Archive | มิถุนายน 2009

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009(3)


(Update 25 กรกฏาคม 2552)


21900

องค์การอนามัยโลก ระบุด้วยว่า มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในหลายประเทศ กลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มประชาชนที่มีอายุน้อย อยู่ในวัย 12 – 17 ปี ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานด้วยว่า บางแห่งมีการติดเชื้อส่วนใหญ่ ในกลุ่มวัยชรา รวมถึงมีรายงานระบุด้วยว่า กลุ่มสตรีมีครรภ์ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ต่อการติดเชื้อนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม นายฟูคูดะ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกไม่มีคำแนะนำว่า สตรีควรมีบุตรหรือไม่ ในเวลานี้

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ขยายการแพร่ระบาดถึง 160 ประเทศ และจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 2 พันล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก ภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยนายเคอิจิ ฟูคูดะ เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า ไวรัสยังคงอยู่ในระยะแรก และยังจะแพร่ขยายต่อไปอีก ไวรัสมรณะนี้ ได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วเฉียด 800 คน ภายในเวลาไม่กี่เดือน นอกจากนี้ นายฟูคูดะ กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ และบริษัทผู้ผลิตยา กำลังตรวจสอบถึงการเร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีน ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ภายใต้ความปลอดภัย และความมีประสิทธิภาพ ก่อนจ่ายวัคซีนให้กับประชาชน

ข้อมูลอ้างอิง http://www.thairath.co.th/content/special/21900

——————————-

Update(24 กรกฎาคม 2552)

นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศว่า ล่าสุด ได้ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี หลังจากทราบว่ามีหญิงสาวท้องแก่ 7 เดือน ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จนแพทย์ต้องผ่าตัดเอาเด็กออกเพื่อช่วยเหลือ โดยเบื้องต้นทราบว่า หญิงสาวคนดังกล่าวอายุ 26 ปี น้ำหนัก 115 กิโลกรัม เข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อหวัดตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. และแพทย์เพิ่งผ่าตัดเอาเด็กออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา เด็กอายุครรภ์ 7 เดือนเศษ น้ำหนัก 1500 กรัม เพศหญิง จากการตรวจสอบยืนยันว่า ทั้งแม่และลูกติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ต้องอยู่ในห้องไอซียูทั้งคู่ โดยแม่อาการทรุดหนัก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนลูกแพทย์ได้ให้ยาแอนตี้ไวรัส โอเซลทามิเวียร์ พร้อมกับเก็บตัวอย่างส่งตรวจให้แล็บที่กรุงเทพฯ เพื่อยืนยันอีกครั้ง แต่ขณะนี้ทั้งคู่อยู่ในความดูแลของ ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี แพทย์โรงพยาบาลศิริราช และเป็นนายกสมาคมโรคติดต่อแห่งประเทศไทย และ พ.ญ.ศรีวรรณา พูลสรรพสิทธิ์ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข ดูแลอย่างใกล้ชิด

นายมานิต กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี นั้น มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 7 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน ซึ่งผู้เสียชีวิตจากประวัติพบว่าส่วนใหญ่จะไปที่คลินิกก่อน 2-3 วัน หลังจากนั้นจึงมาที่โรงพยาบาล ทำให้การรักษาช้าไป จึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้น จึงขอแนะนำว่าหากผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวเมื่อเป็นหวัดเบื้องต้นให้กินยา พาราเซตามอลก่อนภายใน 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นไข้ไม่ลด มีอาการปวดเมื่อย เหนื่อยหอบ ให้รีบไปโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวให้ไปโรงพยาบาลตรวจทันที อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ให้ จ.ราชบุรี เป็นจังหวัดนำร่อง กรณีทางกระทรวงสาธารณสุขจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ ต้านไข้หวัดให้กับคลินิกทุกแห่งเพื่อรักษาผู้ป่วย จะได้ไม่แออัดโรงพยาบาล และให้คลินิกนั้นเก็บประวัติผู้ป่วยไว้เพื่อทำรายงาน หากโครงการนี้เกิดผลดีจะทำต่อในทุกจังหวัด ดังนั้นผู้ป่วยเป็นหวัดสามารถไปที่คลินิกได้เลย

วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา นพ.ทวีเกียรติ บุญยไพศาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต 3 ได้เดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าการเฝ้าระวังและร่วมกันวางมาตรการ หลังมีผู้ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เสียชีวิตลงหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบางปะกงพียง 1 วัน โดยชายที่เสียชีวิต พิการมาแต่กำเนิดอายุประมาณ 30 ปี มาตรการของจังหวัดฯ การไม่ให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ได้มีการเฝ้าระวัง ให้มีการรักษาพยาบาลที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหญิงมีครรภ์ กลุ่มโรคอ้วน เรื้อรัง คนแก่คนชรา พิจารณาการจ่ายยาต้านไวรัสให้ก่อน รวมทั้งซ้อมแผนการระบาดไข้หวัดใหญ่รุนแรงด้วย

ข้อมูลอ้างอิง http://www.thairath.co.th/content/special/21800

————————————-

(Update 23 กรกฏาคม 2552)

23-07-2009

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 เวลา 11.00 น. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคได้รับแจ้งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต โรงพยาบาล สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ดังนี้

1. ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ สะสม จำนวน 6,776 ราย
2. ผู้ป่วยยืนยันฯ ที่เสียชีวิต สะสม จำนวน 44 ราย – เป็น เพศหญิง 22 ราย เพศชาย 22 ราย อายุเฉลี่ย 36.5 ปี (4 เดือน – 91 ปี)
3. กลุ่มอายุของผู้ป่วยยืนยัน : ที่พบมากที่สุดเรียงตาม ลำดับ ดังนี้ กลุ่มอายุ 11-20 ปี ร้อยละ 48.2 กลุ่มอายุ 6-10 ปี ร้อยละ 15.8 กลุ่มอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 13.3 กลุ่มอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 6.5 กลุ่มอายุ 31-40 ปี ร้อยละ 6.3 กลุ่มอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 4.6 กลุ่มอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 2.7 กลุ่มอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 1.3

23-07-2009-2

แผนภูมิแสดงจำนวนผู้ป่วยตามการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มอายุและเวลา

23-07-2009-3

แสดงการกระจายของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ รายจังหวัดในประเทศไทย

ข้อมูลอ้างอิง:http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907221608.pdf

—————————————————

(Update 22 กรกฏาคม 2552)

21305ผู้แทนองค์การอนามันโลกประจำไทยยอมรับไม่อาจหยุดยั้งการระบาดของไข้หวัดใหญ่2009 ได้ แนะนำให้ป้องกันประชาชนแทน ขณะที่การกระทรวงสาธารณสุข คาดตัวเลขคนติดเชื้อประมาณห้าแสนคน …..

พญ.มัวรีน เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ และสถานการณ์ขณะนี้คือ มีการระบาดในหลายร้อยประเทศทั่วโลก และแต่ละประเทศก็มีลักษณะของการระบาดไม่เหมือนกัน บางประเทศระบาดเป็นกระจุกในเมือง แต่บางประเทศการระบาดกระจายไปทั่วประเทศ สิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดคือ เมื่อหยุดยั้งการระบาดไม่ได้ ก็ต้องป้องกันประชาชนจากการระบาดให้ได้มากที่สุด ซึ่งหลายประเทศได้ใช้ความพยายามหามาตรการดังกล่าว

สำหรับประเทศไทย ผู้แทนองค์การอนามัยโลก กล่าวยอมรับว่ามีมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการแพร่ระบาด เพราะถ้าสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคได้ เช่นปิดโรงเรียน หรือ การหยุดงาน จะช่วยไม่ให้มีคนไข้เข้ามารพ.จนล้น ทั้งๆที่เป็นคนไข้ที่มีอาการน้อย เพราะโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นโรคที่มีคนป่วยที่มีอาการน้อย จำนวนมาก และ อาการมาก จำนวนน้อยอนามัยโลกเชื่อไทยพัฒนาวัคซีนได้

ส่วนเรื่องของการพัฒนาวัคซีน พญ.มัวรีน กล่าวว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนเพื่อรองรับการ ระบาด โดยเป็นโครงการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง และการพัฒนาวัคซีนก็เป็นแนวทางการพัฒนาที่หลายประเทศเคยใช้มาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาผลิตเป็นวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว มีการใช้ในประเทศรัสเซียมาก่อนหน้านี้หลายสิบปีแล้ว และมีคนเคยใช้วัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้ไปแล้วประมาณนับสิบล้านคน และวัคซีนที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่บางตัวก็ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าวัคซีนเชื้อเป็นกับวัคซีนเชื้อตาย ชนิดไหนมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากกว่ากัน ข้อเท็จจริงก็คือ วัคซีนทุกชนิดต้องผลิตผ่านมาตรฐานที่เป็นสากลจึงจะสามารถผลิตและนำไปใช้ได้

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคในขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น อัตราการเสียชีวิตก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขคงเน้นเรื่องของมาตรการลดการแพร่กระจายโดยให้คนที่ป่วย หยุดอยู่บ้าน อย่างน้อย 7 วัน ทั้งนี้ จากการคาดประมาณสำหรับไข้หวัดใหญ่ปกติทุกๆ 10,000 คนจะมีผู้เสียชีวิต 1 คน ซึ่งถ้าคาดการณ์จากตัวเลขผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ 44 ราย คาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้ในประเทศไทยประมาณ 500,000 ราย

ข้อมูลอ้างอิง: http://www.thairath.co.th/content/special/21305

—————————————

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน – 21 กรกฎาคม 2552 พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ทั้งหมด 6,776 ราย โดยอาการหายเป็นปกติแล้ว 6,697 ราย กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 35 ราย อยู่ในภาวะวิกฤต 3 ราย เสียชีวิตสะสม 44 ราย
flu ผู้เสียชีวิต
เป็นชายและหญิง 22 รายเท่ากัน อายุต่ำสุด 4 เดือน มากสุด 91 ปี เมื่อเปรียบเทียบในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา 1621 กรกฎาคม 2552 พบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 20 ราย เฉลี่ยประมาณ 3 รายต่อวัน พบว่า 29 ราย หรือร้อยละ 66 มีโรคประจำตัว มากที่สุดคือโรคอ้วน และโรคเบาหวาน ร่วมกับความดันโลหิตสูงหรืออื่นๆ อย่างละ 6 ราย รองลงมาได้แก่ ไตวาย โรคหัวใจ และมะเร็ง อย่างละ 3 ราย ตั้งครรภ์ 2 ราย ที่เหลือเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ ตับอักเสบเรื้อรัง ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ปอดอักเสบติดเชื้อซ้ำ ร่างกายพิการ และเด็กเล็ก อย่างละ 1 ราย

มาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขจะเพิ่มความเข้มข้นใน 5 เดือนจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี จะเน้นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่คนในครอบครัวและสถานที่ทำงาน ซึ่งจะรองรับมาตรการการหยุดงานหยุดเรียนจนหายป่วยของรัฐบาล ที่ให้พักรักษาตัวที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยให้แยกผู้ป่วยไม่ปะปนคนอื่น หรือแยกห้องได้ยิ่งดี ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ ส่วนคนอยู่ร่วมบ้านที่มีโรคประจำตัวต้องหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วยเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งจากการวิเคราะห์ทางวิชาการพบว่า ในระยะนี้การแพร่เชื้อของโรคนี้จะเพิ่มแบบทวีคูณ ผู้ป่วย 1 คนอาจแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ 2 คนโดยเฉลี่ย หากสามารถสกัดกั้นจุดนี้ได้ ก็จะสามารถชะลอการแพร่เชื้อลงได้มากส่วนยุทธศาสตร์การรักษา มุ่งเน้นรักษาเร็ว ในผู้ที่มีอาการรุนแรงและกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมทั้งผู้ที่ตั้งครรภ์ โรคอ้วน และเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ซึ่งหลังติดเชื้อมีโอกาสอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งควรได้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์โดยเร็ว กระทรวงสาธารณสุขได้สำรองยาต้านไวรัสในสัปดาห์นี้ทั้งหมด 24 ล้านเม็ด กระจายให้โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศอย่างเพียงพอ

tamifluขณะเดียวกันได้มุ่งป้องกันในกลุ่มบุคลากรการแพทย์ ทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ เพื่อคงกำลังดูแลผู้ป่วยอย่างเพียงพอ และสั่งซื้อหน้ากากอนามัย 10 ล้านชิ้น เพื่อใช้ในสถานพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ และประชาชนในต่างจังหวัดด้วยผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาที่กระทรวงมหาดไทย นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะ ประชุมทางไกลผ่านดาวเทียมชี้แจงมาตรการเร่งด่วนในการคัดกรองผู้ป่วย การป้องกัน การดูแลและรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุข แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศนายวิทยา กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ เพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งจะต้องดำเนินการร่วมกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์โรคได้แพร่ระบาดไปยังภูมิภาค ประชาชนทุกคนมีความเสี่ยงติดเชื้อเท่ากัน มาตรการการจัดการโรคจึงต้องอาศัยความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน ทั้งในเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อชะลอการแพร่เชื้อ การป้องกันการแพร่เชื้อ การดูแลรักษาผู้ป่วยให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ มั่นใจว่าหากดำเนินการอย่างเป็นเครือข่ายและสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน จะสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์สมชัย นิจพานิช รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เดินทางไปติดตามการจัดช่องทางพิเศษในการคัดกรองโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ และการสำรองยาต้านไวรัส ของโรงพยาบาลในสังกัด 5 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี โรงพยาบาลสมุทรสาคร โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม และโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

ข้อมูลอ้างอิง http://www.thairath.co.th/content/special/21259

*********************

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่2009ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 องค์การอนามัยโลกได้รับรายงาน จำนวนผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวน 5,684 ราย มีผู้เสียชีวิต จำนวน 32 ราย จากประเทศไทย ส่วนประเทศอื่นๆ ไม่ได้รับการรายงานการเสียชีวิตในภูมิภาคนี้

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พื้นที่ที่มีการยืนยันแล้วมีดังนี้:
ประเทศไทย 5,120 ราย
อินเดีย 308 ราย
อินโดนีเซีย 172 ราย
ศรีลังกา 40 ราย
บังกลาเทศ 24 ราย
เนปาล 16 ราย
พม่า 4 ราย

statis21

ข้อมูลอ้างอิง http://www.searo.who.int/EN/Section10/Section2562.htm

*************************

(Update 20 กรกฎาคม 2552)

 นพ.ไพศาล ธัญญาวินิชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับรายงานว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 ที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เป็นชาย อายุ 28 ปี ชาวศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อาชีพขับรถรับส่งนักเรียน โดยชายคนดังกล่าวเสียชีวิตลงในวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้มาพบแพทย์ช้า โดยเมื่อมาที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ก็มีอาการปอดอักเสบอย่างรุนแรงแล้ว ดังนั้น ขอเตือนไปยังประชาชนทุกคนที่ไม่มีโรคประจำตัว ร่างกายแข็งแรงดี หากมีอาการไข้ 2 วันไม่ลด ควรรีบมาพบแพทย์ทันที ส่วนผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ผลแล็ป) ยืนยันว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009.

 ข้อมูลอ้างอิง http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=38&contentID=9340

 

 

รัฐบาลจีนสั่งกักตัวคณะนักเรียนชาวอังกฤษ หลังจากผลการตรวจพบว่ามีนักเรียน 4 คน ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขณะที่จอร์เจียยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายแรก ส่วนที่สิงคโปร์มีรายงานผู้เสียชีวิตคนแรกจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่</spanบริติช เคาน์ซิล แถลงว่า นักเรียนชาวอังกฤษทั้ง 4 คน อยู่ในโรงพยาบาล ส่วนนักเรียนที่เหลือ 48 คนและครูถูกกักบริเวณอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง นอกจากนี้มีรายงานว่า จีนยังได้สั่งกักตัวนักเรียนชาวอังกฤษ 1 คน และครู 1 คน จากนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเวลา 2 วัน หลังจากตรวจพบว่ามีอุณหภูมิในร่างกายสูงเมื่อเดินทางมาถึงกรุงปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม นักเรียนและครูคนดังกล่าวไม่ได้แสดงอาการไข้หวัด จึงได้ปล่อยตัวไปแล้ว

 

ทางด้านผู้เสียชีวิตรายแรกที่สิงคโปร์ เป็นชายวัย 49 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากอาการหัวใจวาย อันเนื่องมาจากปอดบวมอย่างรุนแรงและได้รับเชื้อไวรัสชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายแรกในจอร์เจีย เป็นสตรีซึ่งเดินทางมาจากกรุงลอนดอน ซึ่งทางการจอร์เจียได้กักบริเวณผู้ติดเชื้อรายนี้ ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ข้อมูลอ้างอิง http://www.thairath.co.th/content/special/20570
 
 
 

 

 

************************

(Update 15 กรกฎาคม 2552)

 

สถานการณ์โรคในประเทศไทย

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 เวลา 11.00 น. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้รับแจ้งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต โรงพยาบาล สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ดังนี้

1. ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) จำนวน 4,469 ราย
2. ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน  รายใหม่  412  ราย
3. ผู้ป่วยยืนยันที่เสียชีวิต จำนวน 24 ราย – เป็นเพศชาย 11 ราย หญิง 10 ราย อยู่ใน

กรุงเทพมหานคร 8 ราย
ชลบุรี 3 ราย
ราชบุรี 2 ราย
พระนครศรีอยุธยา  1  ราย
นครศรีธรรมราช  1  ราย
สมุทรปราการ  1  ราย
เพชรบุรี 1 ราย
ภูเก็ต 1 ราย
มหาสารคาม 1 ราย
นนทบุรี  1  ราย
สกลนคร  1  ราย

4. ผู้ป่วยที่หายเป็นปกติ หรือมีอาการดีขึ้น  4,021  ราย

3. กลุ่มอายุของผู้ป่วยยืนยัน : พบในกลุ่มอายุมากที่สุดเรียงตาม ลำดับ ดังนี้

กลุ่มอายุ 11-20 ปี ร้อยละ 53.4
กลุ่มอายุ 6-10 ปี ร้อยละ 17.2
กลุ่มอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 11.4
กลุ่มอายุ 31-40 ปีร้อยละ 5.0
กลุ่มอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 4.9
กลุ่มอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 4.1
กลุ่มอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 2.1
กลุ่มอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 0.8

 graph15072009

 

stat15072009

 ตารางแสดงจำนวนผู้ป่วยแยกตามอายุ

ข้อมูลอ้างอิง  http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907151325.pdf

——————————————

(Update 14 กรกฎาคม 2552)

วันนี้ ( 14 ก.ค.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในวันนี้พบผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 อีก 176 ราย ทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสม 4,057 ราย เสียชีวิต 24 ราย โดยในวันนี้มีผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย เป็นรายที่ 22-24 โดยรายที่  22  เป็นหญิงอายุ 67 ชาวกทม. มีโรคประจำตัวมะเร็งปอดระยะสุดท้าย รายที่ 23 หญิง กทม.อายุ  57 ปี  เสียชีวิตที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. และรายที่ 24 หญิงอายุ 32 ปี เสียชีวิตที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยผู้ป่วยรายนี้มีน้ำหนักถึง 120 กก. และเป็นโรคหอบหืด.

ข้อมูลอ้างอิง http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=38&contentID=8108

——————————–

(Update 13 กรกฎาคม 2552)

วันนี้(13 ก.ค.)  นพ.ชรัตน์ วสุธาดา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า สำหรับผู้ป่วยรายที่ 20 เป็นหญิงอายุ 46 ปี ชาวสกลนคร จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้มีโรคประจำตัวคือ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ภาวะไตก็ไม่ค่อยดี เมื่อเริ่มป่วยเป็นไข้ได้ไปพบแพทย์ที่คลินิก 2 แห่งแต่อาหารไม่ดีขึ้น จากนั้นได้ไป รักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมชน คือ โรงพยาบาลวานรนิวาส อาการไม่ดีขึ้นจึงมีการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลสกลนคร และเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้เสียชีวิตรายที่ 21 เป็นหญิงอายุ 53 ปี ชาวกรุงเทพฯ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี ตามประวัติผู้ป่วยมีโรคประจำตัว คือ โรคความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตามเมื่อป่วยได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งดังกล่าวได้มีการรักษาคนไข้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. แต่อาการไม่ดีขึ้นโรงพยาบาลเอกชนเตรียมจะส่งต่อมายังโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่เนื่องจากอาการผู้ป่วยหนักมากกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่รับส่งต่อ แต่ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยดูแล.

ข้อมูลอ้างอิง: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=38&contentID=7893

 

สถานการณ์โรคในประเทศไทย

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เวลา 11.00 น. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้รับแจ้งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต โรงพยาบาล สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ดังนี้

1. ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) จำนวน 3,883 ราย

2. ผู้ป่วยยืนยันที่เสียชีวิต จำนวน 21 ราย

– เป็นเพศชาย 11 ราย หญิง 10 ราย

อยู่ในกรุงเทพมหานคร 8 ราย

ชลบุรี 3 ราย

ราชบุรี 2 ราย

พระนครศรีอยุธยา  1  ราย

นครศรีธรรมราช  1  ราย

สมุทรปราการ  1  ราย

เพชรบุรี 1 ราย

ภูเก็ต 1 ราย

มหาสารคาม 1 ราย

นนทบุรี  1  ราย

สกลนคร  1  ราย

3. กลุ่มอายุของผู้ป่วยยืนยัน : พบในกลุ่มอายุมากที่สุดเรียงตาม ลำดับ ดังนี้

กลุ่มอายุ 11-20 ปี ร้อยละ 54.9

กลุ่มอายุ 6-10 ปี ร้อยละ 17.8

กลุ่มอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 10.9

กลุ่มอายุ 31-40 ปีร้อยละ 4.7

กลุ่มอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 4.5

กลุ่มอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 3.6

กลุ่มอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 1.8

กลุ่มอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 0.7

ข้อมูลอ้างอิง: http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907131142.pdf
 
**************************** 
(Update 12 กรกฎาคม 2552)
สถานการณ์โรคในประเทศไทย
ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2552 เวลา 11.00 น. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้รับแจ้งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต โรงพยาบาล สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ดังนี้
1. ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) จำนวน 3,555 ราย
2. ผู้ป่วยยืนยันที่เสียชีวิต จำนวน 18 ราย
– เป็นเพศชาย 10 ราย หญิง 8 ราย
อยู่ในกรุงเทพมหานคร 7 ราย
ชลบุรี 3 ราย
ราชบุรี 2 ราย
พระนครศรีอยุธยา  1  ราย

นครศรีธรรมราช  1  ราย

สมุทรปราการ  1  ราย

เพชรบุรี 1 ราย

ภูเก็ต 1 ราย

มหาสารคาม 1 ราย

3. กลุ่มอายุของผู้ป่วยยืนยัน : พบในกลุ่มอายุมากที่สุดเรียงตาม ลำดับ ดังนี้

กลุ่มอายุ 11-20 ปี ร้อยละ 55.9

กลุ่มอายุ 6-10 ปี ร้อยละ 18.2

กลุ่มอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 10.3

กลุ่มอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 4.3

กลุ่มอายุ 31-40 ปีร้อยละ 4.3

กลุ่มอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 3.6

กลุ่มอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 1.6

กลุ่มอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 0.7

ข้อมูลอ้างอิง http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907121358.pdf

 

             นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า สธ. ได้ขึ้นทะเบียนผู้เสียชีวิตโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 เพิ่มอีก 3 ราย เป็นรายที่ 16-18 โดยรายที่ 16 เป็น ชาย อายุ 45 ปี จ.อยุธายา เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีโรคประจำตัว คือโรคหัวใจโต ความดันโลหิตสูง และติดโรคเล็ปโตสไปโรซีส(โรคฉี่หนู)  ซึ่งผลชันสูตรศพ ระบุสาเหตุของการเสียชีวิตมาจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้ปอดอักเสบ ไม่ได้เสียชีวิตจากเชื้อโรคฉี่หนู

          ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 17 คือ หญิงอายุ 24 ปี จ.ราชบุรี  ซึ่งถูกส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม โดยรายนี้ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง คือโรคอ้วน มีน้ำหนักตัวสูงถึง 150 กิโลกรัม เป็นโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง และอยู่ในพื้นที่เสี่ยงคือ มีหน้าที่ต้องดูแลร้านอินเตอร์เน็ต โดยเริ่มป่วยตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  ด้วยอาการหอบ มีไข้ ไอ มีน้ำมูก จากนั้นส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช

          ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 18 เป็น ชายอายุ 19 ปี บ้านเดิมอยู่จ.กระบี่  เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ผลตรวจเชื้อจากห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่งแจ้งผลเมื่อช่วงสายของวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้เสียชีวิตรายนี้  เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม รักษาตัวที่โรงพยาบาลทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชในวันที่ 9 กรกฎาคม  ด้วยอาการหอบ มีไข้ จากนั้นผู้ป่วยมีอาการหนักขึ้นจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 10 กรกฎาคม เอ็กซ์เรย์พบว่ามีปอดอักเสบทั้งสองข้าง จึงส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผู้ป่วยเสียชีวิตในเย็นวันเดียวกัน 

            นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า  สธ.  ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 13 ปี เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสำนักระบาดวิทยา ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพื่อยืนยันการเสียชีวิต คาดว่าอีก 1-2 วันจะทราบข้อมูลที่ชัดเจน ส่วนยอดผู้ป่วยมีเพิ่มอีก 247 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 3,555 ราย มีผู้ป่วยอาการหนัก 6 ราย

           ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสของศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยรายงานการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 ที่มีภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ของโรงพยาบาลมิชิแกน สหรัฐอเมริกา จำนวน 10 ราย พบว่า ผู้ป่วย 9 ราย มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 (ดัชนีมวลกาย ซึ่งคำนวณได้จากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง มีค่าปกติ 18.5-22.9) ซึ่งถือว่ามีภาวะอ้วนมาก ในจำนวนนี้ 7 รายมีภาวะอ้วนขั้นสูงสุด คือดัชนีมวลกายมากกว่า 40 นอกจากนี้ ยังพบว่า ในผู้ป่วย 9 รายจาก 10 ราย มีการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายล้มเหลว ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ป่วย 5 รายที่พบภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด และ 6 รายพบภาวะไตวาย ซึ่งข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นว่าภาวะอ้วน เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้

ข้อมูลอ้างอิง http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247392224&grpid=00&catid=04

—————————–

 

(Update 11 กรกฎาคม 2552)

cผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (11 ก.ค.)  ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวง อธิบดีทุกกรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมโรคระดับประเทศ

นายวิทยา กล่าวว่า  เข้าใจดีว่าขณะนี้ประชาชนอาจมีความไม่สบายใจในการระบาดภายในประเทศของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1เอ็น 1 และวันนี้ได้ปรับระบบการดำเนินงานของกระทรวงเพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะการประมวลตัวเลขผู้ป่วยให้ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากบางครั้งมีข้อมูลออกมาจากโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และโรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขคลาดเคลื่อน ได้มอบหมายให้นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประสานข้อมูลและสถานการณ์ผู้ป่วย/ผู้เสียชีวิต เพื่อให้เป็นปัจจุบันที่สุด ป้องกันประชาชนเกิดความสับสน และให้สำนักโฆษกแถลงข่าวทุกวัน

นายวิทยา กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันควบคุมโรคคาดการณ์ว่า จะพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ในประเทศต่อไปอีก 1–3 ปี และจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่ฤดูการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี จึงต้องดูแลในกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวและมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ ซึ่งมีกว่า 2 ล้านคน ได้มอบหมายให้นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประสานงานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีฐานข้อมูลผู้ป่วยเรื้อรังที่มารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อแจ้งให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้รีบมาโรงพยาบาลเมื่อมีอาการไข้หวัดและแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบด้วย รวมทั้งขอความร่วมมือไปรษณีย์ไทย บริษัทบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งข้อมูลถึงผู้ใช้บริการทุกคนในเครือข่าย ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 สัปดาห์ เพราะผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว จึงมีนโยบายที่จะให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวให้ถึงมือผู้ป่วยโดยเร็ว เพื่อให้ดูแลตนเองและแจ้งแพทย์เมื่อมีอาการป่วยไข้หวัดว่าตนมีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขในการรักษาพยาบาล โดยจะให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่แรกพบผู้ป่วยเพื่อลดการเสียชีวิต

ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดยเฉพาะในรายที่มีอาการหนัก นายวิทยา กล่าวว่า  ได้มอบให้อธิบดีกรมการแพทย์ และผู้ตรวจราชการทั้ง 18 เขต ร่วมกับคณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค วางระบบการสนับสนุนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์และร่วมรักษาผู้ป่วยทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับการรณรงค์ป้องกันโรค ได้มอบให้อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ คิดค้นรูปแบบที่เข้าใจง่าย และจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อป่วย และล้างมือบ่อย ๆ โดยตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไป จะรณรงค์สวมหน้ากากอนามัยในโรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัด ให้เกิดกระแส เดอะ มาส ออฟ ฮีโร่ (The Mask of Hero) ทั้งบุคลากรการแพทย์ซึ่งต้องคลุกคลีกับผู้ป่วย และให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและรับเชื้อในโรงพยาบาล สร้างความมั่นใจว่าจะไม่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จากโรงพยาบาล นอกจากนี้ได้มอบหมายให้แพทย์หญิงศิริพร กัญชนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข จัดระบบและประเมินผลความสะดวกในการใช้บริการให้ข้อมูลประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์ ทั้งหมายเลขเดิม 0 2590 3333, 0 2590 1594, 1669, 1330 และหมายเลขใหม่ 1422 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ ให้บริการค่าโทรฟรีทั่วประเทศ

นายวิทยา กล่าวต่อว่า เย็นวันนี้ได้มอบหมายให้นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำทีมไปรณรงค์การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ พร้อมนำหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค ไปแจกผู้ชมคอนเสิร์ตบี้ เดอะสตาร์ ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเรียนและหนุ่มสาว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคด้วย

ด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ว่า ผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 157 ราย รวมตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 – 11 กรกฎาคม 2552 ไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ทั้งสิ้น 3,228 ราย เสียชีวิต 15 รายเท่าเดิม อาการหนักอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด 6 ราย

และวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 45 ปี อยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีไข้ก่อนมาโรงพยาบาล 4 วัน เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 ด้วยอาการหอบเหนื่อย ไข้สูง แพทย์ตรวจพบภาวะปอดอักเสบ ไตวาย หัวใจโต ความดันโลหิตสูง ติดโรคฉี่หนู และยังตรวจพบว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ เสียชีวิต ที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ขณะนี้สาเหตุการเสียชีวิตยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะความผิดปกติหลายระบบ จึงจำเป็นต้องทำการตรวจชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงานตั้งแต่ 24 เมษายน 2552 ถึง 10 กรกฎาคม 2552 ตามเวลาในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯใน 136 ประเทศ รวมผู้ป่วยทั้งสิ้น 94,512 ราย เสียชีวิต 429 ราย อัตราป่วยร้อยละ 0.45 ประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยยืนยันรายแรก ได้แก่ เวอร์จิ้นไอแลนด์

ข้อมูลอ้างอิง http://www.thairath.co.th/content/special/18827

————————–

(Update 10 กรกฎาคม 2552)

สถานการณ์โรคในประเทศไทย

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 เวลา 11.00 น. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้รับแจ้งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต โรงพยาบาล สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ดังนี้

1. ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) จำนวน 3,071 ราย

2. ผู้ป่วยยืนยันที่เสียชีวิต จำนวน 14 ราย

– เป็นเพศชาย 8 ราย หญิง 6 ราย

อยู่ในกรุงเทพมหานคร 7 ราย

ชลบุรี 3 ราย

ราชบุรี 1 ราย

เพชรบุรี 1 ราย

ภูเก็ต 1 ราย

มหาสารคาม 1 ราย

3. กลุ่มอายุของผู้ป่วยยืนยัน : พบในกลุ่มอายุมากที่สุดเรียงตาม ลำดับ ดังนี้

กลุ่มอายุ 11-20 ปี ร้อยละ 58.1

กลุ่มอายุ 6-10 ปี ร้อยละ 16.8

กลุ่มอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 9.5

กลุ่มอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 4.0

กลุ่มอายุ 31-40 ปีร้อยละ 3.7

กลุ่มอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 3.3

กลุ่มอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 1.4

กลุ่มอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 0.5

static2

ข้อมูลอ้างอิง http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907101119.pdf

***********************

(Update 9 กรกฎาคม 2552)

สถานการณ์โรคในประเทศไทย

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 เวลา 08.00 น. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้รับแจ้งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต โรงพยาบาล สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ดังนี้

1. ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) จำนวน 2,925 ราย

2. ผู้ป่วยยืนยันที่เสียชีวิต จำนวน 12 ราย

– เป็นเพศชาย 7 ราย หญิง 5 ราย

อยู่ในกรุงเทพมหานคร 6 ราย

ชลบุรี 3 ราย

ราชบุรี 1 ราย

เพชรบุรี 1 ราย

ภูเก็ต 1 ราย

3. กลุ่มอายุของผู้ป่วยยืนยัน : พบในกลุ่มอายุมากที่สุดเรียงตาม ลำดับ ดังนี้

กลุ่มอายุ 11-20 ปี ร้อยละ 58.7

กลุ่มอายุ 6-10 ปี ร้อยละ 18.7

กลุ่มอายุ 21-30 ปี ร้อยละ 8.8

กลุ่มอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 4.0

กลุ่มอายุ 31-40 ปีร้อยละ 3.7

กลุ่มอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 3.2

กลุ่มอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 1.3

กลุ่มอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 0.5

static

ข้อมูลอ้างอิง http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907091305.pdf

*********************

(Update 8 กรกฎาคม 2552)

สถานการณ์โรคในประเทศไทย

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 เวลา 08.00 น. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคได้รับแจ้งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต โรงพยาบาล สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ดังนี้

1. จำนวนผู้ป่วย
– จำนวนผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2,714 ราย
– หายเป็นปกติหรือดีขึ้น 2,593 ราย
– กำลังรักษาที่โรงพยาบาล ประเภทผู้ป่วยใน 110 ราย
– เสียชีวิต 11 ราย

 2. ผู้ป่วยยืนยันที่เสียชีวิต จำนวน 11 ราย

เป็นเพศชาย 6 ราย หญิง 5 ราย อายุระหว่าง 8-58 ปี

อยู่ในกรุงเทพมหานคร 5 ราย

ชลบุรี 3 ราย

ราชบุรี 1 ราย

เพชรบุรี 1 ราย

ภูเก็ต 1 ราย

3. ผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับการยืนยันในระหว่างวันที่ 1-6 กรกฎาคม 2552
จำนวน 292 ราย จำแนกเป็น
อาศัยอยู่ใน กรุงเทพมหานคร 120 ราย
นนทบุรี 22 ราย
สมุทรปราการ 21 ราย
เชียงใหม่ 14 ราย
พะเยา 12 ราย
จังหวัดอื่นๆ 103 ราย รวม 38 จังหวัด
ข้อมูลอ้างอิง http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907081143.pdf
 
 
 
 

 

———————————–

วันนี้(7 ก.ค.) นพ.วัฒนา โรจนวิจิตรกุล สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ให้สัมภาษณ์ โดยยืนยันว่า เด็กหญิงอายุ 8 ขวบ ที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรี ได้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด เอ(เอช 1 เอ็น 1) จริง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในจังเพชรบุรีพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดดังกล่าวรวม 12 ราย ซึ่งอยู่ในความดูแลบของแพทย์อย่างใกล้ชิด.

ยอดเหยื่อมรณะเพิ่ม ตายแล้ว 9 ราย

นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนได้รับรายงานจากห้องปฏิบัติการ พบผู้ป่วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ ( เอช 1 เอ็น 1) ว่าขณะนี้มีเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย รายแรกเป็นชาย อายุ 58 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อวันที่ 5 ก.ค. โดยพบภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จำเป็นต้องล้างไตอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงเนื่องจากมีโรคประจำตัว

ส่วนรายต่อมา เป็นเด็กหญิง อายุ 8 ขวบ เสียชีวิตที่ จ.เพชรบุรี เนื่องจากพบเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาวมาแล้ว 3- 4 ปี ที่ผ่านมาต้องใช้วิธีรักษาแบบเคมีบำบัด อย่างไรขณะนี้พบว่ามีผู้ที่เสียชีวิตจากเชื้อไข้หวัดดังกล่าวแล้วรวม 9 ราย

ขณะที่ยอดผู้ป่วยสะสมในประเทศรวม 2,428 ราย รักษาหายแล้ว 2,381 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐและเอหกชนรวม 40 ราย.

ข้อมูลอ้างอิง http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=38&contentID=6900

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่2009 ในไทย

1. ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) 2,272 ราย

– หายเป็นปกติหรือดีขึ้น 2,230 ราย

– กำลังรักษาที่โรงพยาบาล ประเภทผู้ป่วยใน 35 ราย

– เสียชีวิต 7 ราย

สำหรับผู้ป่วยยืนยันที่เสียชีวิต จำนวน 7 ราย มีดังนี้

รายที่ 1 เพศชาย อายุ 42 ปี อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

รายที่ 2 เพศหญิง อายุ 40 ปี อยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

รายที่ 3 เพศชาย อายุ 21 ปี อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

รายที่ 4 เพศชาย อายุ 45 ปี อยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

รายที่ 5 เพศหญิง อายุ 15 ปี อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

รายที่ 6 เพศชาย อายุ 30 ปี อยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

รายที่ 7 เพศหญิง อายุ 37 ปี อยู่ที่จังหวัดราชบุรี

– ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ วันนี้ 196 ราย

นักเรียน 160 ราย

ผู้ป่วยเดินทางจากต่างประเทศ – ราย

ผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศ กรณีอื่นๆ และอยู่ระหว่างการสอบสวน 36 ราย

2. จำนวนผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) ประเทศไทย 2,272 ราย จำนวน 59 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 เวลา 08.00 น.

กรุงเทพมหานคร 1297 ราย
นนทบุรี 267 ราย
ปทุมธานี 135 ราย
สมุทรปราการ 127 ราย
นครปฐม 55 ราย
ชลบุรี 38 ราย
สระบุรี 32 ราย
ราชบุรี 23 ราย
สุพรรณบุรี 22 ราย
ลพบุรี 21 ราย
ภูเก็ต 21 ราย
ขอนแก่น 18 ราย
สมุทรสาคร 15 ราย
สุราษฎร์ธานี 14 ราย
อุดรธานี 13 ราย
เชียงใหม่ 13 ราย
พระนครศรีอยุธยา 11 ราย
นครนายก 11 ราย
อุบลราชธานี 10 ราย
นครราชสีมา 9 ราย
ประจวบคีรีขันธ์ 9 ราย
นครสวรรค์ 8 ราย
ระยอง 8 ราย
ร้อยเอ็ด 8 ราย
ฉะเชิงเทรา 7 ราย
กาญจนบุรี 6 ราย
บุรีรัมย์ 5 ราย
สงขลา 5 ราย
เลย 5 ราย
นครศรีธรรมราช 4 ราย
อ่างทอง 3 ราย
เพชรบุรี 3 ราย
ลำปาง 3 ราย
ตรัง 3 ราย
สกลนคร 3 ราย
สิงห์บุรี 3 ราย
สุรินทร์ 3 ราย
น่าน 3 ราย
เชียงราย 2 ราย
ลำพูน 2 ราย
ตราด 2 ราย
มหาสารคาม 2 ราย
ชัยภูมิ 2 ราย
อำนาจเจริญ 2 ราย
พิจิตร 2 ราย
อุทัยธานี 2 ราย
หนองคาย 2 ราย
นครพนม 2 ราย
สระแก้ว 1 ราย
กำแพงเพชร 1 ราย
จันทบุรี 1 ราย
สมุทรสงคราม 1 ราย
ชัยนาท 1 ราย
กระบี่ 1 ราย
กาฬสินธุ์ 1 ราย
พิษณุโลก 1 ราย
ตาก 1 ราย
หนองบัวลำภู 1 ราย
เพชรบูรณ์ 1 ราย

ข้อมูลอ้างอิง http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907061256.pdf

*********************************

(Upadate  3  กรกฎาคม  2552)

คาดหวัด2009ระบาดในไทยต่ออีก1ปี ผู้ป่วยเป็นล้าน หนุ่มวัย 30 ปีสังเวยชีวิตเป็นรายที่ 6

คนไทยเสียชีวิตสังเวยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รายที่ 6 เป็นหนุ่มอายุ 30 ปี สิ้นใจวันที่ 1 ก.ค. หมอแจงอยู่ในภาวะอ้วนมาก ปอดบวมทั้งสองข้าง ประเมินระบาดต่ออีก 1 ปี มีผู้ป่วยเป็นล้าน

ชายไทยวัย30เสียชีวิตรายที่6

             กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงมีคนไทยเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อีก 1 คน นับเป็นรายที่ 6 ของประเทศไทย หลังจากพบมีการระบาดในประเทศมาประมาณ 2 เดือน โดยเมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 3 กรกฎาคม นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัด สธ. แถลงว่า สธ.ขึ้นทะเบียนรายที่ 6 เป็นชายอายุ 30 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร (กทม.) เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งได้รับผลตรวจรายงานยืนยันเชื้อหลังจากเสียชีวิตแล้ว 1 วัน

                นพ.ภาสกร อัครเสวี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 6 มีอาชีพรับจ้าง มีส่วนสูง 165 เซนติเมตร น้ำหนัก 123 กิโลกรัม ถือว่าอยู่ในภาวะอ้วนมาก มีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเริ่มมีอาการเจ็บคอ แต่ไม่ได้ไปพบแพทย์ กระทั่งวันที่ 28 มิถุนายน จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนย่านชานเมือง แพทย์พบว่าทอลซิลอักเสบ และให้ผู้ป่วยพักอยู่บ้าน แต่ผู้ป่วยไปทำงานตามปกติ และกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ด้วยอาการไข้สูง หอบเหนื่อย เอ็กซเรย์พบว่า ปอดบวมทั้งสองข้าง แพทย์จึงนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน จนกระทั่งอาการทรุดลงและเสียชีวิตช่วงเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม

ติดเชื้อสะสมรวม1,710ราย

             “จากประวัติการรักษาไม่มีการให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ และ สธ.รับทราบข้อมูลช้า จึงไม่สามารถติดต่อขอศพไปชันสูตรได้ โดยผลจากการสอบสวนโรคมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยน้อยมาก ไม่ทราบว่าทำงานรับจ้างอะไร ติดเชื้อมาจากที่ใด แต่มีข้อมูลว่าคนในครอบครัว 1 คน ป่วยเป็นหวัดและหายป่วยก่อนที่ผู้เสียชีวิตรายนี้จะเสียชีวิต แต่ไม่ทราบว่าญาติคนดังกล่าวติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไม่”นพ.ภาสกรกล่าว และว่า หากผู้ป่วยมีอาการปอดบวมแล้ว จะทำให้การรักษายากมาก ยาต้านไวรัสก็จะไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา

                 ด้านผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มอีก 154 ราย เป็นนักเรียน 125 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนรายละเอียด 9 ราย รวมผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-3 กรกฎาคม รวม 1,710 ราย ส่วนสถานการณ์ทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานพบผู้ป่วยใน 120 ประเทศ รวม 77,201 ราย เสียชีวิต 332 ราย

คาดการแพร่ระบาดถึงล้านคน

               ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทย จะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลา 1 ปี แม้ว่าจะมีการควบคุมเป็นพิเศษ โดยภายใน 6 เดือนข้างหน้า จะแพร่ระบาดถึงชุมชนในต่างจังหวัด จากนั้นประชาชนจะคุ้นชินและเข้าใจจนโรคนี้กลายเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ตามฤดูกาล 

               “โดยปกติไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะมีผู้ป่วยราว 9 แสนคนต่อปี ซึ่งคาดว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 จะมีถึงหลักล้านคน หากมีการระบาดไปทั่วประเทศ แต่ความรุนแรงของโรคจะไม่ร้ายแรงเกินกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาล ทำได้มากที่สุดก็คือมีความรุนแรงในระดับเดียวกันเท่านั้น”ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐกล่าว และว่า คณะอนุกรรมการฯมีการหารือร่วมกันด้วยว่า สำหรับกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มากที่สุด เป็นกลุ่มนักเรียนและคนวัยทำงาน

เฝ้าระวังโรงเรียน-ค่ายทหาร-เรือนจำ

                 ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐกล่าวว่า ขณะนี้การดำเนินมาตรการต่างๆ ของ สธ.ถือว่าทำเต็มที่แล้ว แต่จะต้องเฝ้าระวังและติดตามประชาชนในกลุ่มต่างๆ ให้ลึกและเข้มขึ้น เช่น ในโรงเรียน ค่ายทหาร เรือนจำ และสถานที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหากป่วยพร้อมกันจำนวนมากจะดูแลไม่ทัน และต้องเร่งดำเนินการในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนและดึงชุมชนเข้าร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคให้มากขึ้น

“มาตรการการใช้เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ หรือเทอร์โมสแกน มีการประเมินว่ามีประโยชน์น้อย และแนะนำให้ถอนออกจากสนามบินต่างๆ ซึ่งหากจะมีการพิจารณาซื้อเพิ่ม ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารต้องตอบสังคมให้ได้ว่าเมื่อไม่มีความจำเป็นแล้วจะจัดซื้อเพิ่มทำไม อย่างไรก็ตาม อาจยังจำเป็นต้องคงไว้ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพราะต้องคัดกรองผู้ป่วยที่มีไข้สูงให้เข้ารับการรักษาพยาบาลในช่องทางพิเศษ” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐกล่าว

 

“วิทยา”ให้สสจ.ป้องกันเข้มข้น

วันเดียวกัน นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวมอบนโยบายการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ใน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ กว่า 2,000 คน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ว่าสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในขณะนี้ มีการกระจายในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ พบผู้ติดเชื้อในประเทศแล้ว 41 จังหวัด หากไม่เข้มงวดการควบคุมป้องกันโรค การระบาดอาจยาวไปถึงสิ้นปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังถึงร้อยละ 70 จึงขอความร่วมมือประชาชน หากป่วยหรือมีบุตรหลานป่วย ขอให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5 วัน หรือจนกว่าจะหาย แต่หากไข้ไม่ลดลงภายใน 2-3 วัน หรือมีอาการมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์รักษา

“ได้กำชับให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ทั่วประเทศ เฝ้าระวังผู้ป่วยและควบคุมป้องกันโรคในพื้นที่อย่างเข้มข้นในช่วง 3 เดือนนับจากนี้ไป ให้จัดเจ้าหน้าที่ ร่วมกับ อสม.ให้ความรู้ประชาชนในหมู่บ้านทุกวัน รวมทั้งในสถานศึกษา สถานที่ราชการ โรงงาน หรือหน่วยงานอื่นๆ” นายวิทยากล่าว

นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) เชียงใหม่ กล่าวว่า ได้ตรวจพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 2 คน นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง และทราบว่า นักเรียนทั้งสองเรียนกวดวิชาที่ย่านวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จึงสั่งให้มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่โรงเรียนกวดวิชาแล้ว

กักตัวผู้ช่วยพยาบาลอำนาจเจริญ

นพ.สอาด วีระเจริญ นพ.สสจ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า พบผู้ป่วยรายแรกเป็นผู้ช่วยพยาบาล โดยมีอาการหลังไปเรียนวิชาการแพทย์เพิ่มเติมที่ จ.นนทบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างกักตัวดูอาการ

พญ.อุทุมพร กำภู ณ อยุธยา นพ.สสจ.ชุมพร กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ส่งผลการตรวจผู้ป่วยที่เป็นนักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร ที่โรงพยาบาลเขตรอุดมศักดิ์ ส่งไปตรวจเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ระบุว่าผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หลังเดินทางกลับจาก กทม. ล่าสุด มีอาการดีขึ้นตามลำดับ แต่แพทย์ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษไม่ให้แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

นายคณิต เอี่ยมระหงส์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ แถลงว่า พบเด็กนักเรียนชายอายุ 13 ปี ชั้น ม.1 โรงเรียนชื่อดังใน กทม. ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 1 คน ที่มีอาการป่วยหลังเดินทางกลับบ้านในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ล่าสุด อาการไข้ลดลงแล้ว

“สระบุรี-ขอนแก่น”สั่งหยุดเรียน

นายสมหมาย ปราบสุธา ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ล่าสุด มีนักเรียนป่วย 162 ราย ในจำนวนนี้สั่งให้หยุดเรียน 26 ราย หากผลการตรวจพบว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็จะสั่งปิดโรงเรียนทันที

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้ว 1 คน

ส่วนที่ จ.สระบุรี มีรายงานว่า นักเรียน 5 คน ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทางโรงเรียนจึงประกาศหยุดการเรียนการสอน และจะเปิดเรียนในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ขณะที่ จ.ลพบุรี โรงเรียน 2 แห่ง ได้ปิดการเรียนการสอน เนื่องจากเด็กนักเรียนมีอาการป่วยจำนวนมาก

นางพวงทอง อ่อนจำรัส ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมอดินแดง มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้พบนักเรียนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้ว 2 ราย เป็นเด็กชั้นประถม 1 ราย มัธยม 1 ราย มีอาการป่วยหลังกลับจากการแข่งขันคณิตศาสตร์ ที่ กทม. และอาจารย์ 1 ราย ที่พาเด็กไปสอบแข่งขันก็มีอาการป่วยคล้ายกับติดเชื้อหวัด 2009 เช่นกัน ซึ่งได้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อแล้ว เบื้องต้นได้สั่งปิดโรงเรียน 5 วัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

สหรัฐป่วยเกือบ3แสนตาย127

ทั้งนี้ ศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มีชาวสหรัฐอย่างน้อย 1 ล้านคนแล้วที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยระบุว่ามีหลายกรณีที่ไม่ได้มีการรายงานต่อเจ้าหน้าที่ ซีดีซีระบุว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจพื้นที่ที่พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวนมาก นอจากนี้ยังระบุว่าจำนวนผู้ติดเชื้อคร่าวๆ ที่ยืนยันแล้ว 287,000 รายในสหรัฐ โดยมีผู้ที่รักษาตัวในโรงพยาบาล 3,000 ราย และเสียชีวิตไป 127 ราย

ด้านกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นรายงานว่า มีการค้นพบผู้ป่วยดื้อยาต้านไวรัสทามิฟลู รายแรกของประเทศ ซึ่งนับเป็นรายที่ 2 ของโลกแล้ว โดยผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นหญิงจากจังหวัดโอซากา ที่ได้รับยาทามิฟลูตั้งแต่ตรวจพบว่าป่วยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ข่าวระบุว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยดังกล่างกลับมาหายเป็นปกติหลังจากที่ได้รับยารีเลนซา ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสอีกชนิดหนึ่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการเดนมาร์กเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งที่มีอาการดื้อยาทามิฟลู และสามารถรักษาจนหายป่วยหลังจากได้รับยารีเลนซาเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1246629807&grpid=00&catid=01

(Upadate  2  กรกฎาคม  2552)

สถาณการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ในประเทศไทย

นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ได้เดินทางไปยังสถาบันโรคทรวงอก  กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเยี่ยมอาการของผู้สื่อข่าวหญิงของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ประจำกระทรวงสาธารณสุข โดยมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ผอ.สถาบันโรคทรวงอกให้การต้อนรับ ทั้งนี้นายวิทยา ได้โทรศัพท์พูดคุยและสอบถามอาการผู้ป่วยซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 5 หออายุรกรรมปอดหญิง 

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ผอ.สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันให้การรักษาผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 5 ราย โดยผู้สื่อข่าวหญิงอาการดีขึ้น คาดว่าจะให้กลับบ้านได้เร็ว ๆนี้ ส่วนสามีมีไข้ ไอ เจ็บคอ เล็กน้อย กำลังรอผลการตรวจยืนยัน จะอยู่โรงพยาบาลหรือกลับบ้านก็ได้ แต่เนื่องจากสามีผู้ป่วยเป็นห่วงลูกชายที่อยู่บ้านกลัวว่าจะติด จึงขออยู่โรงพยาบาล  ซึ่งหากจะย้ายไปอยู่ห้องเดียวกันก็ได้ โดยทางโรงพยาบาลจะจัดเตียงให้ห่างกันประมาณ 2 เมตร

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามที่มีลูกชายของช่างภาพทีวีช่องหนึ่งมีอาการป่วยและนอนรักษาตัวอยู่ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และในเบื้องต้นบอกว่า เป็นไข้หวัดธรรมดานั้น ล่าสุดจากการตรวจอย่างละเอียดพบว่า ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือไม่ต้องรอผลการตรวจยืนยันอีกครั้ง โดยได้มีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของ รพ.ศิริราชเช่นกัน

สธ.เผยยอดติดหวัด2009เพิ่มอีก 83 ราย

 พบผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (ชนิดเอ เอช1 เอ็น1) ในประเทศไทย เพิ่มอีก 83 ราย ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสม 1,556 ราย โดยนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 28 ราย ขณะที่ผู้เสียชีวิตยังมี 5 รายเท่าเดิม 

 

1. จำนวนผู้ติดเชื้อ

            จำนวนผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) ประเทศไทย จำนวน  1,556 ราย ใน  41 จังหวัด (ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม เวลา 08.00 น.)

แยกเป็น

กรุงเทพมหานคร 948 ราย
นนทบุรี 193 ราย
ปทุมธานี 101 ราย
สมุทรปราการ 92 ราย
ชลบุรี 33 ราย
นครปฐม 32 ราย
ราชบุรี 15 ราย
สระบุรี 15 ราย
ลพบุรี 12 ราย
สุราษฎร์ธานี 12 ราย
สุพรรณบุรี 11 ราย
สมุทรสาคร 8 ราย
ระยอง 8 ราย
นครราชสีมา 8 ราย
เชียงใหม่ 7 ราย
ภูเก็ต 5 ราย
นครนายก 6 ราย
กาญจนบุรี 6 ราย
พระนครศรีอยุธยา 5 ราย
สงขลา 5 ราย
บุรีรัมย์ 4 ราย
ตรัง 3 ราย
ร้อยเอ็ด   ราย
สิงห์บุรี   2 ราย
ขอนแก่น 3 ราย
อุดรธานี 2 ราย
ลำพูน 2 ราย
เลย  2 ราย
ชัยนาท ราย
ประจวบคีรีขันธ์ 1 ราย
สมุทรสงคราม 1 ราย
พิษณุโลก 1 ราย
พิจิตร 1 ราย
นครสวรรค์ 1 ราย
 ตาก 1 ราย
นครศรีธรรมราช 1 ราย
ศรีสะเกษ   1 ราย
ฉะเชิงเทรา 1 ราย
อุบลราชธานี 1 ราย
ตราด 1 ราย
เชียงราย 1 ราย

 

2. จำนวนผู้ป่วยกำลังรักษา

มีผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 1,556 ราย

-หายเป็นปกติหรือดีขึ้น 1,527 ราย

-กำลังรักษาที่โรงพยาบาล 24 ราย

3. จำนวนผู้เสียชีวิต

   

จำนวนผู้เสียขีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 5 ราย

               รายที่ 1 เพศชาย อายุ 42 ปี อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

               รายที่ 2 เพศหญิง อายุ 40 ปี อยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

               รายที่ 3 เพศชาย อายุ 21 ปี อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

               รายที่ 4 เพศชาย อายุ 45 ปี อยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

               รายที่ 5 เพศหญิง อายุ 15 ปี อยู่ที่จังหวัดชลบุรี 

ข้อมูลอ้างอิง: http://203.157.15.4/Flu/situation/y52/flu_200907021057.pdf

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=38&contentID=6175

———————————

(Upadate  1  กรกฎาคม  2552: 13.00 น)

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ คร่าชีวิตคนไทย รายที่ 5

           ที่กระทรวงสาธาณรสุข นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่อีก 2 ราย ถือเป็นผู้ป่วยเสียชีวิตรายที่ 4 และ 5 ของประเทศไทย    รายแรกเป็นหญิงอายุ 15 ปี ที่จ.ชลบุรี ตาย 10.45 น. และรายที่ 2 เป็นชายอายุ 45 ปี ที่รพ.ราชวิถี เสียชีวิตเมื่อเวลา 11.35 น.      นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 4 เป็นหญิง มีโรคประจำตัวหลายโรค เคยผ่านการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เป็นโรคเบาหวาน เบาจืด ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้ พิการ นอนโรงพยาบาลมาหลายวันแล้ว  

            พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 5 เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมาหลังจากมีไข้มาแล้ว 3 วัน แพทย์ได้เอ็กซเรย์พบอาการปอดบวม หลังจากนั้นภายใน 2 ชั่วโมงอาการลุกลามเร็วมาก ผู้ป่วยหอบมากขึ้น ความดันตก ได้นำเข้าห้องไอซียูทันที แพทย์ได้ให้ยารักษาหลายชนิด ทั้งเรื่องความดัน ใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดพิเศษให้ความดันสูงเพื่อเพิ่มอ๊อกซิเจนในปอดให้สูงขึ้น ซึ่งผู้ป่วยอาการเหมือนจะดีขึ้น สามารถหายใจได้เองมากขึ้น รู้สึกตัวดี แต่แพทย์ต้องให้ยานอนหลับเพื่อเครื่องช่วยหายใจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ผู้ป่วยยังทรุดลงในเวลา 19.00 น. ของวันที่ 30 มิ.ย. โดยหัวใจเต้นผิดปกติ ต้องให้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจและใช้เครื่องไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ ให้เต้นตามปกติถึง 2 ครั้ง แต่ผู้ป่วยยังความดันตกและไตวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตลง ซึ่งโรงพยาบาลได้แจ้งให้ทราบเข้าใจและรับทราบการรักษามาโดยตลอดและญาติเข้าใจดี พร้อมทั้งแจ้งให้แพทย์ไม่ต้องปั๊มหัวใจขึ้นมาอีก

            นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ประชุมคณะอำนวยการควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้เปิดเผยถึงผู้ป่วยหญิง อายุ 21 ปี ที่มีอาการหนัก มีอาการปอดบวมแทรกซ้อน โดยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดว่า อาการของผู้ป่วยรายดังกล่าวยังทรงตัว และกำลังอยู่ในความดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด 

 cold                                                                                           นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ในวันนี้มีผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 เพิ่มอีก 59 ราย เมื่อรวมกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 1,414 ราย ทำให้ประเทศไทยมียอดผู้ป่วยสะสมรวม 1,473 ราย รักษาหายแล้ว 1,448 ราย เหลือนอนรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 22 ราย

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=38&contentID=5997

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1246430960&grpid=00&catid=04

—————————–

(Upadate  1  กรกฎาคม  2552: 9.00 น)

             ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 เพิ่มอีก 84 ราย เป็นนักเรียน 61 ราย ผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศ 6 ราย และอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 17 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม เมื่อรวมกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 1,330 ราย ส่งผลให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสม 1,414 ราย เสียชีวิต 3 ราย รักษาหายเป็นปกติแล้ว 1,400 ราย ขณะนี้ยังคงมีผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาล 11 ราย ทุกรายอยู่ในความดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยในรายของพนักงานทำความสะอาดชายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 หลังจากที่มีทหารวัย 21 ปีเสียชีวิต ประชาชนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดคนที่มีร่างกายแข็งแรงจึงเสียชีวิตได้ ก็ต้องขอเรียนว่า แม้ร่างกายจะแข็งแต่ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้เช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่ป่วยแล้วไปออกกำลังกายอย่างหักโหม ดังนั้นหากมีอาการป่วย ไม่สบาย ควรงดการออกกำลังทุกชนิดทันที

ด้าน พญ.วารุณี จินารัตน์ ผอ.รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงอาการของพนักงานทำความสะอาดชายวัย 45 ปี ที่อาการยังน่าเป็นห่วงและนอนพักรักษาตัวอยู่ รพ.ราชวิถีว่า ขณะนี้อาการของผู้ป่วยยังต้องใช้เครื่องหายใจอยู่ และนอนอยู่ในห้องไอซียู อาการยังไม่น่าไว้ใจ แต่ก็มีสัญญาณดีขึ้นนิดหน่อย คือ การให้ยาน้อยลง การหายใจและการรู้สึกตัวดีขึ้น

สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก องค์การอนามัยโลก รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-30 มิ.ย. พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ใน 116 ประเทศ รวมผู้ป่วยทั้งสิ้น 70,893 ราย เสียชีวิต 311 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.44

 

จำนวนผู้ป่วยแยกเป็นรายจังหวัด

 

กรุงเทพมหานคร

857

ราย

นนทบุรี

178

ราย

ปทุมธานี

96

ราย

สมุทรปราการ

81

ราย

ชลบุรี

33

ราย

นครปฐม

29

ราย

ราชบุรี

14

ราย

สระบุรี

14

ราย

สุราษฎร์ธานี

12

ราย

สมุทรสาคร

11

ราย

ลพบุรี

11

ราย

นครราชสีมา

8

ราย

สุพรรณบุรี

7

ราย

ภูเก็ต

5

ราย

นครนายก

5

ราย

กาญจนบุรี

5

ราย

ระยอง

5

ราย

พระนครศรีอยุธยา

5

ราย

สงขลา

5

ราย

เชียงใหม่

4

ราย

บุรีรัมย์

4

ราย

ตรัง

3

ราย

ร้อยเอ็ด

2

ราย

สิงห์บุรี

2

ราย

อุดรธานี

2

ราย

นครสวรรค์

2

ราย

ลำพูน

2

ราย

นครศรีธรรมราช

1

ราย

ตาก

1

ราย

ตราด

1

ราย

ชัยนาท

1

ราย

ประจวบคีรีขันธ์

1

ราย

สมุทรสงคราม

1

ราย

พิษณุโลก

1

ราย

พิจิตร

1

ราย

ขอนแก่น

1

ราย

ฉะเชิงเทรา

1

ราย

สุรินทร์

1

ราย

เลย

1

ราย

Advertisements

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่

 

jun26_phuบุคคลสำคัญของโลก
         องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องสุนทรภู่ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒน ธรรมระดับโลกในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปีเกิดของท่าน ทางราชการจึงได้กำหนดให้วันที่ ๒๖ มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันสุนทรภู่”

ชีวประวัติ
         สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง บิดามารดาเลิกร้างกันตั้งแต่สุนทรภู่เกิด บิดาออกไปบวชที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดากลับเข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ได้ถวายตัวเป็นนางนมของพระธิดาในกรมฯ นั้น    สุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลัง และได้อาศัยอยู่กับมารดา สุนทรภู่ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น เมื่ออายุราว ๒๐ ปี ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้
         ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด ต่อมาในราว พ.ศ. ๒๓๖๔ สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษเพราะความสามารถในทางกลอนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
         ในสมัยรัชกาลที่ ๓ สุนทรภู่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่องอื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ และได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ ๑๐ พรรษา สุนทรภู่ ตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง ๒ พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิมรวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย
         ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังใน ปี พ.ศ. ๒๓๙๔ และรับราชการต่อมาได้ ๔ ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. ๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๗๐ ปี

 

ผลงานของสุนทรภู่

หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก pic-story01
เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ
๑. ประเภทนิราศ : นิราศเมืองแกลง, นิราศพระบาท, นิราศเมืองสุพรรณ, นิราศวัดเจ้าฟ้า, นิราศอิเหนา, นิราศพระประธม, นิราศเมืองเพชร
๒. ประเภทนิทาน : เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์,เรื่องสิงหไกรภพ
๓. ประเภทสุภาษิต : สวัสดิรักษา, สุภาษิตสอนหญิง
๔. ประเภทบทละคร : เรื่องอภัยณุรา
๕. ประเภทบทเสภา : เรื่องขุนช้างขุนแผน, เรื่องพระราชพงศาวดาร
๖. ประเภทบทเห่กล่อม : เห่จับระบำ, เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร

ข้อมูลอ้างอิง http://www.lib.ru.ac.th/journal/jun/jun26-SoonThonPu.html

26 มิถุนายน วันต่อต้านยาเสพติดโลก

 unodc_topbanner02

          องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันต่อต้านยาเสพติดโลก”หรือที่เรียกชื่อเต็มว่า “วันต่อต้านการใช้ยาเสพติดในทางที่ผิดและการลักลอบค้ายาเสพติดสากล” หรือ “The International Day against Drug abuse and Illicit Trafficking”

ความเป็นมา
           เดิมมีกฎหมายระหว่างประเทศในการควบคุมยาเสพติดอยู่ด้วยกันหลายฉบับ เช่น พิธีสารกรุงปารีส ปี ค.ศ. 1948 (Paris Protocol 1948) พิธีสารว่าด้วยการจำกัดและควบคุมการปลูกฝิ่นฯ ค.ศ.1953 (Protocol for limiting and Regulating the Cultivation of Poppy Plant, 1953) อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. 1961 (The Single Convention, 1961) อนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1971 (The Convention on Psychotropic Substances, 1971) แต่กฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวยังมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องที่ไม่อาจนำ มาใช้ในการควบคุมยาเสพติด (รวมถึงวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท) อย่างได้ผล การลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยังคงมีความแพร่หลายและรุนแรงมากขึ้นต่อมา สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (General Assembly) จึงได้มีมติให้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคม (Economic and Social Council) จัดประชุมระหว่างประเทศเพื่อหาวิธีที่จะดำเนินการปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดอย่างได้ผล ซึ่งได้มีการจัดประชุมเรื่องนี้หลายครั้ง ระหว่างปี ค.ศ.1980-1987 ในที่สุดในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการใช้ยาเสพติดให้โทษในทางที่ผิดและการลักลอบค้ายาเสพติด(International Conference on Drug abuse and Illicit Trafficking) ที่กรุงเวียนนาประเทศออสเตรีย ในวันที่ 26 มิถุนายน 1987 ผู้แทนของทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองมาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดซึ่งเป็นที่มาของ “อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1988” (Untied Nations Convention against Illicit Traffic in NarcoticDrugs and Psychotropic Substance, 1988) WDR09_158x158

 ดังนั้น องค์การสหประชาชาติจึงถือเอาวันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ทุกประเทศแสดงเจตน์จำนงร่วมกันในการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด เป็น “วันต่อต้านยาเสพติดโลก”

 

 

 

 

 —————————————–

 

สถานการณ์ยาเสพติดในไทย

drug3 1. การลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดนยังปรากฏในพื้นที่ภาคเหนือมากกว่า 87% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11% ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ภาคกลาง  โดยพื้นที่ที่มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดมีประมาณ 18 อำเภอ ใน 16 จังหวัด ในจำนวนนี้ มีพื้นที่ที่มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดมากที่สุด อยู่ในพื้นที่ 21 อำเภอ ใน 9 จังหวัด ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าถึง 67%  พื้นที่ที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย (อ.แม่สาย, อ.เชียงแสน, อ.แม่จัน, อ.แม่ฟ้าหลวง) จังหวัดเชียงใหม่ (อ.ฝาง, อ.เชียงดาว, อ.เวียงแหง, อ.ไชยปราการ, อ.แม่อาย) จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อ.ปาย, อ.ปางมะผ้า) จังหวัดอุบลราชธานี (อ.เขมราฐ) จังหวัดหนองคาย (อ.เมือง, อ.บึงกาฬ, อ.บุ่งคล้า) จังหวัดนครพนม (อ.ท่าอุเทน, อ.เมือง, อ.บ้านแพง) จังหวัดมุกดาหาร (อ.เมือง) จังหวัดสระแก้ว (อ.อรัญประเทศ) และจังหวัดกาญจนบุรี (อ.สังขละบุรี)
  2.  เครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสำคัญ นักค้ายาเสพติดรายเก่าเริ่มมีบทบาทมากขึ้น มีสัดส่วนของการค้ายาเสพติดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่นักค้ายาเสพติดรายใหม่ที่เป็นกลุ่มแพร่ระบาด สามารถเปลี่ยนสถานภาพเป็นผู้ค้ารายสำคัญและสร้างเครือข่ายขึ้นเองได้อย่างรวดเร็ว
  3.  ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรม ยังมีช่องว่างที่ทำให้กลุ่มผู้กระทำผิดยาเสพติดใช้เป็นช่องทางกลับไปมีพฤติการณ์ด้านยาเสพติดต่อไปอีก ที่สำคัญ ได้แก่
   -ช่องว่างในขั้นตอนของพนักงานสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ
   -ช่องว่างในการประกันตัวในชั้นศาลทำให้ผู้ได้รับการประกันตัวกลับไปมีพฤติการณ์ซ้ำอีก
   -ช่องว่างในการควบคุมตัวของเรือนจำทำให้ผู้ถูกจับรายสำคัญบางส่วนมีพฤติการณ์ค้าและสั่งยาเสพติดในเรือนจำ
   -ช่องว่างจากการบูรณาการกฎหมาย  เช่น การดำเนินคดีอาญาขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้คดีทรัพย์สินยุติการดำเนินการ
 4.  การปราบปรามยาเสพติดในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีผลการดำเนินงานที่มากกว่าในปีก่อน แต่ยาเสพติดในท้องตลาด ยังไม่อยู่ในภาวะขาดแคลน  ผู้เสพส่วนใหญ่ยังสามารถแสวงหายาเสพติดมาเสพได้
  5.  มีผู้เสพยาเสพติดจำนวนมากยังไม่เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา  โดยเฉพาะผู้เสพยาเสพติดรายใหม่ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นประมาณร้อยละ 30 ในขณะที่การจูงใจเข้าสู่การบำบัดรักษาในระบบสมัครใจ ยังได้ผลน้อยกว่าการใช้มาตรการบังคับบำบัด
  6.  การบำบัดรักษาในระบบบังคับบำบัด เป็นระบบที่รองรับผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด จำนวนมากที่สุด และเป็นระบบที่มีปัญหากระบวนการในด้านประสิทธิภาพมากที่สุด วิกฤติปัญหาจากประสิทธิภาพของการบังคับบำบัด มีผลอย่างมากต่องานบำบัดรักษาโดยภาพรวม ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขให้ได้ในปี 2552 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาหลัก 
  7. มาตรการช่วยเหลือ ฟื้นฟู การติดตามผล ยังเป็นมาตรการที่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ทำให้มีปัญหาการเสพซ้ำในอัตราที่พอสมควร
  8.  ปัจจัยเสี่ยงทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ-สังคมในภาพรวม ยังเป็นปัญหาสำคัญ ที่ทำให้กลุ่มเสี่ยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดเช่น สถานบริการ ร้านเกม ที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์ที่ให้เยาวชนเช่าพักอาศัย สถานที่สาธารณะที่เป็นแหล่งมั่วสุม
  9.  พื้นที่ปัญหายาเสพติดของประเทศ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ ที่จำเป็นต้องระดมทรัพยากรให้มากกว่านี้ในการลดระดับปัญหา  ที่สำคัญ ได้แก่drug4
   -พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาวิกฤติมากที่สุด
   -พื้นที่จังหวัดปริมณฑลจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม
   -พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาสและสงขลา (4 อำเภอ)
   -พื้นที่ปัญหาต่อเนื่อง ซ้ำซาก 18 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว กาญจนบุรี เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี หนองคาย นครพนม มุกดาหาร นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
   รวมจังหวัดที่มีสถานการณ์ค้าและแพร่ระบาดยาเสพติดในสัดส่วนที่มาก จำนวน 27 จังหวัดที่มีสัดส่วนของปัญหายาเสพติดประมาณ 70% ของปัญหารวมทั้งประเทศ
  10. ปัญหาการจัดสรรทรัพยากร การบริหารจัดการ  การบูรณาการงบประมาณทั้งในส่วนกลาง,ป.ป.ส. , งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ปัญหาการจัดกลไกอำนวยการในระดับจังหวัด การพัฒนาบุคคลากรในกลไกแก้ไขปัญหาหลัก และการแปลงแผนงาน/งบประมาณสู่การปฏิบัติการ ฯลฯ 
  11.  วิกฤติปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พลังของภาครัฐ และชุมชน อยู่ในภาวะที่อ่อนแอ ไม่สามารถรวมศูนย์การแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ดังเช่นที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับปัญหายาเสพติดมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนมีแนวโน้มที่เป็นอันตรายในหลายพื้นที่ และเริ่มส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชุมชนและบุคคลมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง: http://www.rayong.go.th/Strategy/Drugs_15/Data/
General/2551/dope_strategy_2552.doc

******************************

การนิเทศแบบคลินิก(1)

drco0005อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
22  มิถุนายน  2552

เทคนิคการนิเทศการศึกษา:การนิเทศแบบคลินิก

ความหมาย
การนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision) หมายถึง กระบวนการสำหรับการสังเกตการสอนในชั้นเรียนที่มีการดำเนินการอย่างมีระเบียบ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนของครู โดยครูและผู้นิเทศจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการวางแผนการสอน การสังเกตการสอน และการประเมินการจัดการเรียนการสอน เพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขร่วมกันและขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ครู สามารถนิเทศตนเองได้ในที่สุด และในการดำเนินงานนั้นครู และผู้นิเทศจะร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ ความเชื่อมั่น ความจริงใจ และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นอกจากนี้การนิเทศแบบคลินิก ยังมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยและเป็นการนิเทศที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง แต่ขณะเดียวกันก็จะประสานผลประโยชน์ของครู และสถานศึกษาเข้าด้วยกัน ซึ่งหมายความว่าขณะที่การนิเทศมุ่งจะพัฒนาวิชาชีพของครูเป็นรายบุคคลนั้น การนิเทศจะสอดคล้องกับเป้าหมายและความต้องการของสถานศึกษาด้วย

จุดมุ่งหมายของการนิเทศแบบคลินิก 

             จุดมุ่งหมายที่สำคัญยิ่งของการนิเทศแบบคลินิก คือกระบวนการที่ช่วยพัฒนาและปรับปรุงการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อที่ช่วยให้นักเรียนได้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ที่สูงขึ้น ดังนั้นการนิเทศแบบคลินิก จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญ สำหรับส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพการสอนของครู  จุดมุ่งหมายของการนิเทศแบบคลินิกนั้น สามารถที่จะวิเคราะห์ออกมาเป็นจุดมุ่งหมายที่เฉพาะดังต่อไปนี้

1. เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีความเด่นชัด เฉพาะเจาะจง (Objective Feedback) อย่างทันทีที่เกี่ยวกับพฤติกรรมในการสอนต่อตัวครู

           การนิเทศแบบคลินิก เปรียบเสมือนกับการที่ผู้นิเทศได้ถือกระจกอยู่ข้างหลังห้องเรียน ซึ่งจะช่วยทำให้ครูได้เห็นภาพที่แท้จริงว่าเขาทำอะไร ทำอย่างไรบ้าง ในขณะที่เขาสอน พฤติกรรมของครูที่ได้กระทำลงไป อาจแตกต่างกันออกไปจากสิ่งที่เขาคิดว่ากำลังกระทำอยู่ เช่น ครูจำนวนมากมีความเชื่อ ว่า เขาทำได้ดีมากเกี่ยวกับการส่งเสริมให้นักเรียนได้ แสดงออกทางความคิดเห็น จนกระทั่งเขาได้ดูตัวของเขาเองสอนในวีดีทัศน์ จึงได้พบว่าตัวเองได้ยึดครองบทเรียน และพูดตลอดเวลา มากกว่าส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงออกทางความคิดเห็น เพราะฉะนั้นการที่ครูได้รับข้อมูลป้อนกลับที่จำเพาะเจาะจงอยู่เสมอตลอดเวลา จะเป็นแรงกระตุ้นให้ครูรู้จักปรับปรุงวิธีการสอนของตัวเองได้เป็นอย่างดี

2. เป็นการวินิจฉัยและแก้ไขของกระบวนการสอน

            ผู้นิเทศคลินิก (Clinical Supervisor) ใช้เทคนิคของการประชุมปรึกษาหารือ และข้อมูลหลักฐานที่ได้จากการสังเกตการณ์สอน เพื่อที่จะระบุลงไปว่า พฤติกรรมในการสอนนั้น มีความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างไร ระหว่างสิ่งที่ครูได้สอนและจุดมุ่งหมายของบทเรียนและวัตถุประสงค์ ของการสอนที่ได้ตั้งเอาไว้

3. เป็นวิธีการที่ให้ความช่วยเหลือครูและได้พัฒนาทักษะในการใช้ยุทธศาสตร์การสอน

4. ช่วยให้ครูได้พัฒนาทัศนคติ ในทางดีงามและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะค้นคว้าศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของการพัฒนาวิชาชีพในการสอน

            ประการนี้เป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญมากประการหนึ่งของการนิเทศแบบคลินิก ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ครูได้รู้แจ้งเห็นจริงว่าการฝึกอบรมในการเป็นครูนั้นมิได้ยุติ หลังจากที่ได้รับประกาศนียบัตรเพียงเท่านั้น ครูจะต้องมีทัศนคติต่อตัวเองว่า เป็นนักวิชาชีพซึ่งหมายถึงการเรียนรู้เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ เทคนิคและความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และตลอดชีวิตของวิชาชีพในการสอน

5. เป็นการช่วยให้ผู้นิเทศคลินิก (Clinical Supervisor) ได้พัฒนาตัวเอง

           เพื่อเป็นต้นแบบให้กับครู และช่วยให้ผู้นิเทศคลินิกได้พัฒนาตนเองทั้งทางด้านทัศนคติและทักษะของการนิเทศการสอน เพื่อส่งเสริมให้เป็นนักวิชาชีพที่สมบูรณ์แบบยิ่งๆ ขึ้นไป

 

ลักษณะของการนิเทศแบบคลินิก  ลักษณะของการนิเทศแบบคลินิก มีดังนี้
1. การปรับปรุงการเรียนการสอน   การปรับปรุงการเรียนการสอนนั้นครูจะต้องเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการจัดเรียนการสอนในด้านต่าง ๆ เช่นด้านทักษะการสอน พฤติกรรมการสอน และการวางแผนการสอน

2. หน้าที่สำคัญของผู้นิเทศ หน้าที่ประการสำคัญเบื้องต้นของผู้นิเทศก็คือการช่วยสอนแนะนำ และส่งเสริมให้ครูได้พัฒนาตนเอง เพื่อให้เกิดทักษะดังกล่าวในข้อที่ 1 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือทักษะต่อไปนี้

2.1 ทักษะของการวิเคราะห์ความซับซ้อนของกระบวนการสอนและพฤติกรรมการสอน
2.2 ทักษะของการใช้เหตุและผลของการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลของพฤติกรรมการสอนของกระบวนการสอนที่ขึ้นอยู่กับข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งมีความเที่ยงตรงที่จะนำมาวิเคราะห์ได้
2.3 ทักษะและความสามารถในการแปลความหมายของหลักสูตรและนำมาใช้ทดลองในชั้นเรียน
2.4 ทักษะในการวัดผลสำเร็จ ในการเรียนของนักเรียน
2.5 ทักษะในด้านพฤติกรรมการสอน

3. พฤติกรรมของผู้นิเทศ พฤติกรรมของผู้นิเทศจะมีศูนย์รวมอยู่ที่พฤติกรรมการสอนของครูโดยเฉพาะ เช่นครูสอนอะไร และสอนอย่างไร จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยปรับปรุงการสอนของครู ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของครู

4. ความสนใจของผู้นิเทศ ผู้นิเทศจะต้องให้ความสนใจและมุ่งหวังถึงเรื่องการวางแผนและการวิเคราะห์ข้อมูลของพฤติกรรมการสอน โดยใช้การพิสูจน์สมมุติฐานของจุดมุ่งหมายในการสอนของครูที่ได้ตั้งเอาไว้ว่า บรรลุไปถึงแค่ไหนและมีประสิทธิผลอย่างไร โดยใช้หลักฐานของข้อมูลของพฤติกรรมในการสอนเป็นหลักในการวิเคราะห์

5. ความมุ่งหวังของผู้นิเทศ ผู้นิเทศจะต้องให้ความสนใจและมุ่งหวังเกี่ยวกับ การวิเคราะห์พฤติกรรมการสอนที่เฉพาะเจาะจงที่แยกออกเป็นทักษะเฉพาะที่เด่นชัดตัวอย่าง เช่น ทักษะในการตั่งคำถาม ทักษะในการ ให้นักเรียนอภิปรายปัญหาต่าง ๆ

6. การนำเข้าสู่การวิเคราะห์ ผู้นิเทศจะต้องใช้การวิเคราะห์ จุดเด่นของการสอนของครู และย้ำถึงความสำเร็จในพฤติกรรมการสอนของครู จะมีผลทำให้ครูมีขวัญกำลังใจดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ครูปรับปรุงการสอนของตัวเองให้ดีขึ้น วิธีการนี้มีผลดีกว่าวิเคราะห์วิจารณ์พฤติกรรมการสอนของครูที่ไม่ได้รับผลสำเร็จ หรือมีคุณค่าต่ำ

7. การวิเคราะห์พฤติกรรมการสอน การวิเคราะห์พฤติกรรมการสอนของครูนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เที่ยงตรง ที่ได้รวบรวมมาจากการสังเกตการสอนมากกว่าการที่ผู้นิเทศใช้ความคิดเห็นส่วนตัว ค่านิยมของตนเองประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง เป็นหลักในการตัดสินใจแนะนำหรือวิเคราะห์

8. ลักษณะของกระบวนการในการนิเทศ การนิเทศนั้นจะต้องเป็นไปในลักษณะการเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลง (Dynamic Process) ซึ่งจะเป็นไปในลักษณะของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งผู้นิเทศและครูเป็นผู้ร่วมวิชาชีพเดียวกัน (Colleagues) ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ต่างมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเชื่อถือในลักษณะของวิชาชีพ

9. ความรับผิดชอบและความมีอิสรภาพของครู ครูจะต้องมีอิสรเสรีภาพ และความรับผิดชอบ ที่จะเสนอแนะปัญหา รวมทั้งการวิเคราะห์และปรับปรุงพฤติกรรมการสอนของเขา รวมทั้งมีสิทธิและความอิสระที่จะพัฒนาแบบฉบับ และลีลาของพฤติกรรมการสอนที่เป็นแบบฉบับประจำตัวของเขา (Personal Teaching Style)

10. ความรับผิดชอบและความมีอิสรภาพของผู้นิเทศ ผู้นิเทศเช่นเดียวกันก็จะมีอิสรเสรีภาพและความรับผิดชอบ ที่จะวิเคราะห์และวัดผลประสิทธิภาพในพฤติกรรมการนิเทศของตัวเขาเอง ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับการที่ครูวิเคราะห์และวัดผลพฤติกรรมการสอนของตัวเขาเอง

โกลด์แฮมเมอร์ แอนเดอร์สัน และคราจิวสกี้ (Gold hammer, Anderson and Krajewski,) ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะของการนิเทศแบบคลินิกไว้ดังต่อไปนี้

               1. การนิเทศแบบคลินิก เป็นเทคโนโลยีสำหรับการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน
               2. การนิเทศแบบคลินิก เป็นการดำเนินงานที่มีการวางแผนและจัดให้มีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเสริมสร้างประสิทธิภาพ ของกระบวนการเรียนการสอน
               3. การนิเทศแบบคลินิก เป็นการนิเทศที่ยึดจุดประสงค์เป็นหลักสำคัญ และประสานกันกับความต้องการในการพัฒนาความเจริญงอกงามของครู นักเรียนและโรงเรียน
               4. การนิเทศแบบคลินิก ยึดสัมพันธภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างครูและผู้นิเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ
               5. การนิเทศแบบคลินิก ต้องการความเชื่อมั่นและจริงใจต่อกัน ซึ่งจะแสดงออกในการเข้าใจซึ่งกันและกันการให้ความสนับสนุน และการอุทิศตนเองในการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพ
               6. การนิเทศแบบคลินิกมีการดำเนินงานอย่างมีระบบ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถดำเนินการที่ยืดหยุ่นได้ และมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการตามสภาพการณ์อย่างต่อเนื่องกันเสมอ
               7. การนิเทศแบบคลินิก เป็นการสร้างหรือแสวงหาแนวทางในการเชื่อมกระชับระหว่างการวางแผนการสอนในอุดมคติ (Ideal Planning) และพฤติกรรมการสอนจริง (Actual Teaching)
               8. การนิเทศแบบคลินิก ถือว่าผู้นิเทศต้องมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนมากกว่าครู
               9. ผู้นิเทศต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

 

อ้างอิงบทความนี้ อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล : https://panchalee.wordpress.com/2009/06/22/Clinical-Supervision1/

************************************