบ้าง   ในที่นี้จะกล่าวถึงกระบวนการทำงานที่ใช้การดำเนินการนิเทศ 3 ลักษณะ คือ กระบวนการบริหารงานของแอลเลน (Louis A. Allen)  กระบวนการนิเทศของแฮริส  (Ben M. Harris) และกระบวนการนิเทศ PIDRE ที่ ดร.สงัด  อุทรานันท์ได้พัฒนาขึ้นสำหรับการดำเนินงานนิเทศการศึกษาในประเทศไทยโดยเฉพาะ

 1.  กระบวนการบริหารงานของแอลเลน (Louis A. Allen)

              โดยความจริงแล้วแอลเลน (Allen) ไม่ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาโดยเฉพาะ แต่เขาเสนอแนวความคิดสำหรับกระบวนการบริหารงานการศึกษาโดยทั่ว ๆ ไป เนื่องจากยังไม่มีผู้ใดที่กล่าวถึงกระบวนการทำงานสำหรับการนิเทศโดยตรง ดังนั้นแฮริสจึงได้แนวความคิดนี้ มาเสนอให้ใช้กับการนิเทศการศึกษาโดยเขียนไว้ในหนังสือซึ่งเขาเขียนขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1963 (Harris, 1963 pp. 14-15)                

                     กระบวนการบริหารงานของแอลเลน   ประกอบด้วยกระบวนการหลัก 5 กระบวนการซึ่งนิยมเรียกกันง่าย ๆ ว่า “POLCA” โดยย่อมมาจากคำศัพท์ต่อไปนี้คือ

                     P = Planing Processes (กระบวนการวางแผน)
                     O = Organizing Processes (กระบวนการจัดสายงาน) 
                     L = Leading Processes (กระบวนการนำ)
                     C = Controlling Processes (กระบวนการควบคุม)
                     A = Assessing Processes (กระบวนการประเมินผล)

                    ดังจะอธิบายถึงขอบข่ายของงานที่ทำงานในแต่ละกระบวนการดังนี้

              1.1    กระบวนการวางแผน  (Planing Processes) กระบวนการวางแผนในทัศนะของแอลเลน  มีดังนี้

  •  
    •  (1) คิดถึงสิ่งที่จะทำว่ามีอะไรบ้าง
    • (2) กำหนดแผนงานว่าจะทำสิ่งไหน เมื่อไหร่
    • (3) กำหนดจุดประสงค์ในการทำงาน
    • (4) คาดคะเนผลที่จะเกิดจากการทำงาน
    • (5) พัฒนากระบวนการทำงาน
    • (6) วางแผนในการทำงาน

            •1.2    กระบวนการจัดสายงาน  (Organizing Processes)  กระบวนการจัดสายงานหรือจัดบุคลากรต่าง ๆ เพื่อทำงานตามแผนงานที่วางไว้มีกระบวนการดังนี้

  •  
    • (1) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการทำงาน
    • (2) ประสานงานกับบุคลากรต่าง ๆ ที่จะปฏิบัติงาน
    • (3) จัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับการดำเนินงาน
    • (4) มอบหมายงานให้บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ
    • (5) จัดให้มีการประสานงานสัมพันธ์กันระหว่างผู้ทำงาน
    • (6) จัดทำโครงสร้างในการปฏิบัติงาน
    • (7) จัดทำภาระหน้าที่ของบุคลากร
    • (8) พัฒนานโยบายในการทำงาน

             •1.3    กระบวนการนำ  (Leading Processes) กระบวนการนำบุคลากรต่าง ๆ ให้ทำงานนั้นประกอบด้วยการดำเนินงานต่อไปนี้คือ

  •  
    • (1) ตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
    • (2) ให้คำปรึกษาแนะนำ
    • (3) สร้างนวัตกรรมในการทำงาน
    • (4) ทำการสื่อสารเพื่อความเข้าใจในคณะทำงาน
    • (5) สร้างแรงจูงใจในการทำงาน
    • (6) เร้าความสนใจในการทำงาน
    • (7) กระตุ้นให้ทำงาน
    • (8) อำนวยความสะดวกในการทำงาน
    • (9) ริเริ่มการทำงาน
    • (10) แนะนำการทำงาน
    • (11) แสดงตัวอย่างในการทำงาน
    • (12) บอกขั้นตอนการทำงาน
    • (13) สาธิตการทำงาน

              •1.4    กระบวนการควบคุม (Controlling Processes)  กระบวนการควบคุมประกอบด้วยการดำเนินงานในสิ่งต่อไปนี้

  •  
    • (1) นำให้ทำงาน
    • (2) แก้ไขการทำงานที่ไม่ถูกต้อง
    • (3) ว่ากล่าวตักเตือนในสิ่งที่ผิดพลาด
    • (4) เร่งเร้าให้ทำงาน
    • (5) ปลดคนที่ไม่มีคุณภาพให้ออกจากงาน
    • (6) สร้างกฎเกณฑ์ในการทำงาน
    • (7) ลงโทษผู้กระทำผิด

              •1.5    กระบวนการประเมินสภาพการทำงาน (Assessing Processes) กระบวนการประเมินสภาพการทำงาน ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้

  •  
    • (1) การพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
    • (2) วัดพฤติกรรมในการทำงาน
    • (3) จัดการวิจัยผลงาน

 2.  กระบวนการนิเทศงานของแฮริส(Ban M. Harris)  หนังสือพฤติกรรมทางการนิเทศการศึกษาที่แฮริสพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1975 นั้น แฮริสได้เสนอกระบวนการนิเทศในทัศนะของเขาไว้ 6 ขั้นตอน (Harris, 1975, pp. 14-15)  ดังนี้คือ

  • (1) ประเมินสภาพการทำงาน (Assessing)
  • (2) จัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing)
  • (3) ออกแบบวิธีการทำงาน (Designing)
  • (4) จัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources)
  • (5) ประสานงาน (Coordinating)
  • (6) นำการทำงาน (Directing)

 สำหรับรายละเอียดในการทำงานในแต่ละขั้นตอนมีดังนี้

                2.1 ประเมินสภาพการทำงาน (Assessing)  เป็นกระบวนการศึกษาถึงสถานภาพต่าง ๆรวม ทั้งข้อมูลที่จำเป็นเพื่อจะนำมาเป็นตัวกำหนดถึงความต้องการจำเป็นเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งประกอบด้วยงานต่อไปนี้คือ

  • (1) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการศึกษาหรือพิจารณาธรรมชาติ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
  • (2) สังเกตสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบถี่ถ้วน
  • (3) ทบทวนและตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง
  • (4) วัดพฤติกรรมการทำงาน
  • (5) เปรียบเทียบพฤติกรรมการทำงาน

            2.2  จัดลำดับความสำคัญของงาน  (Prioritizing) เป็นกระบวนการกำหนดเป้าหมาย  จุดประสงค์  และกิจกรรมต่าง ๆ  ตามลำดับความสำคัญจะประกอบด้วยงานต่อไปนี้คือ
                      (1)  กำหนดเป้าหมาย
                     (2)  ระบุจุดประสงค์ในการทำงาน
                     (3)  กำหนดทางเลือก
                     (4)  จัดลำดับความสำคัญ

              2.3 ออกแบบการทำงาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผนหรือกำหนดโครงการต่าง ๆ    เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประกอบด้วยงานต่อไปนี้คือ

  • (1) จัดสายงานให้ส่วนประกอบต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กัน
  • (2) หาวิธีการนำเอาทฤษฎีหรือแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ
  • (3) เตรียมการต่าง ๆ ให้พร้อมที่จะทำงาน
  • (4) จัดระบบการทำงาน
  • (5) กำหนดแผนในการทำงาน

               2.4 จัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) เป็นกระบวนการกำหนดทรัพยากรต่าง ๆ  ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน  ซึ่งประกอบด้วยงานต่อไปนี้คือ

  • (1) กำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ตามความต้องการของหน่วยงานต่าง ๆ
  • (2) จัดสรรทรัพยากรไปให้หน่วยงานต่าง ๆ
  • (3) กำหนดทรัพยากรที่จำเป็นจะต้องใช้สำหรับจุดมุ่งหมายบางประการ
  • (4) มอบหมายบุคลากรให้ทำงานในแต่ละโครงการหรือแต่ละเป้าหมาย

               2.5 ประสานงาน (Coordinating) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคน เวลา วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกทุก ๆ อย่างเพื่อจะให้การเปลี่ยนแปลงบรรลุผลสำเร็จงานในกระบวนการประสานงานได้แก่

  • (1) ประสานการปฏิบัติงานในฝ่ายต่าง ๆ ให้ดำเนินงานไปด้วยกันด้วยความราบรื่น
  • (2) สร้างความกลมกลืนและความพร้อมเพียงกัน
  • (3) ปรับการทำงานในส่วนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด
  • (4) กำหนดเวลาในการทำงานในแต่ละช่วง
  • (5) สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น

                2.6 นำการทำงาน (Directing) เป็นกระบวนการทีมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมอันจะสามารถบรรลุผลแห่งการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด ซึ่งได้แก่

  • (1) การแต่งตั้งบุคลากร
  • (2) กำหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ในการทำงาน
  • (3) กำหนดระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับเวลา ปริมาณหรืออัตราเร็วในการทำงาน
  • (4) แนะนำและปฏิบัติงาน
  • (5) ชี้แจงกระบวนการทำงาน
  • (6) ตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการปฏิบัติงาน

 

               กระบวนการนิเทศการศึกษาที่กล่าวมานี้ แฮริสได้เขียนขึ้นโดยสังเคราะห์จากผลงานของแอลเลน (Allen, 1960) และลูมิส (Loomis,1968) และคนอื่น ๆ  อีก    กระบวนการนิเทศการศึกษาที่แฮริสกำหนดขึ้นนี้จุดเน้นจะอยู่ตรงที่ การเปลี่ยนแปลง”     อีกประการหนึ่งกระบวนการนิเทศการศึกษาที่เสนอโดยแฮริสได้ให้ความสำคัญแก่การวางแผนและการนำแผนไปปฏิบัติแต่ไม่ได้เน้นการควบคุมมากนัก นอกจากนี้แฮริสยังได้ให้ทัศนะว่ากระบวนการที่เขากำหนดขึ้นมานี้มีความเหมาะสมกับการนิเทศการสอนมากกว่าอย่างอื่น (Harris, 1975, pp. 16)

 

3.   กระบวนการนิเทศการศึกษาสำหรับสังคมไทย  จากประสบการณ์ของ ดร. สงัด อุทรานันท์ ที่ได้ควบคุมการฝึกปฏิบัติงานทางการนิเทศการศึกษาของนิสิตปริญญามหาบัณฑิตสาขานิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตรเป็นเวลาหลายปี    ได้นำเอาหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาของต่างประเทศมาใช้ ได้พบว่าสภาพพื้นฐานเกี่ยวกับความเข้าใจในแนวคิดทางการนิเทศสมัยใหม่ของบุคลากรในประเทศไทยยังไม่ดีพอจึงทำให้การดำเนินงานส่งเสริมการนิเทศการศึกษาให้เกิดขึ้นในโรงเรียนและสถานศึกษาต่าง ๆ   ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

     สาเหตุที่การส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงเรียนและสถานศึกษาต่าง  ๆ     ให้การนิเทศการศึกษาด้วยตนเองไม่บรรลุผลสำเร็จนั้นพอสรุปได้ดังนี้

  •      (1)  คำนิยามของคำว่า “การนิเทศ” ที่ใช้กันในประเทศไทยนั้นยังไม่ชัดเจนพียงพอที่จะชี้แนะนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ดังนั้นจึงทำให้ขาดกรอบความคิดที่จะนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
  • (2) ผู้บริหารโรงเรียนหรือหัวหน้าสถานศึกษาไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการนิเทศการศึกษา โดยคิดว่าการนิเทศการศึกษาเป็นงานของศึกษานิเทศก์โดยเฉพาะ ดังนั้นผู้บริหารจึงไม่ได้ให้ความสนใจแก่การจัดการนิเทศการศึกษาอย่างจริงจัง
  • (3) ขาดการเสริมแรงในการทำงานผู้บริหาร สาเหตุข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความคงทนถาวรของพฤติกรรมที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากการนิเทศ ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใด ๆ ก็ตามผู้นิเทศและผู้ได้รับการนิเทศต่างก็ต้องใช้ความมานะพยายามเป็นอย่างมากถ้าหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารก็ย่อมจะหมดกำลังใจในที่สุด

               จากจุดอ่อนดังกล่าวมาแล้ว ดร.สงัด อุทรานันท์ จึงได้พยายามพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาซึ่งสะท้อนแนวทางในการปฏิบัติ โดยการกระทำต่อไปนี้

  •  (1)  เสนอรูปแบบของการนิเทศในลักษณะของ “กระบวนการ” ซึ่งต้องทำอย่างเป็นขั้นตอนทำเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และไม่มีการหยุดนิ่ง หากยุติกระบวนการเมื่อใดก็ถือว่าได้หยุดการนิเทศเมื่อนั้น
  • (2) ให้ผู้บริหารการศึกษาตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการจัดการจัดนิเทศการศึกษาว่าเป็นงานของผู้บริหารโดยตรง ซึ่งเรียกชื่อย่อของกระบวนการนิเทศการศึกษาว่า “PIDRE”
  • 3)  จากการวิจัยในต่างประเทศ เช่น ฟาวเลอร์-ฟินน์(Fowler Finn, 1980) และเฮดเลย์ (Hadley,1982)  ได้พบว่าการให้แรงเสริมกำลังใจจะมีส่วนทำให้การนิเทศประสบผลสำเร็จสูงกว่าไม่มีการเสริมแรง

           หากจะพิจารณาสภาพการทำงานในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรม มีความผูกพันฉันท์มิตรสูงกว่าสังคมตะวันตกก็ย่อมจะมีความต้องการแรงเสริมกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง  ดังนั้นจึงเห็นว่าการเสริมกำลังใจของผู้บริหารจะทำให้ผู้รับการนิเทศรวมทั้งผู้ให้การนิเทศมีกำลังใจในปฏิบัติงาน    จึงได้จัดให้มีการเสริมแรงหรือการส่งเสริมกำลังใจ  (Reinforcement)     เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการนิเทศการศึกษาสำหรับการศึกษาสังคมไทย

     สำหรับกระบวนการนิเทศการศึกษาดังที่กล่าวมาแล้ว มีขั้นตอนดังนี้

     ขั้นที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P)
     ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ความเข้าใจในการทำงาน (Informing-I)
     ขั้นที่ 3 ลงมือปฏิบัติงาน (Doing-D)
     ขั้นที่ 4 สร้างเสริมกำลังใจ (Reinforcing-R)
     ขั้นที่ 5 ประเมินการนิเทศ (Evaluating-E)

(สงัด อุทรานันท์, 2527)

    2551-03-11-03

                            

               จากรูปแบบกระบวนการนิเทศที่เสนอมานี้ แสดงให้เห็นว่าการนิเทศจะประสบผลสำเร็จได้จำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่องกันดังนี้คือ

              ขั้นที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P) เป็นขั้นที่ผู้บริหารผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศจะทำการประชุมปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจำเป็นที่จะต้องมีการนิเทศ รวมทั้งวางแผนถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการนิเทศที่จะจัดขึ้นอีกด้วย

              ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำ (Informing-I) เป็นขั้นตอนของการให้ความรู้ความเข้าใจถึงสิ่งที่จะดำเนินงานว่าจะต้องอาศัยความรู้ความสามารถอย่างไรบ้าง จะมีขั้นตอนในการดำเนินการอย่างไร และจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ได้ผลงานออกมาอย่างมีคุณภาพ ขั้นนี้จำเป็นทุกครั้งสำหรับการเริ่มการนิเทศที่จัดขึ้นใหม่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม และก็มีความจำเป็นสำหรับงานนิเทศที่ยังไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ถึงขั้นที่พอใจซึ่งจำเป็นจะต้องทำการทบทวนให้ความรู้ในการปฏิบัติงานที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง

              ขั้นที่ 3 การปฏิบัติงาน (Doing -D) ประกอบด้วยงานใน 3 ลักษณะคือ

              3.1 การปฏิบัติงานของผู้รับนิเทศเป็นขั้นที่ผู้รับการนิเทศลงมือปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถที่ได้รับมาจากดำเนินการในขั้นที่ 2
                3.2 การปฏิบัติงานของผู้ให้การนิเทศ ขั้นนี้ผู้ให้การนิเทศจะทำการนิเทศและควบคุมคุณภาพให้งานสำเร็จออกมาทันตามกำหนดเวลาและมีคุณภาพสูง
               3.3 การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ ผู้บริหารก็จะให้บริการสนับสนุนในเรื่องวัสดุ  อุปกรณ์ ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างได้ผล

               ขั้นที่ 4 การสร้างขวัญและกำลังใจ (Reinforcing-R)   ขั้นนี้เป็นขั้นของการเสริมกำลังใจของผู้บริหารเพื่อให้ผู้รับการนิเทศมีความมั่นใจและบังเกิดความพึงพอใจ   ในการปฏิบัติงานขั้นนี้อาจจะดำเนินการไปพร้อม ๆ กันกับผู้ที่รับการนิเทศกำลังปฏิบัติงานหรือการปฏิบัติงานได้เสร็จสิ้นลงไปแล้วก็ได้

               ขั้นที่ 5 ประเมินผลผลิตของการดำเนินงาน (Evaluating-E) เป็นขั้นที่ผู้นิเทศทำการประเมินผลการดำเนินการซึ่งผ่านไปแล้วว่าเป็นอย่างไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศหากพบว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำให้การดำเนินงานไม่ได้ผลก็สมควรจะต้องทำการปรับปรุงแก้ไข    ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาจจะทำได้โดยการให้ความรู้ในสิ่งที่ทำใหม่อีกครั้งหนึ่งสำหรับกรณีที่ผลงาน  ออกมายังไม่ถึงขั้นที่พอใจ หรือดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งหมดสำหรับกรณีการดำเนินงานเป็นไปไม่ได้ผลและ ถ้าหากการประเมินผลได้พบว่าประสบผลสำเร็จตามที่ได้ตั้งไว้หากจะได้ดำเนินการนิเทศต่อไปก็สามารถทำไปได้เลยโดยไม่ต้องให้ความรู้ในเรื่องนั้นอีก

     การดำเนินการนิเทศตามวัฏจักรนี้จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่งจนกว่าจะบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือพัฒนาผู้รับการนิเทศให้เป็นไปตามต้องการ หากบรรลุสำเร็จตามจุดมุ่งหมายแล้วต้องการจะหยุดกระบวนการทำงานก็ถือว่าการนิเทศได้สิ้นสุดลงแล้ว ครั้นต้องการเริ่มนิเทศในสิ่งใหม่หรือตั้งเป้าหมายใหม่ก็จะต้องดำเนินการตั้งแต่เริ่มแรกอีกดังแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของกระบวนการนิเทศการศึกษาในภาพดังต่อไปนี้

                                             

 2551-03-11-02

  

      ดังนั้น วางแผนการทำงาน ให้ความรู้ในสิ่งที่ทำ  หลังจากนั้นจึงลงมือปฏิบัติงานโดยมีการนิเทศควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกันผู้บริหารจะต้องสร้างขวัญและกำลังใจระหว่างการทำงานและหลังการทำงานผ่านไปแล้ว และในขั้นสุดท้ายก็ทำการประเมินผล   ทำในลักษณะเช่นนี้   จนกระทั่งบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้  หากบรรลุผลแล้วต้องการจะหยุดก็ถือว่าการนิเทศสิ้นสุดลงแล้ว ดังนี้เป็นต้น

*************************

อ้างอิงบทความนี้   
อัญชลี ธรรมะวิธีกุล:https://panchalee.wordpress.com/2009/03/30/process/

การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน

book_icon3บทคัดย่อ


ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน ของประชาชนบ้าน เขาลูกช้าง ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

ผู้ศึกษา นางสาววรรณรัชต์ สุปัญญา ตำแหน่ง ครูชำนาญการ สังกัดศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว

ปีที่ทำการศึกษา พ.ศ. 2550

               การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน ของประชาชนบ้านเขาลูกช้าง ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียน สำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน ที่ใช้ในการอบรมประชาชนบ้านเขาลูกช้าง ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่อบรมด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน และเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านเขาลูกช้าง ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว จำนวน 30 คน จาก 226 ครัวเรือน การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง โดยวิธีการสมัครเข้ารับการอบรมด้วยความสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน ในแต่ละตอน 3 ตอน ๆ ละ 10 ข้อ รวม 30 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการอบรมด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน จำนวน 20 ข้อ แบบวัดเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อการอบรม โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน จำนวน 20 ข้อ และแบบประเมินบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน จำนวน 18 ข้อ

               ผลการศึกษาการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน ของประชาชนบ้านเขาลูกช้าง ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว สามารถสรุปได้ดังนี้

                 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน ที่พัฒนาขึ้นมีค่าเท่ากับ 80.33/82.17 โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80
                2. ประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน มีค่าดัชนีประสิทธิผล .58 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ยอมรับได้ตามที่กำหนดไว้
                3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังจากที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
                4. เจตคติของผู้เรียนที่มีต่อการอบรมด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีเจตคติ ด้านการวัดและประเมินผลเป็นอันดับแรก รองลงมาได้แก่ ด้านกิจกรรมการอบรม ด้านสื่อและอุปกรณ์ในการอบรม และด้านเนื้อหา ตามลำดับ

 

********************

บทบาทของผู้บริหารกับการนิเทศการศึกษา

pencil_icon1อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
11 มีนาคม 2552

              งานบริหารการศึกษา  มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่คุณภาพของผู้เรียน  ซึ่งเป็นผลผลิตของการจัดการศึกษา    ดังนั้นในการบริหารการศึกษาผู้บริหารจำเป็นจะต้องทำงานสองอย่างคือ    งานบริหารและงานนิเทศ  ซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้บริหารมีบทบาทในการนิเทศมากโดยเฉพาะการนิเทศภายในสถานศึกษาของตนเอง

             ไวส์  (Wiles) ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาฐานะผู้นิเทศไว้ดังนี้

  • 1) บทบาทด้านมนุษยสัมพันธ์ ของผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ทำให้เกิดความเข้าใจอันดีภายในกลุ่มและพยายามขจัดข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่ม
  • 2) บทบาทในฐานะผู้นำ ผู้บริหารสถานศึกษาทำหน้าที่ดังต่อไปนี้คือ พัฒนาความเป็นผู้นำให้เกิดขึ้นแก่ตัวผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นมีความรับผิดชอบ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมในการใช้อำนาจ และมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบ
  • 3) บทบาทในด้านการจัดและดำเนินงานในหน่วยงาน ผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ดังนี้ คือพัฒนาการจัดองค์การของหน่วยงานในสถานศึกษา ช่วยให้ดำเนินงานของคณะกรรมการต่าง ๆ ในองค์การดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการตัดสินใจเรื่องใดก็ตามต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ  เมื่อกลุ่มตัดสินใจในเรื่องใดไปแล้วจะต้องไม่คัดค้าน พยายามทำให้ทุกคนในกลุ่มมีเป้าหมายอันเดียวกัน  เพื่อให้เกิดวินัยในกลุ่ม และส่งเสริมให้มีวินัยในตนเอง
  • 4) บทบาทในการคัดเลือกและการใช้ประโยชน์บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ดังนี้คือ พิจารณาเลือกบุคลากรใหม่ให้ตรงกับความต้องการ โดยให้ครูในสถานศึกษามีส่วนร่วมในการพิจารณาเลือกด้วย ช่วยให้บุคลากรที่เข้าทำงานใหม่รู้สึกว่าเขาเป็นที่ต้องการของสถานศึกษา มีความอบอุ่นใจ และมีความเชื่อมั่นในตนเอง
  • 5) บทบาทในการสร้างขวัญของครู ผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ดังต่อไปนี้ คือช่วยให้ครูพอใจ  งานที่ทำ มีความสะดวกสบายปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ให้ครูมีส่วนร่วมในการวางโครงการและนโยบายต่าง ๆ ของสถานศึกษา ช่วยให้ครูเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ให้ครูรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของบุคคลอื่น จัดให้มีการบริการต่าง ๆ คู่มือครู การศึกษาต่อ การอบรม ฯลฯ ตามที่ครูต้องการ
  • 6) บทบาทในการพัฒนาบุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ดังต่อไปนี้ คือ จัดให้มีการอบรมในหน่วยงาน โดยจัดให้ตรงตามความต้องการของครู การประชุมครูที่จัดให้มีขึ้นช่วยให้ครูมีความก้าวหน้าใช้วิธีการสังเกตการสอน แต่ต้องมีความเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายใช้วิธีการวัดผลเพื่อพัฒนาบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพการเรียนการสอน

               สุจริต   เพียรชอบ ได้กล่าวถึงบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการนิเทศการศึกษา ภายในสถานศึกษาดังนี้

  • 1) ช่วยเหลือทางด้านวิชาการ และด้านบริการ ได้แก่ปฐมนิเทศครูใหม่ จัดประชุมครูก่อนเปิดภาคเรียน สังเกตการณ์สอนในชั้น การเยี่ยมชั้นเรียนอื่น ๆ การสาธิต การสอน การนิเทศด้วยการให้คำปรึกษาหารือเป็นรายบุคคล หรือรายหมู่ การประชุมปฏิบัติการ การอบรมครู การสัมมนา  จัดหนังสือที่มีคุณค่าทางวิชาการให้ครูได้ศึกษา ปรับปรุงห้องสมุดให้ทันสมัยและแนะนำครูให้ใช้ห้องสมุด แนะนำให้ครูเป็นสมาชิกของสมาคมทางวิชาการต่าง ๆ จัดบริการโสตทัศนศึกษาให้แก่ครูเป็นอย่างดี และสนับสนุนให้ครูใช้อุปกรณ์เหล่านั้น ตลอดจนสนับสนุนให้ครูไปศึกษาต่อ
  • 2) ช่วยเหลือครูในด้านปัญหาส่วนตัว
  • 3) การสร้างขวัญของคณะครูในสถานศึกษา
  • 4) การประเมินผลการปฏิบัติงานในสถานศึกษา

               อำนวยพร วงษ์ถนอม ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการนิเทศการศึกษา ดังนี้

  • 1)  จัดให้การปฐมนิเทศครูใหม่ให้เข้าใจในหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบ
  • 2)  สถานศึกษาจัดการอบรม หรือให้การนิเทศด้วยการสอนแก่ครูอย่างสม่ำเสมอ
  • 3)  แนะนำให้ครูรู้จักดัดแปลงเนื้อหาวิชาที่สอนให้เหมาะสมแก่สภาพท้องถิ่น
  • 4)  ช่วยให้ครูมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนที่จะแก้ปัญหา และอุปสรรคในการเรียนการสอน
  •  5)  เสนอแนะวิธีสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา และสภาพแวดล้อมให้ครู
  •  6)  ส่งครูไปสังเกตการสอนในสถานศึกษาอื่น ๆ ที่เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีได้
  •  7)  ให้ครูได้เข้าร่วมการฝึกอบรมทางวิชาการที่จัดขึ้นภายในและภายนอกกลุ่มสถานศึกษา
  • 8)  จัดให้มีการติดตามผลภายหลังการฝึกอบรม
  • 9)  จัดหาหนังสือทางวิชาการ   คู่มือครู   วารสาร และบริการอื่น ๆ   เพื่อช่วยเหลือครูก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพ
  • 10) ผู้บริหารควรเยี่ยมชั้นเรียน เพื่อมุ่งที่จะให้คำปรึกษาช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาทางการสอน
  • 11) การบำรุงขวัญและให้กำลังใจแก่ครู
  • 12) ผู้บริหารควรมีเกณฑ์ในการพิจารณาความดีความชอบของครู โดยใช้วิธีความเป็นธรรมให้มากที่สุด
  • 13) จัดให้มีการสัมมนาของคณะครู เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอน
  • 14)  สนับสนุนให้ครูมีโอกาสศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการศึกษา
  • 15)  จัดให้มีการประกวดการเรียนการสอนระหว่างสถานศึกษาภายในกลุ่ม

                 นอกจากนี้ พนัส หันนาคินทร์ ได้กล่าวถึงหน้าที่ที่จะต้องกระทำเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาไว้ 3 ประการดังนี้

  • 1) ทำหน้าที่ตรวจสอบความเป็นไปเกี่ยวกับการเรียนการสอน ขั้นตรวจสอบถือว่าเป็นขั้นเริ่มต้นการนิเทศ เรื่องที่ควรจะตรวจสอบได้แก่ ความเข้าใจในการใช้หลักสูตรของครู ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของครูเกี่ยวกับเนื้อหาของหลักสูตร การใช้กลวิธีการสอนต่าง ๆ ตลอดจนการใช้สื่อการสอน ลักษณะของนักเรียนในแต่ละห้อง
  • 2) ทำหน้าที่ประเมินผลการเรียนการสอน
  • 3) ทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมและปรับปรุงการเรียนการสอน อันได้แก่ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับหลักการ  จุดหมาย  และโครงสร้างของหลักสูตร  แนะแนวการทำโครงการสอนทั้งระยะสั้นและระยะยาวจัดหาเครื่องมือประกอบการสอน  และแหล่งวิชาการ  จัดบรรยากาศทางกายภายในห้องเรียนให้น่าเรียนส่งเสริมให้ครูปรับปรุงตัวเองทั้งด้านวิชาการ  และวิชาชีพตลอดจนการพยายามให้ครูประเมินผลการเรียน

******************

อ้างอิงบทความนี้   
อัญชลี ธรรมะวิธีกุล : https://panchalee.wordpress.com/2009/03/30/admin-role/

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษา(3)

pencilอัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
11 มีนาคม 2552

ทักษะที่จำเป็นสำหรับการนิเทศการศึกษา

การนิเทศการศึกษา เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้น “การเรียนการสอนจะประสบผลดีหากได้รับการแนะนำที่ดี และถูกต้องจากผู้ที่ทำการนิเทศ” งานนิเทศไม่ใช่เป็นงานสอนโดยตรง หรือไม่ใช่งานบริหาร แต่เป็นงานที่มีความสัมพันธ์ทั้งงานสอนและงานบริหาร ศึกษานิเทศก์ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่จะสั่งให้ครูปฏิบัติตามได้ งานศึกษานิเทศจะต้องเป็นงานที่ใช้ความพยายาม ให้ผู้ได้รับการนิเทศเกิดศรัทธาและยินดีที่จะปฏิบัติตาม ดังนั้นบทบาทของศึกษานิเทศก์จึงยากต่อการปฏิบัติให้เกิดมีประสิทธิภาพได้โดยง่ายจำเป็นต้องใช้ทักษะและความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้ได้รับความเชื่อ และศรัทธาต่องานในหน้าที่ได้ทักษะเหล่านั้นได้แก่ทักษะการเป็นผู้นำ ความมีมนุษยสัมพันธ์ การทำงานเป็นหมู่คณะ การสื่อความหมาย และการบำรุงขวัญในการทำงาน ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไปนี้

1. การเป็นผู้นำ
              
ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้นิเทศการศึกษาจำเป็นจะต้องมีก็คือ ความสามารถในการเป็นผู้นำ นักการศึกษาบางคนถึงกับสรุปว่า การนิเทศการศึกษา คือการเป็นผู้นำทางวิชาการนั่นเอง    คำว่า การเป็นผู้นำนั้น หมายถึงศิลปะของการที่จะนำคนแต่ละคนโดยที่คนเหล่านั้นมีความเชื่อถืออย่างเต็มใจ มีความมั่นใจในตัวผู้นำ มีความเคารพนับถือและให้ความร่วมมือกับผู้นำอย่างจริงใจ
               ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ การเป็นผู้นำ คือวิธีการสำหรับจูงใจบุคคลแต่ละคนทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน

              อดัม และดิคกี (Adam and Dickey) ได้กล่าวถึงการเป็นผู้นำในการนิเทศการศึกษาหรือการที่ศึกษานิเทศก์ใช้ความสามารถของเขาช่วยให้กลุ่มได้พัฒนาเต็มความสามารถ
             กีแอมแมททีโอส์ (Giammatteo) ได้กล่าวถึงการเป็นผู้นำ ว่าเป็นความสามารถที่จะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ความเฉลียวฉลาดของคนอื่นให้เกิดประโยชน์ การเป็นผู้นำสมัยใหม่จะต้องเปลี่ยนจากการบัญชางานและการควบคุมเป็นการเกี่ยวพันและการกระตุ้น

               จากความหมายข้างต้น พอสรุปได้ว่า การเป็นผู้นำในการนิเทศการศึกษา คือความสามารถและความพร้อมที่จะกระตุ้น เสนอแนะแนวทางการศึกษาให้แก่ครู เพื่อให้ครูสามารถดำเนินกิจการการเรียนการสอนให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
                การที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าหากผู้นำขาดความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในการนำแล้ว ผลของงานก็จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นอกจากนี้คุณสมบัติด้านอื่น ๆ ในการปฏิบัติตนก็เป็นส่วนประกอบการเป็นผู้นำด้วย เช่น ความซื่อตรง ความกล้าหาญ ความคิดริเริ่มเป็นต้น

          สาย ภาณุรัตน์ ได้กล่าวถึงลักษณะผู้นำที่ดีทางการนิเทศการศึกษาควรมีลักษณะดังนี้

  • 1) เป็นผู้มีความรู้ ผู้ที่รู้ตนย่อมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง คนที่ขาดความรู้นั้นไม่สามารถจะลวงคนอื่นได้นาน ไม่จำกัดความรู้ในวิชาหน้าที่ แต่ควรมีความรอบรู้ในข่าวและเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งการทำให้เป็นผู้มีความรู้ อาจกระทำได้โดยการอ่านนิตยสารการศึกษา คู่มือปฏิบัติราชการ สนทนาในเรื่องที่เป็นข่าวสังเกตการปฏิบัติของผู้นำอื่น ๆ ที่ดีอยู่อย่างใกล้ชิด
  • 2) มีความซื่อตรง ซึ่งอาทำได้โดยการฝึกฝนความซื่อสัตย์ พูดความจริงยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และหน้าที่เหนือสิ่งอื่นใด
  • 3) มีความกล้า ศึกษานิเทศก์ควรจะมีความกล้า มีขวัญดีในเมื่อตนเองทำถูกต้องแล้ว อาจจะปฏิบัติโดยการทำตามความโน้มเอียงของตนเองก่อน พูดจาด้วยสำเนียงปกติ ยืนหยัดแต่สิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าจะเผชิญกับสิ่งที่ไม่ชอบอย่างโยนความผิดของตนให้กับผู้อื่น
  • 4) การตัดสินใจเด็ดขาด เป็นเรื่องของการปฏิบัติและความชำนาญ อาจปฏิบัติโดยปรับปรุงจิตใจให้สุขุมมั่นใจในตนเองด้วยการเพิ่มพูนความรู้ ฝึกการตัดสินใจเด็ดขาดด้วยตนเอง ศึกษาและปรับปรุงงานจากความคิดของตนเองและของผู้อื่น สำรวจการตัดสินใจในสิ่งที่ทำและพูดไปแล้ว
  • 5) ความเป็นที่เชื่อถือได้ ฝึกในเรื่องความซื่อตรง ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ถูกต้อง เข้าใจในความจงรักภักดี และทำให้ตนเองมีความจงรักภักดี ออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
  • 6) ความคิดริเริ่ม ผู้นำจะต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความคิดริเริ่มโดยการมอบงานและให้ดำเนินไปจนสำเร็จ สำรวจตัวเองว่ามีความเกียจคร้านทางร่างกายและทางจิตใจหรือไม่ ฝึกตนให้ว่องไวทั้งกายและใจ พิจารณาว่าจะต้องทำอะไรต่อไป และทำโดยไม่ต้องสั่ง คิดก่อนทำ
  • 7) มีกาลเทศะ ผู้นำจะต้องรู้กาลเทศะในการช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องยุ่งยากอื่น ๆ เอาใจใส่ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ศึกษาวิธีปฏิบัติงานของผู้นำที่ดี และมีความสามารถในการปกครอง สำรวจตัวเองว่ามีความเห็นขัดแย้งกับผู้อื่นหรือไม่และพยายามแก้ไขข้อบกพร่องนั้นปฏิบัติงานเป็นทีม
  • 8) มีความยุติธรรม การเลือกที่รักมักที่ชัง มีอคติ เป็นสิ่งที่ทำลายขวัญของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามากที่สุด สำรวจตัวเองว่ามีอคติหรือไม่ และหาทางแก้ไขจิตใจให้พ้นจากความมีอคติ พิจารณาว่าผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดควรได้รับการชมเชยหรือตำหนิ พยายามค้นหาความจริงทุก ๆ เรื่องและจงซื่อสัตย์ต่อตนเอง
  • 9) ความกระตือรือร้น การแสดงความสนใจอย่างมากในงานที่ได้รับมอบหมายทำด้วยความเต็มใจ รู้จักเชื่อมั่นในงานที่ตนทำอยู่ ทำงานด้วยความพอใจและมองโลกในแง่ดี นำเอาผลงานที่ทำสำเร็จแล้วยั่วยุให้กระตือรือร้นที่จะทำงานต่อไป ไม่ควรหมกมุ่นอยู่แต่งาน ควรมีเวลาเป็นของตัวเองชั่วระยะเวลาหนึ่งจะทำให้การงานดีขึ้น
  • 10) การวางตัว ท่าทางความประพฤติ อากัปกิริยาภาษาอยู่ในสภาพที่ได้รับการควบคุม ทำตนให้สงบมั่นคง หลีกเลี่ยงความประพฤติที่ไม่ดี ควบคุมการฝึกการใช้เสียง การแสดงท่าทางอย่าตำหนิคนจนออกนอกหน้า และต่อหน้าคนหมู่มาก ทำตนให้มีมาตรฐานดีเป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
  • 11) ความอดทน มีความอดทน เมื่อประสบกับความเหนื่อย ความยากลำบาก ความปวดร้าวทางกายและใจ ทำงานทุกอย่างให้สำเร็จโดยไม่คำนึงถึงอุปสรรคใด ๆ หมั่นออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น หลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่จะทำให้เกิดความท้อถอยทางกายและใจ บังคับตนเอง เมื่อเกิดความเหนื่อยอ่อนและเกียจคร้าน
  • 12) ความไม่เห็นแก่ตัว ผู้นำที่ดีจะไม่เห็นแก่ตัวเอาเปรียบลูกน้องหาผลประโยชน์ใส่ตนเอาใจใส่ผู้ใต้อยู่ใต้บังคับบัญชา เข้าใจในปัญหาของงานในหน้าที่ ความสนใจความสะดวกสบาย ความพอใจของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เมื่อได้มอบหมายงานไปแล้ว

              นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวที่ผู้นิเทศพึงมีในการเป็นผู้นำ ศึกษานิเทศก์ ยังต้องมีวิธีการในการนำครูในการปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ศึกษานิเทศก์ควรจะได้กระทำในฐานะผู้นำมีดังนี้

  • 1) ต้องรู้และมองเห็นลักษณะเด่นสำคัญของครูแต่ละคน ศึกษานิเทศก์ต้องค้นให้พบความสามารถ (Ability) ขีดความสามารถ (Capacity) และความสนใจ (Interest) ของครูแต่ละคนเรื่องนี้ในบางกรณีอาจต้องใช้เวลานาน การพบกันครั้งสองครั้งอาจยังมองไม่เห็น ดังนั้นผู้นิเทศจะต้องพยายามมองและสังเกตอยู่เสมอ
  • 2) ต้องสนับสนุน ส่งเสริมความสามารถ ขีดความสามารถและความสนใจของครูแต่ละคนให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่ตัวครูและแก่การนิเทศอีกด้วย ผู้นิเทศต้องไม่ลืมว่าความมุ่งหมายสำคัญของการนิเทศ คือ ความงอกงามทางวิชาชีพ การจัดการศึกษาให้แก่ครูประจำการ
  • 3) จะต้องมีความสามารถในการแนะแนวทางและประสานงานเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ของครูได้อย่างฉลาด การทำงานของครูแต่ละคนบางครั้งมีปัญหาต้องการความช่วยเหลือจากผู้นิเทศ ผู้นิเทศจะต้องสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือร่วมใจและการพบปะสังสรรค์อย่างบริสุทธิ์ใจ ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวนี้ย่อมจะช่วยเร้าใจให้บุคคลมีความพยายามที่จะยกระดับการทำงานให้ดีขึ้น
  • 4) มีความสามารถในการนำกลุ่ม โดยการส่งเสริมให้ครูรู้จักคิดร่วมกัน ทำงานร่วมกันให้ทุกคนยอมรับนับถือ ทำตนให้เป็นเสมือนสมาชิกคนหนึ่งของหมู่คณะ และเมื่อคณะยังนำตนเองไม่ได้อย่าทำให้สมาชิกเสียขวัญ
  • 5) หาวิธีให้ครูรู้สึกกว่าการมาของศึกษานิเทศก์นั้น มุ่งมาร่วมงานกับทุกฝ่ายเพื่อครูจะได้ให้ความร่วมมือ
  • 6) ส่งเสริมให้คณะครูเคารพต่องานในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อคุณธรรมอันดี
  • 7) รู้จักใช้ทรัพยากรให้เป็นประโยชน์ เช่น การใช้ครูเก่าที่มีความรู้ และประสบการณ์เป็นวิทยากรแก่ส่วนรวม

2. ความมีมนุษยสัมพันธ์

              มนุษยสัมพันธ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า การเข้ากับคนอื่นได้ โดยทั่วไปแล้วถือว่ามนุษย์สัมพันธ์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องศึกษาและอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศึกษานิเทศก์ในฐานะผู้นำในด้านการสอนของครู มนุษยสัมพันธ์ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุด ถ้าศึกษานิเทศก์มีมนุษยสัมพันธ์ดีแล้ว ย่อมสามารถจะทำหน้าที่ให้สำเร็จได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข เรียนรู้จิตใจผู้ร่วมงาน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเข้าใจปรับปรุงตนเองให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

                ดูบิน (Dubin) ได้เสนอแนะหลักทั่วไปในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ คือ

1) ยอมรับนับถือคนอื่น ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่น
2) รู้ตน รู้ประมาณ
3) เข้าใจคนอื่น เห็นอกเห็นใจคนอื่น
4) ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
5) มีความอดทน มีความมั่นคงทางอารมณ์
6) มีความจำดี เช่น สามารถจำชื่อคนอื่นได้
7) มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ย่อมคลายบรรยากาศตึงเครียด
8) มั่นใจ มีความจริงใจต่อคนอื่นในการช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส
9) เป็นคนเที่ยงตรง เปิดเผยตรงไปตรงมา

               ปัจจุบันนี้ ได้มีการเน้นย้ำอย่างมากถึงความสำคัญในความคิดเกี่ยวกับมนุษสัมพันธ์ผู้นิเทศที่ขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมักจะถูกเพิกเฉย และบางครั้งถูกต่อต้านจากพวกครู ทำให้งานนิเทศการศึกษาล้มลงอย่างง่าย ผู้นิเทศจะต้องระลึกเสมอว่าชีวิตและการงานของเขาจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกลุ่มคนและบุคคลหลายฝ่ายที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปมากมาย ทั้งในด้านความคิดและความต้องการ จึงเป็นความจำเป็นที่ศึกษานิเทศก์จะต้องฝึกฝนตนให้มีมนุษยสัมพันธ์ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของหน้าที่การงานสิ่งที่ศึกษานิเทศก์ควรปฏิบัติ เพื่อให้เกิดมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน มีดังนี้

  • 1) ต้องสร้างตัวให้มีอารมณ์เป็นผู้ใหญ่ สุขุม ใจคอหนักแน่น ไม่เป็นทาสแห่งความกลัว พึ่งตนเอง ไม่รุกรานใคร
  • 2) ปรับตัวเองให้เข้ากับบุคคล เหตุการณ์ และสถานที่ได้
  • 3) รู้จักจดจำสังเกต และเข้าใจงานทุกชั้น ทุกเพศ และทุกวัย
  • 4) รู้จักประนีประนอม และเสียสละเมื่อยามจำเป็น
  • 5) รู้จักหาเหตุผลและใช้เหตุผล
  • 6) มีความมั่นใจในตัวเอง รู้จักตัดสินใจด้วยความรอบคอบ
  • 7) การมีมนุษยสัมพันธ์ดีนั้น ต้องยึดวิธีการประชาธิปไตยเป็นหลัก มีความสัมพันธ์อย่างเสมอภาคทัดเทียม ไม่ถือเอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ เคารพและให้เกียรติความคิดเห็นของคนอื่นเคารพในสิทธิและหน้าที่ของคนอื่น
  • 8) สร้างบรรยากาศอันดี และเป็นกันเอง เป็นคนเชื่อมโยงมนุษยสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนด้วย ศึกษานิเทศก์จะต้องยอมรับนับถือในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนของทุกคนที่เข้าไปติดต่อ
  • 9) เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น

•3. การทำงานเป็นกลุ่ม

              โดยธรรมชาติของงานแล้ว งานนิเทศการศึกษาจะต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะกลุ่มครู ดังนั้นศึกษานิเทศก์จึงจำเป็นต้องมีทักษะในการที่จะทำงานกับกลุ่มหรือหมู่คณะ การทำงานกับกลุ่ม เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกับคณะบุคคลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีกระบวนการตั้งแต่มีการตั้งความมุ่งหมายร่วมกัน อภิปรายร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน ดำเนินการร่วมกันและประเมินผลร่วมกัน การที่จะทำให้การดำเนินงานกับกลุ่มเป็นไปได้ดีมีประสิทธิภาพนั้นควรมีหลักการและวิธีปฏิบัติดังนี้

  • 1) ลักษณะการนำ และการปฏิบัติที่ดีจะทำให้เกิดการพัฒนาความสามารถพื้นฐานในการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม
  • 2) ศึกษานิเทศก์อาจเป็นแรงผลักดันจากภายนอก หรือเป็นผู้ปฏิบัติงานเพื่อนำกลุ่มให้ทำงานภายในกลุ่มร่วมกัน จะทำให้ประสบผลสำเร็จ
  • 3) การร่วมมือประสานงานในกลุ่ม ไม่ได้ทำให้การเป็นผู้นำของศึกษานิเทศก์ลดลง แต่ยังคงมีความรับผิดชอบในการสร้างบรรยากาศของกลุ่ม และรักษาสภาพการณ์ของกลุ่ม แม้ว่าจะร่วมกันรับผิดชอบอยู่ก็ตาม
  • 4) ศึกษานิเทศก์จะต้องพร้อมที่จะเชื่อ และยอมรับความสามารถของกลุ่มในเวลาที่เหมาะสม
  • 5) กลุ่มจะทำงานร่วมกันได้อย่างดี เมื่อเข้าใจตรงกันว่า การที่มารวมกลุ่มกันนั้นมีเหตุผลอะไร
  • 6) ภายใต้ผู้นำที่ดี ภาวะผู้นำของแต่ละคนจะกลายมาเป็นลักษณะของกลุ่ม
  • 7) กลุ่มจะต้องมีการพบปะกันบ่อย ๆ การรายงาน การสอบถาม ฯลฯ ไม่สามารถใช้แทนการประชุมกลุ่มได้
  • 8) ศึกษานิเทศก์จะต้องใช้ความอดทนในการที่จะนำกลุ่มให้ถึงระดับความก้าวหน้าที่ต้องการ
  • 9) การทำงานในกลุ่มจะมีประสิทธิภาพ ถ้าสมาชิกมีความรู้สึกว่าความคิดของเขามีความสำคัญควรมีการบันทึกและนำมาพิจารณา
  • 10) ศึกษานิเทศก์มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องคุ้มครองกลุ่ม ไม่มีคนใดคนหนึ่งมีอำนาจพูดทนกลุ่มได้เอง
  • 11) จะต้องให้ความสนใจอย่างสม่ำเสมอต่อการกระทำซึ่งทำให้เกิดการพัฒนา

บทบาทของศึกษานิเทศก์ในฐานะผู้นำกลุ่ม

              ย่อมมีบทบาทหน้าที่ดังนี้

1) เป็นผู้ริเริ่ม (Initiator) เป็นผู้เสนอความคิดใหม่ กำหนดจุดมุ่งหมายของปัญหา เข้าใจลักษณะความคิดของกลุ่ม เสนอแนะจุดประสงค์ตามแนวความคิดนั้น
2) เป็นผู้นำทาง (Orientor) เป็นผู้ช่วยกลุ่มวางจุดมุ่งหมาย และกำหนดแนวทางรวบรวมแยกแยะข้อมูลเหตุการณ์ต่าง ๆ
3) เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ช่วยให้มีการสื่อความหมายของสมาชิกภายในกลุ่มให้กลุ่มมีความเข้าใจตรงกัน
4) เป็นผู้ให้กำลังใจ (Encourager or Stimulator) เป็นผู้คอยกระตุ้นเชื้อเชิญให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในกลุ่ม รวมถึงการยอมรับบทบาทของผู้อื่น
5) เป็นผู้ประสานงาน (Harmonizer) เป็นผู้ที่สนับสนุนการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมายอมรับว่าความเห็นที่แตกต่างกันมีประโยชน์และจำเป็นสำหรับความก้าวหน้า
6) เป็นผู้สรุป (Summarizer or Synthesizer) เป็นผู้มีหน้าที่สรุปสิ่งที่ได้จากการอภิปรายกลุ่มและนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้
7) เป็นผู้เสาะหาข้อเท็จจริง (Fact Seeker or Information Found) เป็นผู้ไต่ถามถึงข้อมูล ความจริง ตัวอย่าง หรือหลักการต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาปัญหา หรือแก้ปัญหา
8) เป็นผู้ประนีประนอม (Compromiser) เป็นผู้ประสานงานแนวความคิดของสมาชิกพยายามแก้ความขัดแย้งในกลุ่ม
9) เป็นผู้ให้ข้อเท็จจริง (Resourec Person or Consultant) เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใด ๆเฉพาะเรื่องที่จะให้ข้อมูลความจริง หรือตัวอย่างประสบการณ์ รวมทั้งกล่าวอ้างความคิดเห็นของคนอื่นเป็นเครื่องสนับสนุน
10) เป็นผู้จัดการ (Arranger) เป็นผู้ตระเตรียมสถานที่ประชุม สัมมนา ดูแลอำนวยความสะดวก เช่น จัดให้มีเครื่องขยายเสียง เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ที่จะใช้เป็นต้น
11) เป็นโฆษณา (Spokerman) เป็นผู้แถลงผลการประชุม หรือปฏิบัติงานของกลุ่มนอกจากจะเป็นการสร้างความเข้าใจแก่คนภายนอกแล้ว ยังเป็นการบรรเทาความกดดันจากภายนอกด้วย
12) เป็นผู้บันทึก (Recorder or Secretary) เป็นผู้รักษาเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับจุดมุ่งหมาย ปัญหาความคิดเห็น ข้อมูล มติที่ประชุม รายงานให้กลุ่มทราบเป็นระยะ ๆ จัดเตรียมรายงาน ติดต่อสมาชิกและทำรายงานขั้นสุดท้ายเสนอผู้เกี่ยวข้อง
13) เป็นผู้ประเมินผล (Evaluator) เป็นผู้เปรียบเทียบข้อมูล ประเมินผลความก้าวหน้าและวางมาตรฐานการทำงานขั้นต่อไป
14) เป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer or Analyzer) เป็นผู้วิเคราะห์รายงานกลุ่มเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของกลุ่ม แหล่งวิชาการที่ใช้ว่าเหมาะสมหรือไม่
15) เป็นผู้มีอาวุโส (Status Roles) เป็นที่เคารพนับถือทั้งในและนอกกลุ่มการทำงานเป็นกลุ่ม เป็นการจัดกลุ่มอย่างมีระบบ ความสามารถของสมาชิกในกลุ่มมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งในบทบาทของผู้นำและผู้ตาม

กระบวนการแก้ปัญหาประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

  • 1) กำหนดปัญหาทำความเข้าใจกับปัญหาให้แจ่มแจ้ง
  • 2) จัดลำดับปัญหาตามลำดับปัญหาที่สำคัญก่อนหลัง
  • 3) สำรวจปัญหา พิจารณาวิธีการแก้ปัญหาที่อาจจะเป็นไปได้ กระบวนการเบื้องต้น คือการอภิปรายกลุ่ม เพื่อตรวจสอบ รวบรวมจัดประเภทข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด พิจารณาแก้ปัญหาที่มีผู้เสนออย่างรอบคอบ ตัดสินปัญหาโดยยึดจุดมุ่งหมายเป็นหลัก
  • 4) ประสานงานกับบุคคลต่าง ๆ ในการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหา
  • 5) ทดสอบและประเมินผลกิจกรรมของกลุ่ม
  • 6) รายงานผลการดำเนินงานให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้ทราบ

              ชาญชัย อาจิณสมาจาร ได้กล่าวถึงสิ่งที่ศึกษานิเทศก์ควรกระทำเพื่อพัฒนาพลังของหมู่คณะให้เกิดความสำเร็จดังนี้
                1) ศึกษานิเทศก์จะต้องช่วยเหลือหมู่คณะในการวางแผนเป้าหมาย และวัตถุประสงค์
                2) ศึกษานิเทศก์ต้องจัดให้มีการอภิปรายเป็นหมู่คณะและร่วมกันตัดสินใจ
                3) ศึกษานิเทศก์จะต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำและตัวศึกษานิเทศก์จะต้องร่วมรับผิดชอบกับสมาชิกทุกคน
               4) ศึกษานิเทศก์จะต้องจัดให้มีการประชุมครูและตนเองจะต้องมีส่วนร่วมในการประชุมด้วย
               5) ศึกษานิเทศก์ต้องทำงานโดยผ่านทางคณะกรรมการ
               6) ศึกษานิเทศก์จะต้องก่อให้เกิดสภาพที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ
               7) ศึกษานิเทศก์จะต้องพัฒนาวินัยในตนเองให้เกิดขึ้นกับหมู่คณะ
               8) ศึกษานิเทศก์จะต้องส่งเสริมให้ผู้ปกครองและชุมชนได้มีส่วนร่วมในงานของหมู่คณะด้วย

4. การสร้างขวัญและกำลังใจ

                  ขวัญและกำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรในหน่วยงาน ในทำนองเดียวกัน ขวัญและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญต่องานนิเทศการศึกษาด้วย ศึกษานิเทศก์ควรตระหนักและควรสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดมีขึ้นในการปฏิบัติงาน ขวัญและกำลังใจมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานดังนี้

               1) ทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ
               2) ทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันในการปฏิบัติงาน
               3) ทำให้เกิดความกระตือรือร้น และขยันหมั่นเพียรในการทำงาน
               4) ทำให้เกิดความศรัทธา และความเชื่อมั่นในการทำงาน
               5) จงใจให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงาน
               6) สร้างความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ
               7) ทำให้เกิดความจงรักภักดี และซื่อสัตย์ต่อกัน
               8) มีความรับผิดชอบต่องาน และมีวินัยในตนเอง
               9) ทำให้เกิดความพึงพอใจในการทำงาน

            ด้วยความสำคัญของการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานดังกล่าว ศึกษานิเทศก์จึงจำเป็นต้องสร้างขวัญให้เกิดขึ้นในการดำเนินการนิเทศ วิธีการที่จะสร้างให้เกิดขวัญและกำลังใจในการทำงานมีหลายวิธีดังนี้

  • 1) สร้างให้กลุ่มเกิดทัศนคติที่ดีต่องาน เพราะถ้าทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่องานแล้ว ย่อมทำให้ทุกคนรักงาน และกระตือรือร้นที่จะทำงาน
  • 2) การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในหน่วยงาน มีการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ย่อมก่อให้เกิดบรรยากาศการทำงานขึ้น
  • 3) ยกย่องชมเชยให้กำลังใจแก่ผู้ตั้งใจทำความดี การชมเชยควรคำนึงถึงกาลเทศะ มีเหตุมีผลมาจากความจริงใจ ไม่ชมเชยพร่ำเพรื่อ ทำให้คำชมเชยหมดความหมาย
  • 4) เอาใจใส่เรื่องสวัสดิภาพ ให้ความสนิทสนมพอสมควร ทักทายปราศรัยไต่ถามข่าวคราวทุกข์สุขในโอกาสอันควร
  • 5) ให้สมาชิกมีโอกาสระบายความคับข้องใจในการทำงาน
  • 6) ควรจะได้มีโอกาสสำรวจ หรือออกแบบสอบถามสภาพการทั่วไปในการทำงานเพื่อจะหาทางแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมทั้งการรักษาน้ำใจในการทำงานไว้ด้วย
  • 7) มีโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าไปสู่ตำแหน่ง หรือเงินเดือนสูงขึ้นไป รวมทั้งการได้รับการพิจารณาความดีความชอบด้วยความยุติธรรม
  • 8) สถานที่ทำงานดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควร
  • 9) ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นปรับปรุงงาน รวมทั้งมีส่วนร่วมในความสำเร็จของงาน หากบุคคลใดมีความคิดริเริ่มที่ดีมีประโยชน์ในการปรับปรุงงาน ควรยกย่องความดีความชอบของบุคคลนั้น เพื่อให้เป็นตัวอย่างเป็นกำลังใจแก่ผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ

             จากการสร้างขวัญด้วยวิธีการต่าง ๆ บางครั้งการสร้างขวัญก็ประสบผลสำเร็จ นั่นคือ การตอบสนองด้วยความตั้งใจทำงาน ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง แต่บางครั้งการสร้างขวัญก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ศึกษานิเทศก์ควรจะได้สังเกตพิจารณาบรรยากาศของการทำงาน เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขวัญจะเกิดขึ้นหรือไม่ มากน้อยเพียงใด อาจใช้วิธีดูจากสิ่งต่อไปนี้

               1) ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า การแตกแยกเป็นเชิงความคิดเห็นเป็นเรื่องของหลักการและความคิด ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
               2) ความเอาใจใส่ในการงานการหมั่นติดตามผลงานที่ได้รับมอบหมายอยู่เสมอ เมื่อปรากฎว่าจะมีข้อบกพร่องหรือความเสียหายเกิดขึ้น ก็พยายามแก้ไข หรือชี้แจงให้ผู้มีอำนาจขึ้นไปทราบ แต่ไม่เป็นไปในด้านการฟ้องผู้อื่น
              3) ไม่ขาดหรือหยุดงานโดยไม่จำเป็น มีความสบายใจที่ได้มาทำงานและอยู่ร่วมกับเพื่อนฝูง
              4) คำร้องทุกข์หรือบัตนสนเท่ห์ การร้องทุกข์ของคนงานก็ดี หรือบัติสนเท่ห์กล่าวโทษการทำงานของครูก็ดี หากมีบ่อย ๆ เสมอ ๆ ก็น่าจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า เกิดความบกพร่องในการทำงานนั้นแล้ว การร้องทุกข์หรือบัตรสนเท่ห์จะมีขึ้นยาก หากการปฏิบัติงานได้เป็นไปตามปกติ คนงานทุกคนได้รับความดูแลและเอาใจใส่โดยเสมอหน้า ดังนั้นคำร้องทุกข์หรือบัตรสนเท่ห์ จึงใช้เป็นเครื่องชี้สภาพขวัญในการทำงานของผู้ทำงานได้
              5) การสังเกตและการสัมภาษณ์ การสนทนาโดยตรงหรือการสังเกตจะทำให้ทราบความรู้สึกของผู้ร่วมงาน วิธีนี้อาจได้คำตอบดีกว่าการตอบแบบสอบถาม แม้จะเป็นวิธีที่สิ้นเปลืองเวลามาก แต่ถ้ามีวิธีการและเทคนิคในการถามที่ดีแล้ว ก็นับว่าให้ประโยชน์คุ้มค่ามากทีเดียว
              6) การให้กรอกแบบสอบถาม การกรอกแบบสอบถามตามระยะเวลาอันเหมาะสม เช่น 6 เดือนครั้ง นับว่าเป็นเครื่องมือที่ดีในการตรวจสภาพขวัญของการทำงานโดยทั่วไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคำถามและวิธีการที่จะสอบถาม

5. การสื่อความหมาย

                การสื่อความหมาย มีความสำคัญอย่างยิ่งในการติดต่อกันระหว่างบุคคล ถ้าหากการสื่อความหมายไม่ดีพอ ปัญหาและอุปสรรคก็มักจะเกิดขึ้น เช่น ทำให้งานล่าช้า ผิดพลาด เกิดข้อขัดแย้ง หรือไม่ก็หยุดชะงักดังนั้นถ้าต้องการให้การดำเนินงานบรรลุสมความมุ่งหมายด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น การสื่อความหมายเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้การปฏิบัติงานสัมฤทธิผลได้ จุดมุ่งหมายที่สำคัญก็คือต้องการให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันระหว่างผู้สื่อความหมาย และผู้รับความหมาย งานนิเทศการศึกษาจะได้ผลดีเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นิเทศที่จะมีความรู้ มีทักษะในการใช้สิ่งเหล่านี้ได้ดี และเกิดประโยชน์แก่งานได้มากเพียงใด ถ้าการติดต่อสื่อสารไม่ได้ผลย่อมทำให้การจัดรูปงานต่าง ๆ ไม่ได้ผลยิ่งกว่านั้นยังอาจทำให้คณะครูเกิดการแตกแยกเป็นพวกเป็นเหล่าได้อีกด้วย การสื่อความหมายที่ใช้ประสิทธิภาพนั้นอาจเกิดจากความบกพร่องหลายประการดังนี้

               1) ภาษาหรือเครื่องสื่อความหมายที่ใช้ ไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งพอ มีทางให้คิดได้หลายทางเข้าใจยาก
               2) ผู้พูดกับผู้ฟังใช้ภาษากันคนละระดับ
               3) การแปลความหมายผิด เพราะการแปลความหมายจะเป็นไปตามประสบการณ์แต่ละคนทุกคนมีประสบการณ์แตกต่างกัน ยิ่งคำพูดที่ใช้มีความซับซ้อนหรือมีลักษณะเป็นนามธรรมมากเพียงไร ความแตกต่างในการแปลความหมายก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
               4) ข้อความสูญหาย เกิดจากการถ่ายทอดที่เนื้อข้อความสูญหาย หรือเกิดจากความจำไม่ดีเรื่องราวที่ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมานั้น ถ้าไม่สูญหายหรือสูญข้อเท็จจริงไปก็มักจะขยายความเพิ่มขึ้น
                5) ความไม่เอาใจใส่ของผู้ฟังหรือผู้อ่าน นอกจากจะไม่เข้าใจในเนื้อหาแล้ว บางครั้งยังขาดการเอาใจใส่ในเรื่องนั้น ๆ อีกด้วย ผลที่ตามมาก็คือ การติดต่อบกพร่องทำให้งานล้มเหลว
                6) ความไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น หรือความเคยชินความผิดพลาดชนิดนี้มักจะเกิดขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น เช่น เปลี่ยนตารางสอน เปลี่ยนห้องสอน บางครั้งจะต้องใช้เวลาพอสมควร ผู้รับคำสั่งจึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง
                7) ความไม่แน่ใจในตัวผู้พูดสั่งงาน ในบางคราวบางกรณีผู้สั่งงานใช้คำขยายความจนรับสาระอะไรไม่ได้ หรือพูดทีเล่นทีจริงจนไม่แน่ใจว่าที่พูดนั้นเป็นความจริง หรือพูดเล่น ผู้รับคำสั่งจะรอดูก่อน ถ้าผู้สั่งงานพูดจริง ๆ จึงจะลงมือปฏิบัติตาม

ข้อเสนอแนะสำหรับศึกษานิเทศก์ ที่จะทำให้การติดต่อสื่อความหมายได้ผลดี มีดังนี้

              1) ในการถ่ายทอดความคิดนั้น จะต้องให้ชัดเจน และมีความแน่นอนมากที่สุดทั้งภาษาและความคิด การถ่ายทอดนั้นจะต้องเป็นระเบียบ เป็นขั้นตอนตามลำดับของเหตุผล
             2) ศึกษานิเทศก์จะต้องพยายามหาทางให้ผู้รับเรื่องราวต่าง ๆ รับฟังหรืออ่านด้วยความตั้งใจจริงจังและเต็มที่
             3) ศึกษานิเทศก์จะต้องนึกอยู่เสมอว่า การติดต่อสื่อความหมายนั้น เป็นเครื่องมือที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จร่วมกัน ผู้นิเทศจึงควรติดต่อกับผู้บริหารและสร้างความสัมพันธ์กับครูก่อนไปทำการนิเทศ
             4) ศึกษานิเทศก์ควรใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ช่วยในการติดต่อสื่อความหมายด้วยจะทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น
              5) ควรให้การปฐมนิเทศ เพื่อให้คณะครูเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่แรกก่อนเข้าทำการนิเทศ
              6) สร้างความสัมพันธ์เป็นส่วนตัว จะช่วยให้การถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ผู้สื่อความหมายควรทราบถึงอิทธิพลที่มีต่อการสื่อความหมายอื่น ๆ ด้วยที่ทำให้การสื่อความหมายผิดเป้าประสงค์ไป มีอยู่เสมอที่ผู้ฟัง 2 คน ฟังเรื่องเดียวกันแต่เกิดความเข้าใจ เกิดอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ กันไป

 

 

 

************************

อ้างอิงบทความนี้   
อัญชลี ธรรมะวิธีกุล :  https://panchalee.wordpress.com/2009/03/30/supervision-3/