Archive | สิงหาคม 2011

การวางแผนการนิเทศ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสำนักงาน กศน.จังหวัด

ความสำคัญ

     การวางแผนการนิเทศเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการบริหารงานนิเทศการศึกษาของสำนักงาน กศน.จังหวัด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการนิเทศที่มีประสิทธิภาพ และเน้นการทำงานที่เป็นระบบ เพื่อประโยชน์ของสถานศึกษาในสังกัด คือ กศน. อำเภอ โดยใช้แผนเป็นเครื่องมือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานนิเทศ ใช้แสดงรายละเอียดและเค้าโครงของสิ่งที่จะต้องปฏิบัติ บอกให้รู้ถึงจุดมุ่งหมาย สิ่งที่คาดหวัง ระบุวัตถุประสงค์ที่ต้องการที่ได้กำหนดไว้ บอกเป้าหมายที่ต้องการในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ของการดำเนินงานตามแผน แสดงวิธีการดำเนินงานที่มุ่งไปสู่การบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ แสดงให้เห็นถึงงบประมาณ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการทำงาน แสดงถึงวิธีการติดตามควบคุมกำกับการปฏิบัติงานนิเทศและการประเมินผลสำเร็จของการนิเทศ ตามที่กำหนดไว้ในแผน

1.หลักการวางแผนนิเทศการศึกษา

1.1 ผู้รับผิดชอบในการวางแผน

   ผู้รับผิดชอบในการวางแผนการนิเทศคือผู้บริหาร กศน. จังหวัด เพราะงานนิเทศเป็นบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร และผู้ร่วมวางแผนได้แก่ศึกษานิเทศก์ ผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่นิเทศ และผู้รับการนิเทศ ได้แก่ครู และผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการนิเทศการศึกษาเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ให้การนิเทศและผู้รับการนิเทศ

1.2 ขอบเขตของงานนิเทศ กศน.

  ขอบเขตของงานนิเทศ กศน. เนื่องจากงานนิเทศ กศน.นั้นเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการนิเทศ กศน. จึงเกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถปฏิบัติงานตามภารกิจของสถานศึกษา ตามโครงสร้างการบริหารของ กศน.อำเภอ แบ่งเป็น 3 กลุ่มงาน ดังนี้

1) กลุ่มงานอำนวยการ งานธุรการและสารบรรณ งานการเงินและบัญชี งานงบประมาณและระดมทรัพยากรงานพัสดุ งานบุคลากร งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานแผนงานและโครงการ งานประชาสัมพันธ์ งานสวัสดิการ งานข้อมูลสารสนเทศและการรายงาน ศูนย์ราชการใสสะอาด งานควบคุมภายใน งานนิเทศภายใน ติดตามประเมินผล งานเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษา งานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

2) กลุ่มงานจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

2.1) งานส่งเสริมการรู้หนังสือ
2.2) งานการศึกษานอกระบบ
         2.2.1) งานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 
         2.2.2) งานการศึกษานอกระบบการศึกษาต่อเนื่อง  
                       – งานการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ
                       – งานการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต
                       – งานการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน
                       – งานการศึกษาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2.3 งานการศึกษาตามอัธยาศัย
                       – งานจัด/พัฒนาแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น
                       – งานห้องสมุดประชาชน
2.4 งานพัฒนา กศน.ตำบล
2.5 งานพัฒนาหลักสูตรสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
2.6 งานทะเบียนและวัดผล
2.7 งานศูนย์บริการให้คำปรึกษาแนะนำ
2.8 งานกิจการนักศึกษา

3) กลุ่มภาคีเครือข่ายและกิจการพิเศษ

– งานส่งเสริมสนับสนุนภาคีเครือข่าย
– งานกิจการพิเศษ
– งานป้องกัน แก้ไขปัญหายาเสพติด/โรคเอดส์
– งานส่งเสริมกิจกรรมประชาธิปไตย
– งานสนับสนุน  ส่งเสริมนโยบายจังหวัด/อำเภอ
– งานกิจการลูกเสือและยุวกาชาด
– งานอื่น ๆ

1.3 การวางแผนนิเทศ กศน. ที่ดี            

ผู้ทำหน้าที่วางแผนนิเทศควรมีความรู้ ความสามารถ ดังต่อไปนี้

3.1 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผน แผนงาน/โครงการ การติดตามและประเมินผล
3.2 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ กิจกรรม กศน. แลภารกิจของสถานศึกษา
3.3 มีข้อมูลเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ ความรู้ ความสามารถของครูและบุคลากรทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ของสถานศึกษา
3.4 การกำหนดแผนงาน/โครงการ ต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อจะสามารถปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลงบางส่วนได้โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายแต่อย่างใด

2. กระบวนการในการวางแผนการนิเทศ   มี 4 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1  การประเมินสภาพปัจจุบันปัญหาความต้องการและความจำเป็นในการนิเทศ กศน.
ขั้นตอนที่ 2  การกำหนดจุดมุ่งหมายในการนิเทศ
ขั้นตอนที่ 3  การกำหนดทางเลือก
ขั้นตอนที่ 4  การจัดทำโครงการนิเทศ

แนวทางในการปฏิบัติภารกิจในการวางแผนการนิเทศ กศน. มีเทคนิควิธีการดำเนินงานดังนี้

ขั้นตอนที่ 1  การประเมินสภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการและความจำเป็นในการนิเทศ กศน

    หลักการในการจัดการนิเทศการศึกษานั้น จะมีจุดเริ่มต้นจากสภาพที่เป็นปัญหาความต้องการและความจำเป็นในการปรับปรุงคุณภาพ กศน.ให้ดียิ่งขึ้น การที่จะทราบปัญหาความต้องการความจำเป็นในการนิเทศ สามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะ คือ

1) การศึกษาปัญหาการจัด กศน. ที่เป็นปัญหาเฉพาะ(Study of Specific Problem) การศึกษาปัญหาเฉพาะเป็นการวิเคราะห์ถึงรายละเอียดของสภาพข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเร่งด่วนหรือปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นใน กศน. อำเภอ ยกตัวอย่าง เช่น

1.1) ปัญหาเกี่ยวกับนักศึกษา

– นักศึกษา กศน.ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนที่ 2/2554  ของ กศน.อำเภอ ……….  มีผลสัมฤทธิ์ในสาระความรู้พื้นฐานต่ำกว่าร้อยละ 60

– นักศึกษา กศน.ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ลงทะเบียนเรียนภาคเรียนที่ 1/2554  ของ กศน.อำเภอ ………  มีอัตราคงอยู่ต่ำกว่าร้อยละ50

– 1.2) ปัญหาเกี่ยวกับครู
– ครูยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำแผนการเรียนรู้ ทำให้ไม่สามารถจัดทำแผนการเรียนรู้ได้
– ครูยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียน ทำให้ไม่สามารถทำวิจัยในชั้นเรียนได้
– ครู กศน. ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานได้

1.3) ปัญหาผู้บริหาร กศน. อำเภอ

– ผอ. กศน. อำเภอ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศภายใน ทำให้ไม่สามารถนิเทศภายในอย่างเป็นระบบได้

1.4) ปัญหา กศน. อำเภอ

–  ผลการประเมินภายนอกของ กศน.อำเภอไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด

สภาพการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาวิกฤต(Critical problem) ดังนั้นจะต้องศึกษาหาสาเหตุของปัญหาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเพื่อนำข้อมูลมาวางแผนแก้ปัญหาต่อไป สำหรับวิธีการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหานั้น มีหลายวิธี ที่สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น การสัมภาษณ์ การสอบถาม การสังเกต การวิเคราะห์องค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น

2)  การประเมินความต้องการ ความจำเป็น(Needs Assessment) วิธีประเมินความต้องการ ความจำเป็นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

2.1) การศึกษารวบรวมข้อมูลความต้องการ ความจำเป็นโดยตรงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัด กศน.ของสถานศึกษา ได้แก่ ครู กศน. และผู้ปฏิบัติงาน ของสถานศึกษา ผู้เรียน/ผู้รับบริการ และชุมชน เช่น ผู้นำชุมชน กรรมการสถานศึกษา เป็นต้น โดยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ  การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์เข้าร่วมกิจกรรม กศน. หรือการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่าง ๆ และการระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง

2.2) การศึกษาโดยทางอ้อม ได้แก่การวิจัยเอกสาร การรับฝังความคิดเห็นจากแหล่งต่าง ๆ

การประเมินความต้องการความจำเป็น อาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์หรืออาจจะใช้ทั้งสองวิธี ก็ได้

ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดจุดมุ่งหมายในการนิเทศ

1. ลักษณะของการกำหนดจุดมุ่งหมายการนิเทศ มีสองลักษณะคือจุดมุ่งหมายระยะสั้นและจุดมุ่งหมายระยะยาว ซึ่งการกำหนดจุดมุ่งหมายลักษณะใดขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่อไปนี้

1.1) สภาพความสำคัญของปัญหา ในสถานศึกษาแต่ละแห่งซึ่งมีปัญหาเดียวกันแต่ความรุนแรงหรือความสำคัญของปัญหาอาจแตกต่างกัน ย่อมทำให้ระดับของการตั้งจุดมุ่งหมายมีความแตกต่างกันด้วย เช่นปัญหานักศึกษา กศน.ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนที่ 2/2554  มีผลสัมฤทธิ์ในสาระความรู้พื้นฐานต่ำกว่าร้อยละ 60 กศน.อำเภอหลายแห่งอาจมีปัญหาในเรื่องนี้ แต่ร้อยละของนักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ในสาระความรู้พื้นฐานต่ำกว่าร้อยละ 60 มีปริมาณแตกต่างกัน จึงมีผลทำให้ความเร่งด่วนหรือความสำคัญของจุดมุ่งหมายการนิเทศ แตกต่างกันไปด้วย

1.2) ประสบการณ์และความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้ทำหน้าที่นิเทศแต่ละสถานศึกษามีความแตกต่างกัน ผู้นิเทศของสถานศึกษาที่มีประสบการณ์นิเทศมากและมีความสามารถในการทำงานนิเทศสูง จะตั้งจุดมุ่งหมาของการนิเทศที่มีความชัดเจน มีความเป็นไปได้ ลักษณะของจุดมุ่งหมายของการนิเทศที่ตั้งขึ้นจะมีเป้าหมายระยะยาว มีการทำงานนิเทศให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างต่อเนื่องและตั้งจุดมุ่งหมายไว้สูงกว่าผู้นิเทศที่มีประสบการณ์น้อย

 2) หลักในการกำหนดจุดมุ่งหมายการนิเทศ ในการกำหนดจุดมุ่งหมายการนิเทศ มีหลักที่ควรยึดถือดังนี้
 2.1) การกำหนดจุดมุ่งหมายการนิเทศ ควรกำหนดร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ เพื่อให้การปฏิบัติการนิเทศไปสู่เป้าหมายเดียวกันและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2.2) การกำหนดจุดมุ่งหมายของการนิเทศควรมีความเป็นไปได้ โดยพิจารณาจากความพร้อมของผู้นิเทศ ทรัพยากรที่ใช้ในการนิเทศ วิธีการนิเทศและการบริหารจัดการนิเทศ
 2.3) การกำหนดจุดมุ่งหมายระยะยาว ควรแบ่งเป็นจุดมุ่งหมายย่อย ๆ เป็นช่วง ๆ เพื่อให้สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายได้โดยง่าย
2.4) การสื่อสารจุดมุ่งหมายการนิเทศให้คณะผู้นิเทศมีความเข้าใจตรงกันและร่วมมือกันในการปฏิบัติงานนิเทศ เพื่อให้การนิเทศบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้

ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดทางเลือก (Selecting of Alternatives)

     ในการนิเทศให้บรรลุเป้าหมาย สามารถดำเนินการได้หลายวิธีการ ดังนั้นในการกำหนด วิธีการนิเทศจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อจะได้ทางเลือกที่เหมาะสมและสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยง่าย

1) หลักการกำหนดทางเลือก
1.1) การนิเทศให้บรรลุผลสำเร็จนั้นไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนิเทศหลายวิธี ควรเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่คิดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้
1.2) วิธีการนิเทศบางวิธีอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของสถานศึกษาบางแห่ง
1.3) ผู้นิเทศแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้นิเทศจะต้องเลือกวิธีการนิเทศที่เหมาะสมกับตนเอง

2) การระบุทางเลือก หลังจากกำหนดจุดมุ่งหมายการนิเทศอย่างชัดเจนแล้ว ภารกิจที่จะต้องทำต่อไปคือการระบุทางเลือก ในการนิเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสามารถดำเนินการได้หลายวิธีการ ผู้นิเทศจะต้องพยายามศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของวิธีการนิเทศแบบต่าง ๆ และเลือกวิธีการนิเทศที่มีความเป็นไปได้สูงสุด นำไปปฏิบัติเพื่อให้ประสบผลสำเร็จ การบุทางเลือกคือการหาทางแก้ปัญหาการจัดการศึกษา กศน.นั่นเอง การแก้ปัญหาที่ได้ผลดีนั้นจำเป็นจะต้องแสวงหาข้อมูลต่าง ๆให้มากที่สุด เพื่อจะได้วิธีนิเทศที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาภายในเวลาที่กำหนดไว้

3) การประเมินทางเลือก ในการนิเทศเพื่อแก้ปัญหาการจัด กศน. ซึ่งเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผู้นิเทศอาจใช้ประสบการณ์เดิมมาเป็นแนวทางในการนิเทศเพื่อแก้ปัญหา แต่สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่นั้น ก่อนที่จะเลือกวิธีการนิเทศจำเป็นจะต้องแสวงหาข้อมูลต่าง ๆ ตลอดจนความมุ่งหวังของผู้รับการนิเทศ สำหรับการประเมินทางเลือกในการนิเทศนั้น ควรยึดหลักอย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการแรกความเป็นได้ (possibility) ของทางเลือกในการที่จะทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการนิเทศที่กำหนดไว้ และประการที่สองสภาพทรัพยากร (resources) ที่มีอยู่จะสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีการนิเทศนั้น ๆได้ดีเพียงใด

วิธีการประเมินทางเลือกนั้น คูนทซ์ โอดอนเนลและวีนริช (Koontz,O Donnell and Weinhrich,1982) กล่าวว่ามี 3 วิธีการ คือ การใช้ประสบการณ์ การทดลอง และการวิจัย

3.1) การใช้ประสบการณ์ (Experience) เป็นการใช้ประสบการณ์ในอดีตมาเป็นข้อมูลสำหรับวินิจฉัยในบางโอกาสการใช้ประสบการเดิมเป็นเรื่องที่ได้ผลดีมาก แต่บางครั้งก็ไม่ประสบผลสำเร็จโดยวิธีการนิเทศแบบเดิม การใช้ประสบการณ์ในอดีตจะช่วยให้ตระหนักถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในภารกิจการนิเทศแต่ละภารกิจ และนำประสบการณ์นั้นมาเป็นเกณฑ์ในกาจพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับทางเลือก การใช้ประสบการณ์เดิมเป็นเครื่องตัดสินใจมีข้อจำกัดหลายประการ คือ
–  คนเราไม่สามารถจดจำความสำเร็จหรือความล้มเหลวในอดีตได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่เป็นการเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ
– ประสบการณ์ในอดีตอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาชนิดใหม่ การตัดสินใจที่ดีจึงควรใช้เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตจะดีกว่าใช้ประสบการณ์ในอดีต อย่างไรก็ตามการใช้ประสบการณ์ในอดีตมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาก็ยังมีความสำคัญอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติงานนิเทศที่ไม่มีข้อมูลอยู่เลยจะพบว่ามีความยุ่งยากยิ่งกว่าการใช้ประสบการณ์เดิมหรืออาศัยข้อมูลในอดีตมาเป็นพื้นฐานในการพิจารณา

3.2) การทดลอง(Experimentation) เป็นวิธีการเลือกทางเลือกที่สามารถตัดสินใจที่ได้ข้อมูลอย่างชัดเจนที่สุดวิธีการหนึ่ง คือการทดลองเพื่อให้เห็นว่าวิธีการนิเทศที่นำไปใช้นั้นจะได้ผลอย่างไร วิธีการทดลองนั้นเป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลา การทดลองเป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะทำให้ไม่เกิดความล้มเหลวหรือเกิดความผิดพลาดในการทำงาน การใช้วิธีการทดลองอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้างในเรื่องเทคนิควิธี การทดลองเป็นการทำงานในสภาพการณ์ในขอบเขตจำกัด ในสถานการณ์จริงอาจไม่เป็นไปตามการทดลองก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิเทศที่เกี่ยวข้องกับครูและผู้ปฏิบัติงานจำนวนมาก มักมีความผันแปรกับลักษณะของครูและผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก

3.3) วิธีวิเคราะห์และวิจัย เป็นวิธีการที่ใช้อย่างได้ผลในการประเมินทางเลือก โดยการแยกองค์ประกอบของวิธีการนิเทศแต่ละวิธีออกส่วน ๆ แล้วทำการศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบของวิธีการนิเทศนั้น ๆแต่ละส่วนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อให้ทราบว่าในแต่ละวิธีการนิเทศนั้น วิธีการใดมีความเป็นไปได้สูงกว่าวิธีการอื่น การประเมินทางเลือกวิธีการนิเทศโดยกระบวนการวิจัยถือว่าเป็นวิธีการที่ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องมากกว่าการใช้ประสบการณ์ และเป็นวิธีการที่ลงทุนต่ำกว่าวิธีทดลอง ดังนั้นวิธีการประเมินทางเลือกจึงนิยมใช้วิธีการวิเคราะห์วิจัยมากกว่าวิธีการอื่น ๆ

ขั้นตอนที่ 4. การจัดทำโครงการนิเทศ
      การจัดทำโครงการนิเทศ หลังจากที่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันปัญหา ความต้องการและความจำเป็นในการนิเทศ มีจุดมุ่งหมายการนิเทศที่ชัดเจน และได้ทางเลือกในการปฏิบัติงานนิเทศแล้ว ภารกิจที่จะต้องทำในขั้นตอนสุดท้ายของการวางแผนนิเทศคือการจัดทำโครงการนิเทศ

4.1 ความหมายของโครงการ(PROJECT) หมายถึง : กิจกรรมหรือกลุ่มกิจกรรมและการปฏิบัติที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างไปจากการทำงานปกติ เป็นการปฏิบัติงานเฉพาะ  เป็นการดำเนินการเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะที่ชัดเจนของโครงการนั้นเท่านั้น โครงการจะมีลักษณะเป็นงานที่มีจุดเริ่มต้นและมีจุดสิ้นสุดของการดำเนินงานที่ชัดเจนซึ่งแตกต่างไปจากงานประจำโครงการสามารถสนองนโยบายของหน่วยงานได้

4.2 ความสำคัญของโครงการ
      1) โครงการสามารถใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติงาน
      2) การดำเนินงานตามโครงการทำให้บรรลุวัตถุประสงค์เร็วขึ้น
      3) ทำให้ประหยัดทรัพยากรเนื่องจากโครงการได้กำหนดกรอบในการใช้งบประมาณ
      4) โครงการเป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานโครงการ

4.3 ลักษณะของโครงการที่ดี
     1) สามารถนำไปปฏิบัติได้ ไม่เพ้อฝัน ไม่เลื่อนลอย
     2) มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและชุมชน
     3) มีรายละเอียดชัดเจน เช่น กลุ่มเป้าหมาย วิธีการ ระยะเวลา
     4) มีทรัพยากรเพียง เช่น งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ
     5) ตรงกับพันธกิจของหน่วยงาน

4.4 โครงสร้างของโครงการ
     1) ชื่อโครงการ
     2) หลักการและเหตุผล
     3) วัตถุประสงค์
     4) เป้าหมาย
     5) วิธีดำเนินการ
     6) ระยะเวลาดำเนินการ
     7) งบประมาณ/แผนเบิกจ่ายงบประมาณ
     8) การประเมินผล
     9) เครือข่าย
    10) ผลลัพธ์
    11) ตัวชี้วัดผลสำเร็จของโครงการ
    12) การติดตามประเมินผล
    13) ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
    14) ผู้รับผิดชอบโครงการ
    15) ความสัมพันธ์กับโครงการอื่น

4.5 การเขียนโครงการ

1)   ชื่อโครงการ ชื่อโครงการจะต้องบ่งบอกว่าทำอะไร อ่านแล้วเข้าใจและมองเห็นภาพของงาน การตั้งชื่อโครงการควรครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้
    1.1) มีความชัดเจน เหมาะสม กระชับ
    1.2) เฉพาะเจาะจงเข้าใจง่าย
    1.3) บ่งบอกถึงสิ่งที่จะทำ

2) หลักการและเหตุผล หลักการและเหตุผล หรือเหตุผลความจำเป็น หรือความสำคัญของปัญหาเป็นการแสดงถึงเหตุผลที่ต้องทำโครงการว่า ทำไมต้องทำ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ใครบ้าง การเขียนหลักการและเหตุผล ควรครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้
     2.1) ระบุเหตุผลและความจำเป็น
     2.2) มีหลักฐานอ้างอิง ไม่กล่าวลอย ๆ
     2.3) มีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือ
     2.4) ควรกล่าวถึงภาพรวมก่อนแล้วจึงกล่าวถึงปัญหา

3) วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ เป็นเครื่องชี้ทิศทางการดำเนินงานของโครงการ โดยวัตถุประสงค์จะเป็นข้อความที่บอกให้ทราบว่า โครงการนี้จะทำอะไร ถ้ามีข้อความหลายข้อ ควรเขียนเรียงลำดับความสำคัญ จากที่มีความสำคัญมากไปหาน้อย วัตถุประสงค์มี 2 ลักษณะ
     3.1) วัตถุประสงค์ทั่วไป เป็นการเขียนกำหนดทิศทางอย่างกว้าง ๆ
     3.2) วัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นการเขียนกำหนดทิศทางเฉพาะเจาะจง

4) เป้าหมาย เป็นการกำหนดถึงผลงานตามโครงการ เมื่อดำเนินโครงการไปแล้วจะได้อะไร การกำหนดเป้าหมายมี 2 ลักษณะ คือ
     4.1) เป้าหมายเชิงปริมาณ เป็นการกำหนดผลงานในด้านปริมาณ ว่าจะได้อะไร เท่าไหร่
     4.2) เป้าหมายเชิงคุณภาพ เป็นการกำหนดคุณภาพของผลงานที่ระบุไว้เชิงคุณภาพว่า ผลงานที่ได้จากโครงการดีอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร เกิดประโยชน์อย่างไร

5) วิธีดำเนินการ เป็นขั้นตอนของการเขียนรายละเอียดภารกิจที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ มีวิธีเขียน ดังนี้
     5.1) จำแนกกิจกรรมหลักหลาย ๆ กิจกรรมตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนกระทั้งเสร็จสิ้นโครงการ ให้ชัดเจน
     5.2) กิจกรรมแต่ละกิจกรรมจะต้องกำหนดระยะเวลา โดยกำหนดเป็นแผนปฏิบัติงาน

 ตัวอย่าง  วิธีการดำเนินงานโครงการนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการดำเนินงาน กศน.ตำบล จังหวัดตาก ปีงบประมาณ  2554

 

 

6) ดำเนินการ ระยะเวลาในการดำเนินโครงการเป็นการระบุระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงเวลาเสร็จสิ้นโครงการ

     ตัวอย่างที่ 1
     *เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553
     *สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2554

     ตัวอย่างที่ 2
     *ระหว่างวันที่ 10 เมษายน – 25 สิงหาคม 2554

     ตัวอย่างที่ 3
     *เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 – เมษายน 2555

7) งบประมาณ การระบุรายละเอียดงบประมาณมีหลักในการเขียนดังนี้
     7.1) ในกรณีที่ทราบแน่ชัดว่าหน่วยงานใดให้การสนับสนุนงบประมาณให้ระบุแหล่งที่มาของงบประมาณและจำนวนเงินที่ได้รับ
     7.2) ระบุรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจนโดยอาจเขียนรายละเอียดแนบท้ายโครงการ

8) ผู้รับผิดชอบโครงการมีเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ในกรณีที่เป็นโครงการที่มีหลายฝ่ายดำเนินการร่วมกัน

9) เครือข่าย หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งแหล่งวิทยาการในชุมชน ที่มีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุน ประสานงานในการดำเนินโครงการในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านวิทยากร อาคารสถานที่ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินโครงการ

10) ความสัมพันธ์กับโครงการอื่น ในการเขียนโครงการควรระบุสาระรายละเอียดที่สัมพันธ์กับโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ ดังนี้
     10.1) เป็นการตรวจสอบว่ามีความซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นมากน้อยเพียงใด
     10.2) ทำให้ทราบว่าผลที่ได้รับจากโครงการจะนำไปใช้ในประกอบการดำเนินงานของโครงการอื่นได้มากน้อยเพียงใด
     10.3) ทำให้ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างโครงการเป็นผลดีต่อการประสานงานแผนการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด

11) ผลลัพธ์ (0utc0mes) ผลลัพธ์ หมายถึง ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการหรือผลประโยชน์จากผลผลิต (Outputs) ที่มีต่อบุคคล ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

12) ดัชนีวัดผลสำเร็จของโครงการ
     12.1) ผลผลิต หมายถึง ตัวชี้วัดที่แสดงผลงานที่เป็นรูปธรรมในเชิงปริมาณและคุณภาพอันเกิดจากการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
     12.2) ตัวชี้วัดผลลัพธ์ หมายถึง ตัวชี้วัดที่แสดงถึงผลประโยชน์จากผลผลิตที่มีต่อบุคคล ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

13) การติดตามประเมินผล
     13.1) ระบุการติดตามผลและการประเมินผลให้ชัดเจน
     13.2) ควรทำแผนควบคุมการประเมินโครงการ
     13.3) เน้นการประเมินภายในโครงการ

14) ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาในกรณีที่เป็นโครงการต่อเนื่อง

4.6 การวิเคราะห์โครงการ

    การวิเคราะห์โครงการ หมายถึง การศึกษารายละเอียดของโครงการเพื่อการปรับปรุงเอกสารโครงการให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด และให้ได้โครงการที่ดี เหมาะสมกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน การวิเคราะห์โครงการเป็นวิธีการหนึ่งที่มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินโครงการ ซึ่งมีแนวทางในการวิเคราะห์ดังนี้
     1) โครงการที่เขียนมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนสมบูรณ์
     2) องค์ประกอบมีความถูกต้อง และชัดเจนตามหลักการเขียนโครงการ
     3) องค์ประกอบต่าง ๆ มีความสอดคล้องและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
     4) โครงการมีความเป็นไปได้ในทางเทคนิควิชาการ มีความพร้อมในด้านวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกความพร้อมในด้านงบประมาณ ตลอดจนความพร้อมในด้านบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน วิเคราะห์โครงการ

**************************************

Advertisements

แผนพัฒนา กศน.ตำบล ตอนที่ 1

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
1 สิงหาคม 2554

 

Download

ตอนที่ 1

ภาพรวม กศน.ตำบลขะเนจื้อ

ข้อมูลพื้นฐานของกศน.ตำบลขะเนจื้อ

ตำบลขะเนจื้อ มีสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและ เป็นป่าไม้ มีพื้นเป็นที่ดอน แต่บางหมู่บ้านเป็นที่ราบลุ่มเชิงเขา มีการตั้งบ้านเรือนเป็นหย่อม ๆ และกระจัดกระจาย มีเนื้อที่สำหรับทำนาเพียงเล็กน้อยกระจายอยู่ทั่วไป สภาพภูมิอากาศมี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดูร้อน และฤดูหนาว ในฤดูฝนพื้นที่ที่เป็นที่ดอนมี การปลูกพืชไร่และไม้ผลไม้ยืนต้น มีพื้นที่ทั้งหมด 102,694 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 19,239 ไร่ ที่อยู่อาศัย 785 ไร่ สำหรับที่ตั้งของส่วนราชการ มีพื้นที่ประมาณ 390 ไร่ ที่เหลือเป็นที่สาธารณะ ป่าเสื่อมโทรม ป่าสงวน ฯลฯ ประมาณ 82,280 ไร่

เส้นทางการคมนาคม

การคมนาคมของตำบลขะเนจื้อ มี 11 หมู่บ้านที่มีถนนสามารถใช้รถยนต์และจักยานยนต์ได้ ส่วนอีก 3 หมู่บ้านการคมนาคมเป็น การเดินทางด้วยทางเท้าซึ่งสามารถเดินทางได้เฉพาะฤดูแล้งเท่านั้น ในฤดูฝนจะการเดินทางจะถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง

เส้นทางการเดินทาง มีถนนสายหลักในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง 2 สาย คือ

1. ถนนสายแม่ระมาด – บ้านตาก ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร

2. ถนนสายแม่สอด – ท่าสองยาง ระยะทางประมาณ40 กิโลเมตร

มีถนนลาดยาง ในความรับผิดชอบของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท 2 สาย คือ

1. ถนนสายแม่ระมาดน้อย – บ้านทุ่งมะขามป้อม ระยะทางประมาณ10 กิโลเมตร

2. ถนนสายป่าไร่ – บ้านแม่ระมาดน้อย ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ

ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่ระมาด

ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลแม่ตื่น และตำบลสามหมื่น

ทิศตะวันตก ติดต่อกับแม่น้ำเมย ซึ่งกั้นพรมแดนไทย-พม่า

สภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค

มีลำน้ำ ลำห้วย 15 สาย ได้แก่ ห้วยขี้เท่อ ห้วยแม่ระมาด ห้วยแม่ระมาดน้อย ห้วยแห้ง ห้วยปลากอง ห้วยไร่ดินแดง ห้วยหม่อวา ห้วยงูเห่า ห้วยน้ำใส ห้วยขะเนจื้อ ห้วยผาลี ห้วยผาน้อย ห้วยคด ห้วยน้ำแยก ห้วยน้ำดิบ และบึง หนอง สระน้ำ อีก 5 แห่ง ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในพื้นที่ตำบลขะเนจื้อ คือ หินสี และป่าไม้

จำนวนประชากร

จำนวนประชากรในเขต อบต. 7,982 คน และมีหลังคาเรือนจำนวน 2,658 หลังคาเรือน ตำบลขะเนจื้อ ห่างจากอำเภอแม่ระมาด 6 กิโลเมตรเศษ มีหมูบ้าน 14 หมู่บ้าน ดังนี้

หมู่ที่ 1 บ้านนุบอ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 2 บ้านป่าไร่ ประชากรเป็นชาวไทยพื้นราบ

หมู่ที่ 3 บ้านพะละ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 4 บ้านแพะ ประชากรเป็นชาวไทยพื้นราบ

หมู่ที่ 5 บ้านห้วยปูลิง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 6 บ้านห้วยหม่องวา ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 7 บ้านขะเนจื้อ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 8 บ้านแม่ระมาดน้อย ประชากรเป็นชาวไทยพื้นราบ

หมู่ที่ 9 บ้านห้วยแห้ง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 10 บ้านทุ่งผู้เมีย ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 11 บ้านจกปก ประชากรเป็นชาวไทยพื้นราบ

หมู่ที่ 12 บ้านห้วยปลากอง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

หมู่ที่ 13 บ้านหนองหลวง ประชากรเป็นชาวไทยพื้นราบ

หมู่ที่ 14 บ้านซิปะก่อ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง

จำนวนหมู่บ้านและจำนวนประชากร

หมู่ที่

บ้าน

จำนวนครัวเรือน

(ครัวเรือน)

ประชากร (คน)

ประชากรรวม

(คน)

ชาย (คน)

หญิง (คน)

1

บ้านนุบอ

118

190

152

342

2

บ้านป่าไร่

233

315

300

615

3

บ้านพะละ

140

270

257

527

4

บ้านแพะ

189

285

293

578

5

บ้านห้วยปูลิง

138

211

235

446

6

บ้านหม่องว่า

250

309

309

618

7

บ้านขะเนจื้อ

409

603

565

1,168

8

บ้านแม่ระมาดน้อย

287

429

394

823

9

บ้านห้วยแห้ง

136

219

184

403

10

บ้านทุ่งผู้เมีย

166

257

239

496

11

บ้านจกปก

219

344

331

675

12

บ้านห้วยปลากอง

131

226

163

389

13

บ้านหนองหลวง

142

208

202

410

14

บ้านชิปะก่อ(กิ่งหม่องวา)

100

209

191

400

รวม

2,658

4,075

3,815

7,890

ที่มา : สำนักงานทะเบียนอำเภอแม่ระมาด ข้อมูล ณ วันที่ 30 เดือนเมษายน พ.ศ. 2553

ผู้นำชุมชน

หมู่ที่

ชื่อ – นามสกุล

ชื่อหมู่บ้าน

ตำแหน่ง

1

นายติดา ทองผกาธารา บ้านนุบอ

ผู้ใหญ่บ้าน

2

นายชม ติ๊บตา บ้านป่าไร่

ผู้ใหญ่บ้าน

3

นายบูชา กล้าแกร่งอาชา บ้านพะละ

ผู้ใหญ่บ้าน

4

นายคำหมื่น การังใจ บ้านแพะ

กำนันตำบลขะเนจื้อ

5

นายส่อดิ กล้าแกร่งอาชา บ้านห้วยปูลิง

ผู้ใหญ่บ้าน

6

นายปรีดี เลิศวิภา บ้านหม่องวา

ผู้ใหญ่บ้าน

7

นายสุรัตน์ ขวัญแก้วนากร บ้านขะเนจื้อ

ผู้ใหญ่บ้าน

8

นายสำราญ อินต๊ะ บ้านแม่ระมาดน้อย

ผู้ใหญ่บ้าน

9

นายจ่อง่อย อาชาสงวน บ้านห้วยแห้ง

ผู้ใหญ่บ้าน

10

นายทูลิ กมลาศประวิตร บ้านตือลือ

ผู้ใหญ่บ้าน

11

นายอุเทน ชัยรุ่งทวี บ้านจกปก

ผู้ใหญ่บ้าน

12

นายสมพงษ์ พงค์อภิโชติ บ้านห้วยปลากอง

ผู้ใหญ่บ้าน

13

นายมูล นามโทยะ บ้านหนองหลวง

ผู้ใหญ่บ้าน

14

นายสุกิจ กวยโค๊ะ บ้านซิป่าก่อ

ผู้ใหญ่บ้าน

สภาพทางเศรษฐกิจ

อาชีพ ประชากรในตำบลขะเนจื้อ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ รองลงมา คือ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย รับราชการ ฯ

หน่วยงานธุรกิจ โรงสี 2 แห่ง

สภาพสังคม

การศึกษา

1. สถานศึกษาในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลขะเนจื้อ จำนวน 7 แห่ง

– โรงเรียนห้วยปลากองวิทยาการ ทำการสอนระดับประถมศึกษาปีที่หนึ่งถึงประถมการศึกษาปีที่สี่

– โรงเรียนตือลือราษฏร์พัฒนา ทำการสอนระดับประถมศึกษาปีที่หนึ่งถึง ประถมการศึกษาปีที่สี่

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านขะเนจื้อ หมู่ที่ 2 บ้านป่าไร่

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านขะเนจื้อ หมู่ที่ 6 บ้านหม่องวา

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านขะเนจื้อ หมู่ที่ 7 บ้านขะเนจื้อ

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านแม่ระมาดน้อย หมู่ที่ 8 บ้านแม่ระมาดน้อย

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านห้วยปลากอง หมู่ที่ 12 บ้านห้วยปลากอง

2. สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 6 แห่ง 2 สาขา

– โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ ทำการสอนชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่สาม

– โรงเรียนบ้านป่าไร่ ทำการสอนชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่หก

– โรงเรียนกลาโหมราชเสนา ทำการสอนชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่หก

– โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย ทำการสอนชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่สาม

– โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย สาขาบ้านแพะ ทำการสอนอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่สี่

– โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย สาขาห้วยปูลิง ทำการสอนชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่สี่

– โรงเรียนบ้านจกปก ทำการสอนชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่สี่

3. ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” 7 แห่ง

– ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านนุบอ หมู่ที่ 1

– ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านกิ่งหม่องวา หมู่ที่ 1

– ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านขุนห้วยหม่องวา หมู่ที่ 6

– ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่9

– ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านตุเบ หมู่ที่ 10

– ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านทีมู หมู่ที่ 10

สถาบันและองค์การทางศาสนา

– วัด/สำนักสงฆ์ 3/12 แห่ง

– โบสถ์ 5 แห่ง

การสาธารณสุข

– สถานีอนามัยประจำตำบลขะเนจื้อ 2 แห่ง

หน่วยงานด้านความปลอดภัย

– ป้อมยามสายตรวจตำรวจ 1 แห่ง

– ฐานปฏิบัติการของ ตชด. 1 แห่ง

– ด่านตรวจของทหาร 3 แห่ง

องค์กรในชุมชน

– กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 4 กลุ่ม

– กลุ่มแม่บ้านเคหะกิจ 5 กลุ่ม

– กลุ่มเยาวชน 4 กลุ่ม

– กลุ่ม อสม 2 กลุ่ม

– กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 1 กลุ่ม

การบริการพื้นฐาน

การคมนาคม

การคมนาคมของประชาชนในตำบลขะเนจื้อ มี 11 หมู่บ้าน เดินทางได้สะดวกตลอดปี สำหรับอีก 3 หมู่บ้าน การเดินทางในช่วงฤดูฝนจะเดินทางด้วยทางเท้าเท่านั้น มีถนนสายหลัก จำนวน 2 สาย คือ

1. ถนนสายแม่ระมาด – บ้านตาก

2. ถนนสายแม่สอด – ท่าสองยาง

มีถนนลาดยาง จำนวน 2 สาย คือ

1. ถนนสายแม่ระมาดน้อย – บ้านทุ่งมะขามป้อม

2. ถนนสายป่าไร่ – บ้านแม่ระมาดน้อย

การโทรคมนาคม

– ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข , สถานีโทรคมนาคม และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

การไฟฟ้า

– หมู่บ้านที่มีไฟฟ้าเข้าถึง 11 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 2 บ้านป่าไร่, หมู่ที่ 3 บ้านพะละ, หมู่ที่ 4 บ้านแพะ, หมู่ที่ 5 บ้านห้วยปูลิง, หมู่ที่ 6 บ้านหม่องวา, หมู่ที่ 7 บ้านขะเนจื้อ, หมู่ที่ 8 บ้านแม่ระมาดน้อย, หมู่ที่ 9 บ้านห้วยแห้ง, หมู่ที่ 10 บ้านทุ่งผู้เมีย , หมู่ที่ 11 บ้านจกปก, หมู่ที่ 13 บ้านหนองหลวง

– หมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าของสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและใช้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) จำนวน 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 บ้านนุบอ, หมู่ที่ 12 บ้านห้วยปลากอง , หมู่ที่ 14 บ้านชิปาก่อ

แหล่งน้ำธรรมชาติ

– ลำน้ำ / ลำห้วย 16 สาย ได้แก่ ห้วยขี้เท่อ, ห้วยแม่ระมาด, ห้วยแม่ระมาดน้อย, ห้วยแห้ง, ห้วยปลากอง , ห้วยป่าไร่ดินแดง, ห้วยหม่องวา, ห้วยงูเห่า, ห้วยน้ำใส, ห้วยขะเนจื้อ,ห้วยผาลี, ห้วยผาน้อย , ห้วยคด , ห้วยน้ำแยก , ห้วยน้ำดิบ , ห้วยธาตุ

– บึง / หนอง / สระน้ำ และ อื่นๆ 5 แห่ง

แหล่งน้ำที่สร้างขึ้น

– ฝาย 42 แห่ง

– บ่อน้ำตื้น 15 แห่ง

– บ่อบาดาล 5 แห่ง

– ประปาภูเขา 11 แห่ง

– ประปา (กรมอนามัย) 2 แห่ง

– สระน้ำ 9 แห่ง

ประวัติความเป็นมาของกศน.ตำบลขะเนจื้อ

กศน. ตำบลขะเนจื้อได้รับการอนุเคราะห์จาก ดาบตำรวจ บุญธรรม แหลมคม ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่แหล่งเรียนรู้ทางเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหม่องวาให้การสนับสนุนอาคารสถานที (อาคารของเกษตรอำเภอเก่า)ที่ไม่ใช้แล้วเป็นแหล่งการเรียนการสอน ตั้งแต่ 10 พฤษภาคม 2551 มาจนถึงปัจจุบัน

โครงสร้างและการจัดองค์กร กศน.ตำบลขะเนจื้อ

โครงสร้างการบริหาร กศน.ตำบลขะเนจื้อ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มงาน ดังนี้

1. กลุ่มอำนวยการ งานธุรการ และงานสารบรรณ งานอาคารสถานที่ งานพัสดุ งานประชาสัมพันธ์ งานข้อมูลสารสนเทศและการรายงาน งานนิเทศภายใน ติดตามและประเมินผล งานเลขานุการคณะกรรมการ กศน.ตำบล งานประกันคุณภาพภายใน

2. กลุ่มจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย งานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขึ้นพื้นฐาน งานการศึกษานอกระบบต่อเนื่อง และงานการศึกษาตามอัธยาศัย งานพัฒนาหลักสูตร สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

3. กลุ่มประสานภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้แก่ อบต.ตำบลขะเนจื้อ กำนัน /ผู้ใหญ่บ้านตำบลขะเนจื้อ โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ วัดบ้านป่าไร่ วัดบ้านแม่ระมาดน้อย วัดบ้านป่าขะเนจื้อ ปภร.ตำบลขะเนจื้อ และตำรวจชุมชนตำบลขะเนจื้อ

บุคลากร กศน.ตำบลขะเนจื้อ

 

ที่

 

ชื่อ – สกุล

 

ตำแหน่ง

 

ระยะเวลาปฏิบัติงาน

1

2

3

นางฐานิตา โคตรประทุม

นางทิพย์นารี หงษ์เวียงจันทร์

นายประมวล คำลำปาง

 

หัวหน้า กศน.ตำบล

ครู ศรช.

ครู ศรช.

 

2552 – 2554

2548 – 2549

2550 – 2551

                               

 

 

 

 

 

 

คณะกรรมการ กศน.ตำบลขะเนจื้อ

ที่

ชื่อ-สกุล

ตำแหน่ง

1

2

3

4

5

6

7

8

9

นายปฏิภาณ อ๊ะนา

นายคำหมื่น การังใจ

นายบุญธรรม แหลมพรม

นายทวีทรัพย์ ทองอินต๊ะ

นายชนาธิป จันทร์ฟู

นายชม ติ๊บตา

นายมูล นามโทยะ

นางสาวโสภา สนิทอาชา

นางฐานิตา โคตรประทุม

ประธาน

กรรมการ

กรรมการ

กรรมการ

กรรมการ

กรรมการ

กรรมการ

กรรมการ

กรรมการและเลขานุการ

บทบาทหน้าที่ กศน.ตำบลขะเนจื้อ

กศน.ตำบลขะเนจื้อ มีบทบาทสำคัญในการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนเพื่อ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และส่งเสริมอาชีพในชุมชน โดยมีหัวหน้า กศน.ตำบล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานจัดการศึกษาให้กับประชาชน

1. บทบาทหน้าที่ของหัวหน้า กศน. ตำบล

1) การวางแผนจัดทำฐานข้อมูลชุมชน จัดทำแผนพัฒนาการจัด กศน. ตำบล และจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี

2) การจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบ ได้แก่ การส่งเสริมการรู้หนังสือการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ การศึกษาต่อเนื่อง จัดและส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัย ได้แก่ ส่งเสริมการอ่าน จัดและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ บริการข่าวสารข้อมูล และสื่อที่หลากหลาย จัดและส่งเสริมกิจกรรมห้องสมุดประชาชนตำบล ห้องสมุดชุมชน มุมหนังสือบ้าน

3) บริการการเรียนรู้ในชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่าย

ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ร่วมกับ (สอศ.)

– ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกับ (สคบ.)

ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนร่วมกับ (กระทรวงไอซีที

– มุมวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตร่วมกับ (สสวท.)

– หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ร่วมกับโรงพยาบาล สถานีอนามัย

– ธนาคารเคลื่อนที่

– การป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

– อำเภอเคลื่อนที่ ร่วมกับอำเภอ

4) สร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน โดยการประสานขอความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย องค์กรชุมชนผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมเป็นอาสาสมัคร กศน. อาสาสมัครส่งเสริมการอ่านเป็นต้น

5) ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่แผนงาน โครงการ กิจกรรมและผลการดำเนินงานของ กศน. ตำบล ในรูปแบบต่างๆ

6) รายงานผลการปฏิบัติงาน รายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามแบบรายงานและระยะเวลาที่กำหนด และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของ กศน. ตำบล

2. ภาคีเครือข่าย

– โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย

– โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ

– ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหม่องวา

– วัดบ้านป่าไร่

– วัดบ้านแม่ระมาดน้อย

– วัดบ้านป่าขะเนจื้อ

– ปภร.ตำบลขะเนจื้อ

– อบต.ตำบลขะเนจื้อ

– ชมรม กำนัน / ผู้ใหญ่บ้านตำบลขะเนจื้อ

– ตำรวจชุมชนตำบลขะเนจื้อ

– โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล

3. ทรัพยากร / สิ่งอำนวยความสะดวก

1. อาคารเรียน 1 หลัง

2. หนังสือเรียน

– ระดับประถม 44 เล่ม

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 304 เล่ม

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 341 เล่ม

3. วารสารสิ่งพิมพ์ 51 เล่ม

4. โต๊ะ 8 ตัว

5. เก้าอี้ 50 ตัว

6. ชั้นวางหนังสือ 6 ชั้น

7. ตู้เอกสาร 2 ตู้

8. ชุดโต๊ะ เก้าอี้ไม้สัก 1 ชุด ( โต๊ะ 1 ตัว , เก้าอี้ 2 ตัว )

4. การดำเนินการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

1) ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของชุมชน (Information center)

1.1) พัฒนาระบบฐานข้อมูและสารสนเทศระดับชุมชน ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัยโดยใช้แบบเก็บข้อมูลของสำนักงาน กศน. จัดเก็บข้อมูลครบถ้วน เป็นปัจจุบัน ประมวลผลเป็นรายหมู่บ้าน จัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ และนำมาใช้ในการบริหารจัดกิจกรรม กศน.

1.2) จัดทำแผนพัฒนการจัด กศน. ตำบล และแผนปฏิบัติการประจำปี นำเสนอแผนต่อคณะกรรมการ กศน. ตำบล และภาคีเครือข่าย และเสนอแผนให้ ผอ.กศน. อำเภอแม่ระมาด พิจารณา อนุมัติ

1.3) เสนอความรู้ข้อมูลข่าวสารสารสนเทศของชุมชน ถูกต้องและทันสมัยโดยเสนอข้อมูลสารสนเทศที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่นข้อมูลเกี่ยวกับ แหล่งเรียนรู้ในชุมชนการตลาดชุมชน สินค้าชุมชน ฯลฯ จัดทำข้อมูลสารสนเทศเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ เช่น เอกสาร แผนภูมิ แผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

2) ศูนย์สร้างโอกาสการเรียนรู้ (Opportunity Center)

2.1) ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย โดยประสานงาน/วางแผนร่วมกับภาคีเครือข่าย ในชุมชน เช่นคณะกรรมการชุมชน อบต. พัฒนาที่ดิน สถานีอนามัย พัฒนากรตำบล สหกรณ์ ปศุสัตว์ ประมง ตำรวจกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน วัด มัสยิด โรงเรียน ฯลฯ เพื่อจัดกิจกรรมบริการชุมชน รวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ของภาคีเครือข่าย ในการจัดการเรียนรู้

2.2) เชื่อมโยงรูปแบบการให้บริการของหน่วยงานภาคีเครือข่าย กับ กศน. ตำบลโดย ส่งเสริมและจัดกิจกรรมร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it center) (สอศ.) ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน (กระทรวงไอซีที) มุมวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (สสวท.) บริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ธนาคารเคลื่อนที่ การป้องกันบรรเทาสาธารณภัย อำเภอเคลื่อนที่ ฯลฯ พัฒนารูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในชุมชนเพื่อสร้างโอกาส การเรียนรู้ให้กับประชาชน

2.3) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยจัดทำเว็บไซด์ กศน.ตำบลใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการติดต่อกับผู้เรียน/ผู้รับบริการ สืบค้น รวบรวมและการเผยแพร่ข้อมูล ทางอินเตอร์เน็ต และแหล่งข้อมูลอื่นๆ

3) ศูนย์การเรียนชุมชน (Learning Center)

3.1) ออกแบบกิจกรรม / โปรแกรมการศึกษา ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายโดย กศน.ตำบลขะเนจื้อ และกศน. อำเภอแม่ระมาด ร่วมกับกลุ่มเป้าหมายในการออกแบบกิจกรรม / โปรแกรมหรือโครงการที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมายและชุมชน กิจกรรม / โปรแกรม หรือโครงการมีลักษณะที่บูรณาการระหว่างวิถีชีวิต การทำงานและการเรียนรู้

3.2) จัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในชุมชนตำบลขะเนจื้อ

3.2.1) ส่งเสริมการรู้หนังสือ โดยจัดทำแผนการแก้ปัญหาผู้ไม่รู้หนังสือสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ในตำบลขะเนจื้อ อย่างชัดเจน จัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ ในกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 – 59 ปี เป็นลำดับแรก

3.2.2) การศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำแผนยกระดับการจัดการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจำแนกกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เช่น ผู้เรียนที่ออกกลางคัน เด็กเร่ร่อน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ กลุ่มผู้ย้ายถิ่น ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มอาชีพประชากรวัยแรงงาน เป็นต้น วางแผนการจัดการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และรายงานผลการดำเนินงาน

3.2.3) การศึกษาต่อเนื่อง

การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ ได้ให้ความสำคัญและดำเนินการ จัดการศึกษาต่อเนื่องประเภทการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพเป็นลำดับแรกโดย จัดทำแผนจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ/หลักสูตรอาชีพระยะสั้น ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและชุมชนโดยเน้นการเพิ่มทักษะทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่และอาชีพใหม่ที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน

การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต จัดทำแผนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับปัญหา ความต้องการ ความจำเป็นของผู้เรียนและชุมชน เช่น การป้องกันสาธารณภัย สุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คุณธรรมจริยธรรม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน จัดทำแผนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนใช้รูปแบบ ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยการฝึกอบรม การประชุมสัมมนา การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรูปแบบอื่นๆที่เหมาะสม เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย จัดกระบวนการเรียนรู้ในการเป็นพลเมืองดีของชุมชน สังคม ของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ เศรษฐกิจชุมชน และการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจัดการศึกษาต่อเนื่องโดยใช้หลักสูตรบูรณาการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3.2.4) การศึกษาตามอัธยาศัย

การส่งเสริมการอ่าน จัดทำแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ในรูปแบบต่างๆ เช่น ครอบครัวรักการอ่าน มุมส่งเสริมการอ่านในชุมชน กศน.ตำบลเคลื่อนที่ อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน กระเป๋าความรู้สู่ชุมชน หีบหนังสือสู่หมู่บ้าน จุดบริการการอ่านชุมชน มุมอ่านหนังสือที่ท่ารถ ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม สถานีอนามัย เป็นต้น

จัดบริการสื่อ จัดบริการสื่อประเภทต่างๆ ที่เหมาะสมและหลากหลาย เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ (นสพ.) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาธิต สื่อทดลอง วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว เป็นต้น บริการ Student Channel เพื่อเสริมศักยภาพให้กับโรงเรียนดีประจำตำบล บริการการศึกษาทางไกล (ETV) ให้กับนักศึกษา กศน. และประชาชนทั่วไป

4) ศูนย์ชุมชน (Community Center)

จัด กศน. ตำบลขะเนจื้อ เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมของชุมชนเช่น เวทีชาวบ้าน สภากาแฟ สถานที่พบปะเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลาดนัดอาชีพ กิจกรรมศาสนา วัฒนธรรม เวทีประชาธิปไตย กีฬา ฯลฯโดยครู กศน.ตำบลเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้ง อบต. อบจ. เทศบาล ตลอดจนภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งอาสาสมัคร ในชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) อาสาสมัคร กศน. อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้าราชการบำนาญ เยาวชน ผู้นำท้องถิ่น ในการจัดกิจกรรมเพื่อให้ เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้

มาตรฐาน กศน.ตำบล

มาตรฐาน กศน.ตำบล ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ

1. ด้านการบริหารจัดการ มี 4 ตัวบ่งชี้ ได้แก่

1.1 อาคาร สภาพเหมาะสม มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การจัดการเรียนรู้

1.2 สื่อ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้

1.3 การบริหารงบประมาณ

1.4 บุคลากร ปฏิบัติงานครอบคลุมตามภารกิจที่กำหนด

2. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มี 4 ตัวบ่งชี้ ได้แก่

2.1 เป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารของชุมชน (InformationCenter)

2.2 เป็นศูนย์สร้างโอกาสการเรียนรู้ (OpportunityCenter)

2.3 เป็นศูนย์การเรียนชุมชน (LearningCenter)

2.4 เป็นศูนย์ชุมชน (Community Center)

3. ด้านการมีส่วนร่วม มี 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่

3.1 ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม กศน. ตำบล

3.2 มีการเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้ในตำบล และต่างตำบล

3.3 ชุมชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการดำเนินงาน กศน.ตำบล

4. ด้านการติดตาม ประเมินผลและรายงานผล มี 2 ตัวบ่งชี้ ได้แก่

4.1 การติดตามและประเมินผล

4.2 การสรุปผลและการรายงานผล

สภาพปัจจุบัน กศน.ตำบลขะเนจื้อ

สภาพแวดล้อมภายในองค์กร

จุดแข็ง

1. สถานที่ตั้ง กศน.ตำบลขะเนจื้อ มีอาคารที่มีความแข็งแรง

2. สถานที่ตั้ง กศน.ตำบล ตั้งอยู่ในที่ที่มีการคมนาคมไปมาสะดวก

3. การจัดองค์กร มีความชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติได้ คืองานแบ่งออกเป็นสามกลุ่มงานได้แก่ กลุ่มงานอำนวยการ กลุ่มงานการจัดการศึกษาศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และ กลุ่มงานประสานภาคีเครือข่าย

4. งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจาก กศน.อำเภอแม่ระมาด มีเพียงพอต่อการจัดกิจกรรม กศน.ให้กับกลุ่มเป้าหมาย

จุดอ่อน

1. ที่ตั้ง กศน.ตำบลไม่เป็นเอกเทศ อาศัยอาคารของเกษตรอำเภอหลังเก่าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหม่องวา ต้องอาศัยไฟฟ้า น้ำประปา ของศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ไม่สะดวกในการใช้ และการจัดกิจกรรมเรียนการสอน

2. งบประมาณที่ใช้ในการบริหาร กศน.ตำบล มีน้อยไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเกี่ยวกับ วัสดุสำนักงาน ค่าซ่อมแซมวัสดุครุภัณฑ์ ค่าถ่ายเอกสาร

3. บุคลากรมีน้อย คือมีครู กศน.ที่เป็นพนักงานราชการทำหน้าที่หัวหน้า กศน.ตำบลจำนวน 1 คน ซึ่งต้องทำงานหลายด้านทั้ง เช่นการจัดการเรียนการสอน การบริหาร การประสานงานภาคีเครือข่าย ส่งผลการทำงานมีประสิทธิภาพน้อย

4. การจัดทำเอกสารหลักสูตร หลักสูตรรายวิชาเลือกและหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องยังไม่เป็นมาตรฐาน

5. ขาดสื่อเทคโนโลยีและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้แก่ หนังสือเรียน สื่อสิ่งพิมพ์ วีดีโอ คอมพิวเตอร์ จานดาวเทียม ทำให้การจัดการเรียนสอนมีประสิทธิภาพน้อย

สภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร

โอกาส

1. นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการเรียนฟรี 15 ปี ทำไห้ประชาชนมีความตื่นตัวเห็นความสำคัญของการศึกษาและสมัครเข้าเรียน กศน.เพิ่มขึ้น

2. ประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางถึงค่อนข้างดีทำให้กลุ่มเป้าหมายในชุมชนมีความพร้อมที่จะเรียน กศน.

3. การคมนาคมภายในชุมชนมีความสะดวก เนื่องจากถนนมีสภาพดี

4. บริการ สาธารณูปโภค เช่น น้ำ ไฟฟ้า มีเพียงพอกับความต้องการของชุมชน

5. มีกลุ่มวิสาหกิจในชุมชน ทำให้มีระบบเศรษฐกิจชุมชน

6. กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ให้การสนับสนุนส่งเสริม การจัดการศึกษา กศน.ตำบล

7. ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้การสนับสนุน การจัดกิจกรรม กศน.เช่น โรงเรียน อบต. วัด

8. มีแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน

จุดอ่อน

1. บางหมู่บ้านการคมนาคมไม่สะดวกในฤดูฝน ได้แก่ บ้านนุบอ บ้านตุเบ บ้านนุลา บ้านกิ่งหม่องวา

*****************************************

แผนพัฒนา กศน.ตำบล ตอนที่ 2

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
1 สิงหาคม 2554

 

การพัฒนาการจัดการศึกษา ปี 2554 – 2556

ปรัชญา

ความรู้ คู่คุณธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง

วิสัยทัศน์

กศน.ตำบลขะเนจื้อ จัดและส่งการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้กับประชาชนในชุมชนทุกคน ได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายในปี 2556

พันธกิจ

1. จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
2. ส่งเสริม สนับสนุนประสานงานภาคีเครือข่าย เพื่อจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
3. จัด ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น
4. พัฒนาหลักสูตร สื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้
5. พัฒนาครู กศน.ตำบล และภาคีเครือข่าย
6. ระดมทรัพยากรเพื่อใช้ในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
7. ดำเนินการประกันคุณภาพภายในให้สอดคล้องกับระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
8. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

เป้าหมาย

1. เป้าหมายด้านการยกระดับการศึกษาและการขยายโอกาสทางการศึกษา

เป็นการยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชากร วัยแรงงาน และการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายที่มีความประสงค์จะได้รับการศึกษาโดยกำหนดเป้าหมายไว้ดังนี้

1.1 ประชากรวัยแรงงาน อายุ 15 – 59 ปี จำนวน 420 คน ได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการ และความจำเป็น ได้แก่

1.1.1 ประชากรวัยแรงงาน อายุ 15 – 39 ปี จำนวน 38 คน ได้รับการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

1.1.2 ประชากรวัยแรงงาน อายุ 40 – 59 ปี จำนวน 1,568 คน ได้รับบริการการศึกษาต่อเนื่อง ได้แก่ การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนและการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย

1.2 ประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน 68 คน ได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต และการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน และได้รับบริการการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย

2. เป้าหมายด้านการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนในชุมชนให้มีวิธี คิดและดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 600 คน จาก 3 หมู่บ้าน ดำรงชีวิตบนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2.1 มีหมู่บ้านต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบหมู่บ้าน “แม่ระมาดน้อย” ที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างน้อย 1 แห่งในตำบลขะเนจื้อ

3. เป้าหมายด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

3.1 พัฒนาคุณภาพการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานนอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกระดับ โดยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 จากฐานปีการศึกษา 2553 ได้แก่ สาระความรู้พื้นฐาน วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

3.2 ลดอัตราการออกกลางคันของผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เฉลี่ยร้อยละ 5 ในทุกระดับ

3.3 ผู้เรียนหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง แต่ละหลักสูตรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์การประเมินตามวัตถุประสงค์การเรียนของหลักสูตร

3.4 ผู้เรียน / ผู้รับบริการ กิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย แต่ละกิจกรรม ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมที่เข้าร่วม

กลยุทธ์การดำเนินงาน

กลยุทธ์ที่ 1 การศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ตัวชี้วัด

– มีฐานข้อมูลความต้องการการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายรายบุคคลและรายชุมชน
– มีระบบการให้บริการข่าวสารข้อมูล สารสนเทศแก่กลุ่มเป้าหมาย
– มีการจัดทำเวทีประชาคมหมู่บ้านเพื่อสำรวจความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย

แนวทางการดำเนินงาน

1. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

2. กำหนดหมู่บ้านและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนและชุมชน

3. มีฐานข้อมูลที่ระบุความต้องการในการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ดำเนินงาน

4. พัฒนาระบบให้บริการข่าวสารข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

กลยุทธ์ที่ 2 จัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน/ผู้รับบริการอย่างมีคุณภาพ

ตัวชี้วัด

– มีหลักสูตร/กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน

– จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

– จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

– มีระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน

– มีการวัดผลประเมินผลที่หลากหลายเหมาะสมกับ ผู้เรียน

แนวทางการดำเนินงาน

1. ประกันคุณภาพหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน / หลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง

2. จัดกระบวนการเรียนรู้ กศน. ได้แก่

2.1 การเรียนแบบพบกลุ่ม

2.2 การเรียนรู้ด้วยตนเอง

3.จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

3.1 กิจกรรมเรียนปรับพื้นฐาน

3.2 กิจกรรมพัฒนาวิชาการ

3.3 กิจกรรมพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)

3.4 กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย

3.5 จัดหาสื่อ และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้

4. จัดบริการแนะแนวและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน ด้านการเรียน การประกอบอาชีพ และด้านปัญหาส่วนตัว

5. การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย โดยมุ่งเน้นการประเมินความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียน

กลยุทธ์ที่ 3 จัดหาและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเรียนรู้

ตัวชี้วัด

1. กศน.ตำบลขะเนจื้อได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ในท้องถิ่น

2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

3. จัดการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านสถานีวิทยุชุมชน

4. จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

แนวทางการดำเนินงาน

1. พัฒนา กศน.ตำบลขะเนจื้อ ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างโอกาสการเรียนรู้ ของประชาชน

2. จัดทำทำเนียบแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

3. จัดการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านสถานีวิทยุชุมชน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์

4. จัดให้มีอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น จัดมุมหนังสือในชุมชน หนังสือสู่ประตูบ้าน

กลยุทธ์ที่ 4 แสวงหาภาคีเครือข่ายในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

ตัวชี้วัด

ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่ร่วมจัด กศน. กับ กศน.ตำบลขะเนจื้อ

แนวทางการดำเนินงาน

1. จัดทำทำเนียบภาคีเครือข่าย กศน.

2. สร้างความเข้าใจกับภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมจัด กิจกรรม กสน.

3. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำงาน ร่วมแก้ปัญหา และร่วมพัฒนา ปรับปรุง กิจกรรม กศน. ในพื้นที่และขยายผลการจัดกิจกรรม

4. ส่งเสริมให้มีการระดมการใช้ทรัพยากรร่วมกันกับภาคีเครือข่าย

กลยุทธ์ที่ 5 พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ

ตัวชี้วัด

1. บุคลากร กศน.ตำบลขะเนจื้อ ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงาน

2. มีระบบการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิผล

3. ผู้เรียน / ผู้รับบริการได้รับความสะดวกรวดเร็วและได้รับความพึงใจที่ได้มาใช้บริการ

แนวทางการดำเนินงาน

1. บุคลากรทุกคนได้รับการพัฒนาในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ อย่างน้อยปีละ 20 ชั่วโมง

2. เสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานให้แก่บุคลากรโดยใช้หลักธรรมาภิบาล พัฒนาระบบ การประสานงานที่ดีให้ มีประสิทธิภาพ

3. นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติงาน

 

แผนพัฒนา กศน.ตำบล ตอนที่ 3

แผนปฏิบัติการการพัฒนาการจัดการศึกษา กศน.ตำบลขะเนจื้อ ปี 2554 – 2556

ที่

รายการ

งบประมาณประจำปี

2554

2555

2556

1

การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

61,100

66,200

71,850

2

การจัดการศึกษานอกระบบต่อเนื่อง – การศึกษาส่งเสริมอาชีพ – การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต – การศึกษาพัฒนาสังคมชุมชน

75,000

75,000

75,000

3

การจัดการศึกษาตามหลัก – ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

10,000

10,000

10,000

4

การศึกษาตามอัธยาศัย – การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน – การจัดมุมหนังสือในหมู่บ้าน – การจัดหนังสือสู่ประตูบ้าน

20,000

20,000

20,000

5

การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน – กิจกรรมเรียนปรับพื้นฐาน – กิจกรรมพัฒนาวิชาการ – กิจกรรมพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ(ICT) – กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย – จัดหาสื่อ และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้

199,760

199,760

199,760

6

การพัฒนาบุคลากร – ครู กศน. – อาสาสมัคร กศน. – อาสาสมัคส่งเสริมการอ่าน – ภาคีเครือข่าย

36,675

36,675

36,675

     
     

7

การจัดทำทำเนียบแหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

2,000

2,000

2,000

8

การจัดทำทำเนียบภาคีเครือข่าย

2,000

2,000

2,000

9

พัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551

3,000

3,000

3,000

10

พัฒนาหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง – การศึกษาอาชีพ – การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต – การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมชุมชน

3,000

3,000

3,000

11

พัฒนาคู่มือครูใน จัดการศึกษารายวิชา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551

5,000

5,000

5,000

  รวม

417,535

422,635

428,285

หมายเหตุ งบประมาณในการปรับพื้นฐานวิชา(ข้อ 5) การขึ้นอยู่กับจำนวนนักศึกษาที่คาดว่าจะจบของแต่ละภาคเรียน

———————————————————————————————