คลังเก็บ

การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
7 เมษายน 2554

 ตอนที่ 3 เทคนิคการจัดการการเรียนรู้

1. การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed Learning)

     เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนแต่ละคนมีความคิดริเริ่มด้วยตนเอง ผู้เรียนจะทำการวิเคราะห์ความต้องการที่จะเรียนรู้ของตน กำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ แยกแยะแจกแจงข้อมูลในการเรียนรู้ ทั้งที่เป็นคนและอุปกรณ์ คัดเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม และประเมินผลการเรียนรู้นั้น ๆ การเรียนรู้ด้วยตนเองจึงเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มจากตนเอง แล้ววางแผนการเรียนด้วยตนเองจนจบ กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และการพัฒนาทักษะ ด้วยตนเอง โดยได้รับความช่วยเหลือแนะนำ และสนับสนุนจากผู้อื่น

1.1 สมมุติฐานในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

  Knowls M.S (1975, อ้างถึงใน สมคิด อิสระวัฒน์, 2543) เป็นผู้ที่นำการเรียนการสอนด้วยตนเองมาใช้กับชั้นเรียนของผู้ใหญ่ และได้เขียนสมมุติฐานในการจัดการสอนสำหรับผู้ใหญ่ไว้ดังนี้

1) ความจำเป็นในการเรียนรู้ ผู้ใหญ่จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าทำไมเขาจึงต้องเรียนบางสิ่งบางอย่างก่อนที่จะลงลึกเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ
2) ความคิดเกี่ยวกับตัวเอง ผู้ใหญ่จำเป็นต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจของเขาเองและต้องการที่จะได้รับการปฏิบัติว่าเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
3) ประสบการณ์ของผู้เรียน ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากมายในชีวิตซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้
4) ความพร้อมในการเรียนรู้ผู้ใหญ่มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เขาต้องการ  เพื่อที่จะนำไปใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5) การเรียนรู้ ผู้ใหญ่จำเป็นต้องได้รับการเสริมแรงในกระบวนการเรียนรู้  เพื่อที่จะสามารถเอาชนะต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตได้

การเรียนรู้ด้วยตนเองสอดคล้องกับการเรียน การสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะเป็นวิธีการที่ตอบสนองความต้องการ ความสนใจ ความถนัด และประสบการณ์

1.2 ขั้นตอนของการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ขั้นตอนที่สำคัญ ๆ ของการเรียนรู้ด้วยเอง คือ

1) วิเคราะห์และการกำหนดความต้องการในการเรียนรู้
2) กำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้
3) กำหนดแหล่งวิทยาการเพื่อการเรียนรู้
4) เลือกวิธีการเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้
5) รวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์สร้างองค์ความรู้
6) ประเมินผลการเรียนรู้

1.3 การดำเนินการเรียนรู้

1) วิเคราะห์และการกำหนดความต้องการในการเรียนรู้

ผู้เรียนศึกษาโครงสร้างของรายวิชาที่จะเรียนว่ามีประเด็น หรือเรื่องใดบ้างที่ตนสนใจที่จะเรียนรู้ หรือพิจารณาปัจจัยเงื่อนไข ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ประเมินความเป็นไปได้ที่จะศึกษาเรื่องนั้น และตัดสินใจกำหนดเรื่องที่จะศึกษา

2) กำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้

ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายและสร้างความชัดเจนว่าต้องเรียนรู้เรื่องนั้นไปเพื่ออะไร แล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง การกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ชัดเจนจะช่วยให้ผู้เรียนมีเป้าหมายและทิศทางในการเรียนรู้ชัดเจนขึ้น

3) กำหนดแหล่งวิทยาการเพื่อการเรียนรู้

ผู้เรียนวางแผน และกำหนดแหล่งวิทยาการเพื่อการศึกษารวบรวมข้อมูลว่าเรื่องใดจะศึกษาจากแหล่งวิทยาการใด แหล่งวิทยาการอาจเป็นบุคคล ผู้รู้ ห้องสมุด ศูนย์การเรียนต่าง ๆ ตลอดจนศึกษาค้นคว้าทางสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ

4) เลือกวิธีการเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้

เมื่อผู้เรียนกำหนดแหล่งวิทยาการได้แล้ว ก็ต้องเลือกวิธีการเรียนหรือกิจกรรมที่จะไปศึกษาหาความรู้ไว้ด้วย อาจใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้ชำนาญ เข้าไปฝึกปฏิบัติ เข้าร่วมกิจกรรม เข้ารับการอบรม

5) รวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์สร้างองค์ความรู้

เมื่อผู้เรียนเข้าไปศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งวิทยาการใดก็ต้องทำการจดบันทึกอย่างเป็นระบบและละเอียด จากนั้นก็นำมาจัดหมวดหมู่ อาจต้องเรียบเรียงข้อมูลใหม่ เขียนให้กระชับ ชัดเจน อาจวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างข้อสรุปในองค์ความรู้นั้น ข้อมูลความรู้ดังกล่าวผู้เรียนสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอกับผู้เรียนคนอื่น ๆ ด้วย

6) ประเมินผลการเรียนรู้

ผู้เรียนควรพิจารณาทบทวนว่า เมื่อผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยตนเองเช่นนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ขั้นตอนนี้ครูผู้สอนอาจเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนในรายวิชานั้น ๆ ด้วย

โดยสรุปการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนำมาใช้กับการศึกษานอกระบบได้ เพราะตอบสนองความสนใจ และความต้องการในการเรียนรู้ เสริมสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ และสามารถขยายขอบข่ายการเรียนรู้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

2. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning)

   การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เป็นการจัดกิจกรรมเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมเพื่อเกิดการเรียนรู้ ในสิ่งที่อยากรู้ เกิดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา โดยใช้การระดมพลังสมอง และใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การทำเวทีประชาคม การอภิปราย การแสดงบทบาทสมมุติ เป็นการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญต่อผู้เรียน โดยผู้เรียน เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้กับผู้สอนทุกขั้นตอน

   การใช้วิธีการเรียนรู้จากผู้สอน ซึ่งเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลักไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ที่เป็นจริง

2.1 กระบวนการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

1) เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างมีความสุข สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนโดยได้เรียนในสิ่งที่ตนชอบ สนใจและถนัด เมื่อผู้เรียนประสบผลเร็จจะเกิดความภาคภูมิใจ และเกิดกำลังใจในการที่จะก้าวหน้าต่อไปข้างหน้า เพื่อคิดสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
2) ต้องให้ผู้เรียนได้ค้นพบความสามารถของตนเอง เป็นการเน้นผู้เรียนได้เรียนโดยปฏิบัติจริง ถ้าปฏิบัติได้สำเร็จก็เกิดความภูมิใจในตนเอง และการที่ผู้เรียนค้นพบความสามารถของตนเองทำให้รู้จักตนเองมากขึ้น
3) เน้นให้ผู้เรียนเรียนสิ่งที่ที่มีความหมายต่อตนเอง โดยความรู้ต้องสัมพันธ์กับธรรมชาติ วิถีชีวิตของแต่ละคนในแต่ละชุมชน การเรียนสิ่งที่มีความหมายเป็นการตอบสนองความสนใจความต้องการ/ปัญหาของผู้เรียน
4) มีกิจกรรมและสื่อที่หลากหลายประกอบการเรียนรู้
5) มีการประเมินผลการเรียนรู้ทุกขั้นตอน

2.2 องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีอยู่ 4 ประการ คือ

1) ประสบการณ์ (Experience) เป็นขั้นตอนที่ผู้สอน/วิทยากรช่วยกระตุ้น ให้ผู้เรียนนำประสบการณ์เดิมของตนมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้
2) การสะท้อนความคิดและอภิปราย (Reflection and Discussion) เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนจัดกิจกรรมและเสริมสร้างบรรยากาศเพื่อให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายกลุ่มเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
3) สรุปความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด (Understanding and Conception) เป็นขั้นตอนการสร้างความเข้าใจของผู้เรียนเอง และนำไปสู่การเกิดความคิดรวบยอด
4) การทดลองหรือประยุกต์แนวคิด (Experiment) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนนำผลการเรียนรู้จากข้อ 3 ไปประยุกต์ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน, 2541: 20)

2.3 ลักษณะของการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วม

     ผู้เรียนมีการเรียนเป็นกลุ่ม ใช้คำถามและเทคนิคต่าง ๆ เป็นสื่อให้คิด ให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมและเสริมสร้างผลงานของตนเอง และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง นอกจากนี้ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดความอยากรู้ อยากเรียน อยากปฏิบัติ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

1) ผู้สอนและผู้เรียนทำกิจกรรมร่วมกัน
2) ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
3) ผู้เรียนเรียนรู้ โดย ลงมือปฏิบัติจริง ในการศึกษา ค้นคว้า อภิปรายทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น และกล้าแสดงออก
4) การประเมินผลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ต้องประเมิน 2 ทาง คือ ผู้อื่นประเมินและผู้เรียนประเมินตนเองเนื้อหาที่จะประเมินตัวเองเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สามารถนำไปประยุกต์และบูรณาการได้ และนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนครั้งต่อไป

3. การเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Learning)

ความหมาย การเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึง การเชื่อมโยงเนื้อหาของวิชาต่าง ๆ เข้าไปด้วยกันในการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

3.1 ความสำคัญของการบูรณาการ

1) สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง และการดำเนินชีวิตประจำวันไม่ได้จำกัดว่าเกี่ยวกับวิชาหนึ่งวิชาใดเฉพาะ
2) การแก้ปัญหาหรือตัดสินใจจำเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะจากหลายวิชาร่วมกัน
3) ช่วยให้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริงทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่เรียนมีประโยชน์   
4) ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวิชา และความสัมพันธ์ระหว่างวิชาต่าง ๆ กับชีวิตจริง
5) ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างความคิดรวบยอดในศาสตร์ต่าง ๆ เนื้อหาและกระบวนการที่เรียนในวิชาหนึ่งอาจช่วยให้เข้าใจวิชาอื่นดีขึ้นได้
6) ขจัดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาต่าง ๆ ในหลักสูตร
7) สนองความสามารถของผู้เรียน ซึ่งมีหลายด้านและสนองความสามารถในการแสดงออกและอารมณ์
8) สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างความรู้

3.2 ประเภทของการสอนแบบบูรณาการ

1) การบูรณาการภายในวิชา เป็นการนำเนื้อหาวิชาหลัก 1 วิชา สอนและสอดแทรกเนื้อหาของวิชาอื่นที่ใกล้เคียง
2) บูรณาการระหว่างวิชา เป็นการแยกแต่ละวิชาโดยกำหนดหัวข้อเรื่อง ความคิดรวบยอด

3.3 แนวทางการจัดบทเรียน

1) มีการกำหนดหัวเรื่องที่เชื่อมโยงความคิดรวบยอด
2) มีการวางแผนการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและลงมือปฏิบัติ

3.4 รูปแบบการสอนแบบบูรณาการ

1) แบบสอดแทรก (Infusion) เป็นการสอดแทรกเนื้อหาโดยผู้สอนคนเดียว กล่าวคือ ครูผู้สอนจะสอนในวิชาที่ตนรับผิดชอบ และสอดแทรกเนื้อหน้าของวิชาอื่น เข้าไปในการสอนของตนเอง
2) แบบคู่ขนาน (Parallel) เป็นการสอนแบบคู่ขนาน โดยใช้ครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนวิชาต่างกันแต่ครูทั้งสองคน ต้องมาวางแผนการสอนร่วมกัน โดยมีการกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และปัญหาเดียวกัน
3) แบบสหวิทยาการ (Multi disciplinary) แบบนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับการสอนแบบขนาน แต่มีการมอบหมายงานหรือโครงงาน (Project) ร่วมกัน ซึ่งเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน วางแผนแบ่งเป็นโครงการ
4) แบบเป็นคณะหรือข้ามวิชา (Trans disciplinary) ในการสอนเป็นคณะแบบนี้ ครูที่สอนวิชาต่าง ๆ จะร่วมกันสอนเป็นทีมร่วมกันวางแผนปรึกษาหารือ กำหนด หัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และปัญหาร่วมกันสอน

3.5 องค์ประกอบที่มีผลต่อการบูรณาการ

1) การบูรณาการ ต้องเริ่มตั้งแต่บูรณาการหลักสูตร โดยวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของผู้เรียน เป็นการจัดทำหลักสูตรบูรณาการ ที่ต้องระดมสมองในการคิดเชิงวิชาการ
2) การบูรณาการเนื้อหาวิชา สถานศึกษาจะต้องมีการวิเคราะห์ วางแผนการสอนการทำงานร่วมกันจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งจาก ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถจึงจะประสบความสำเร็จ
3) วัดผล ประเมินผล สอดคล้องกับการบูรณาการ โดยพิจารณาจากการให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน ซึ่งเกณฑ์การวัดผลประเมินผลนี้ต้องแตกต่างไปจากการวัดผลประเมินผลจากปกติ

3.6 จุดอ่อนของการบูรการ

1) ขาดการวิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา และความต้องการของผู้เรียน
2) บุคลากรในการสอนบูรณาการ ขาดความรู้ความสามารถในการบูรณาการ
3) การสอนบูรณาการในระดับชั้นมัธยมศึกษา หรือสูงขึ้น ต้องใช้ผู้สอนหลายคน ทำในลักษณะกระบวนการกลุ่ม เพื่อวางแผนร่วมกันเป็นไปด้วยความยากลำบาก
4) การวัดผล ประเมินผล ทำได้ยาก ส่วนใหญ่มุ่งวัดเนื้อหา แต่ไม่มีการประเมินผลกระบวนการ
5) สำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ เช่น คณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ต้องจัดสอนแยกเฉพาะเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสกัดกั้นความสามารถพิเศษ

4. การเรียนรู้แบบโครงงาน

4.1  ความสำคัญ

การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ หรือการค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่ผู้เรียนต้องการรู้หรือมีความสงสัยด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นวิธีเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาตามความสนใจของตนเองหรือของกลุ่ม

การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบนำมาผสมผสานกัน เช่น กระบวนการกลุ่ม การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การวิจัย ทั้งนี้มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สนใจ โดยใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะต้องลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ให้ได้ความรู้ที่สมบูรณ์

จากความสำคัญของการเรียนรู้แบบโครงการดังกล่าว การจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้การเรียนวิชาเลือกในแต่ละระดับ สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการทำโครงงาน จำนวนอย่างน้อย 3 หน่วยกิต(สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,2553:17)

4.2 แนวคิด

        การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงตามหลักพัฒนาการคิดของบลูม(Bloom) ทั้ง 6 ขั้น คือ ความรู้ความจำ(Knowledge) ความเข้าใจ(Conprehension) การนำไปใช้(Application) การวิเคราะห์(Analysis) การสังเคราะห์(Synthesis) และการประเมินค่า (Evaluation)  นอกจากนั้นยังเป็นการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญต่อผู้เรียนทุกขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่การวางแผนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ผลผลิต และการประเมินผลงาน โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้            

4.3 ความหมายของโครงงาน 

           โครงงาน หมายถึง แผนงานและกิจกรรมที่มีการกำหนดรูปแบบการทำงานอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถผลิตชิ้นงานหรือผลงานที่สัมพันธ์กับหลักสูตรและนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้

4.4 ประเภทของโครงงาน

โครงงานแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 

1) ประเภทศึกษาทดลอง เป็นการศึกษาเปรียบเทียบทดลองหรือพิสูจน์ความจริงตามหลักวิชาการอย่างเป็นเหตุเป็นผลเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงในสิ่งที่ต้องการรู้
2) ประเภทสำรวจข้อมูล เป็นการสำรวจรวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลนั้น ๆ มาจำแนกเป็นหมวดหมู่และนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนหรือพัฒนางานหรือปรับปรุงงาน
3) ประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นการผลิตชิ้นงานใหม่และศึกษาคุณภาพ ประสิทธิภาพ ประโยชน์และคุณค่าของชิ้นงานนั้น ๆ
4) ประเภทพัฒนาผลงาน เป็นการค้นคว้าหรือพัฒนาชิ้นงานให้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

4.5 ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบโครงงาน

ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบโครงงานมิได้อยู่ที่ผลผลิตหรือชิ้นงานที่ได้จากการทำโครงงาน แต่ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับคือกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้า ทดลองและสรุปผลการเรียนรู้หรือสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้แบบโครงงาน ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ดังนี้

1) ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตามความถนัดและความสนใจ
2) ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทำงานด้วยตนเองหรือร่วมฝึกทักษะเป็นกลุ่ม
3) ผู้เรียนมีการทำงานเป็นระบบ
4) ผู้เรียนมีโอกาสในการพัฒนาความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์
5) ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และแก้ปัญหาจากการทำงาน
6) ผลงานหรือชิ้นงานสามารถนำไปสู่การประเมินความรู้ ความสามารถของผู้เรียนตามสภาพจริงได้

4.6 กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานมี 3 ขั้นตอน การเลือกโครงงาน การจัดทำโครงงาน และการเขียนรายงานโครงงาน

ขั้นตอนที่ 1  การเลือกโครงการ

เป็นขั้นที่มีความสำคัญมาก ครูและผู้เรียนร่วมกันศึกษา สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ของรายวิชาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพปัญหาของชุมชน ความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน นำมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจเลือกโครงงานและกำหนดหัวข้อโครงงาน

ขั้นตอนที่ 2 การจัดทำโครงงาน เมื่อผู้เรียนเลือกโครงงานได้แล้ว ต่อไปเป็นขั้นตอนการจัดทำโครงงาน ซึ่งประกอบด้วย การเขียนโครงงาน การขออนุมัติโครงงาน และลงมือปฏิบัติงาน

2.1 การเขียนโครงงาน  

1) ชื่อโครงงาน ควรเขียนสั้น ๆ กระชับ ชัดเจน และสามารถสื่อความหมายได้ว่า ทำอะไร เช่น “โครงงานการทำโคมไฟจากไม้ไผ่”
2) หลักการและเหตุผล หรือความสำคัญของโครงงาน ควรเขียนสภาพและความต้องการของตนเองและชุมชน ปัญหาที่เกิด วิธีการแก้ปัญหา สภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้น และประโยชน์ที่จะได้รับ
3) วัตถุประสงค์ ควรเขียนแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเขียนวัตถุประสงค์ ถ้ามีหลายวัตถุประสงค์ ควรเขียนเป็นข้อ ๆ เรียงตามลำดับความสำคัญ
4) เป้าหมาย ควรระบุให้ชัดเจนว่าผลงานที่ได้ คืออะไร มีปริมาณเท่าใดและคุณภาพเป็นอย่างไร
5) วิธีดำเนินงาน เขียนเป็นรายละเอียดขั้นตอนของการทำงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงงาน โดยเขียนเป็นแผนปฏิบัติงาน ประกอบด้วย หัวข้อ กิจกรรม ระยะเวลา สถานที่  ทรัพยากร/ปัจจัย
6) ระยะเวลา กำหนดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดดำเนินโครงงาน
7) งบประมาณ จัดทำรายละเอียด รายจ่ายที่จะต้องใช้ในการทำโครงงานทั้งหมด ซึ่งเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับ ค่าวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้ เป็นต้น
8) การติดตามและประเมินผล  ต้องมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงงานทุกระยะ คือก่อนดำเนินการโครงงาน ระหว่างดำเนินการโครงงาน และหลังดำเนินการโครงงาน เพื่อดูแลและควบคุมการทำโครงงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จะต้องเขียนระบุถึงวิธีการ เครื่องมือ ระยะเวลา  ในการติดตามและประเมินผล
9)  ผลที่คาดว่าจะได้รับ ให้ระบุถึงผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นโครงงานเป็นทั้งผลที่ได้รับโดยตรงและผลพลอยได้หรือผลกระทบจากโครงงานที่เป็นผลในด้านดีที่คาดว่าจะได้รับนั้นจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
10) ผู้รับผิดชอบโครงงาน ระบุผู้เรียนที่เป็นเจ้าของโครงงานอาจเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
11) ที่ปรึกษา ที่ปรึกษาในการทำโครงงานของผู้เรียน อาจเป็นครูผู้สอน วิทยากรสอนเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งผู้เรียนจะต้องประสานงานกับผู้ที่จะมาเป็นที่ปรึกษาก่อนที่จะนำชื่อมาเขียนไว้ในโครงงาน

2.2) การขออนุมัติโครงงาน ผู้เรียนต้องเขียนโครงงานและแผนปฏิบัติงานเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม กรณีเป็นกลุ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่มต้องเหมาะสมกับขนาดของโครงงาน เสนอต่อผู้สอนเพื่อให้ความเห็นชอบเบื้องต้น แล้วเสนอต่อหัวหน้าสถานศึกษาเพื่ออนุมัติ

2.3) ปฏิบัติงาน เมื่อผู้เรียนได้รับอนุมัติให้ทำโครงงานแล้ว ให้ปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนดไว้จนสำเร็จได้ผลงาน/ชิ้นงานตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ในระหว่างปฏิบัติงานผู้เรียนจะต้องบันทึกผลการปฏิบัติงานเป็นระยะ ๆ เพื่อรายงานความก้าวหน้าของโครงงานต่อผู้สอนตามข้อตกลงระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และครูผู้สอนจะต้องลงลายมือชื่อและให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะไว้เป็นหลักฐาน ในแบบบันทึกผลการปฏิบัติงานโครงงาน

                                                  แบบบันทึกผลการปฏิบัติงานโครงงาน…………………

ที่          กิจกรรม ผลการปฏิบัติงาน ปัญหา/อุปสรรค      และการแก้ไข   ครูรับทราบ วัน/เดือน/ปี ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของครู
           
           
           
           

ขั้นตอนที่ 3  การเขียนรายงานโครงงาน

การเขียนรายงานโครงงานมีองค์ประกอบ ดังนี้

1)  ส่วนนำ ประกอบด้วย ปก คำนำ และสารบัญ
2)  ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย

              2.1) หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงงาน

              2.2) วิธีดำเนินงาน

                        ตอนที่ 1 การเตรียมการ

                                 – การศึกษาค้นคว้า จากเอกสาร แบบเรียน ตำรา แหล่ง     เรียนรู้  การสำรวจชุมชน และผู้รู้ ฯลฯ

                                 -การเตรียมวัสดุอุปกรณ์

                                 – บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน รายละเอียดเกี่ยวกับ จำนวนผู้ปฏิบัติงาน ความรู้ความสามารถ การแบ่งบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ

                       ตอนที่ 2 การดำเนินงานได้แก่ขั้นตอนการทำโครงงานแต่ละขั้นตอน และวิธีการตรวจสอบความถูกต้อง

                       ตอนที่ 3 งบประมาณ แสดงค่าใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรม และค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของโครงงาน

                      ตอนที่ 4 ผลการดำเนินงาน เขียนสรุปว่าผลงาน/ชิ้นงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายหรือไม่ พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นต่อผลงานหรือชิ้นงาน รวมทั้งข้อเสนอแนะต่อผู้ที่ต้องการทำโครงงานลักษณะนี้ต่อไป

3) ภาคผนวก

    – โครงงาน

4.7 การประเมินโครงงาน

แนวทางการประเมินโครงงานโดยกำหนดกรอบในการประเมินแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 เอกสารโครงงาน
ส่วนที่ 2 กระบวนการทำงาน
ส่วนที่ 3 ผลงาน/ชิ้นงานและเอกสารรายงานโครงงาน

มีรายละเอียดดังนี้

        รายการประเมิน  คะแนนเต็ม(ร้อยละ)
 ส่วนที่ 1 เอกสารโครงงาน ประเมินความชัดเจน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในประเด็นต่อไปนี้

-หลักการและเหตุผล
-วัตถุประสงค์
-เป้าหมาย
-แผนปฏิบัติการโครงงาน
-การติดตามและประเมินผล
-ผลที่คาดว่าจะได้รับ

       20%
ส่วนที่ 2 กระบวนการทำงานประเมินความเหมาะสมและประสิทธิภาพ ในประเด็นต่อไปนี้

-การดำเนินกิจกรรม
-การมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่ม(กรณีเป็นงานกลุ่ม)
-การนำเสนอความก้าวหน้า
-การติดตามและประเมินผล

      40%
ส่วนที่ 3 ผลงาน/ชิ้นงานและเอกสารรายงานโครงงาน มีประเด็นในการประเมิน ดังนี้ 

1.ผลงาน/ชิ้นงาน 
– เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
 – ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
– คุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน
– ประโยชน์

2. เอกสารรายงานโครงงาน
– ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ
– ความถูกต้องตามหลักวิชาการ
-การพิมพ์และการจัดทำรูปเล่ม

       40%

 

เอกสารอ้างอิง

          1. กองพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน,(2541).คู่มือการจัดทำโครงงาน หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2530.กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

         2. กองพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน,(2543).แนวทางการจัดการเรียนรู้การศึกษานอกระบบ:ผู้เรียนสำคัญที่สุด.กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

         3. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2553).แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ:รังสีการพิมพ์.

อ้างอิงบทความนี้ อัญชลี ธรรมะวิธีกุล: การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551  ตอนที่ 3 เทคนิคการจัดการการเรียนรู้ https://panchalee.wordpress.com/2011/04/07/learning-management-2/

***************************

เรื่อง การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตอนที่ 2 : การจัดการเรียนรู้

 

อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
31 มีนาคม 2554

      การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ตามปรัชญา คิดเป็น และยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ผู้เรียนแต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านวัย วุฒิภาวะ ความถนัด ความสนใจ วิธีการเรียนรู้ ตลอดจนมีการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้จึงต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเอง ตามธรรมชาติ เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ และเรียนรู้อย่างมีความสุข

1.  ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การแนะแนว

       การแนะแนวเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญ สถานศึกษาต้องจัดบริการแนะแนว เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพราะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายควรจะได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับ วิธีเรียน กศน. ซึ่งมีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกเรียนได้ และจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจบหลักสูตรการศึกษา การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ การเทียบโอนผลการเรียน ที่ผู้เรียนสามารถนำผลการเรียน หรือนำประสบการณ์ มาขอเทียบโอนความรู้ตามหลักสูตรฯ และเรียนเพิ่มเติมบางสาระที่ไม่สามารถเทียบโอนได้  สถานศึกษาจะต้องจัดบริการแนะแนวให้กับกลุ่มเป้าหมายได้เข้าใจแต่เริ่มต้น เพื่อเขาจะได้ตัดสินใจเลือกเรียนได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของตนเอง

ขั้นตอนที่ 2 การรับสมัครผู้เรียน และการตรวจสอบหลักฐานการศึกษา

       การรับสมัครผู้เรียน และการตรวจสอบหลักฐานการศึกษา สถานศึกษาจะต้องตรวจสอบหลักฐานการสมัครให้ถูกต้องครบถ้วน เช่น การกรอกใบสมัครเป็นนักศึกษา กศน. วุฒิการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้านผู้สมัครที่มีชื่อบิดามารดา บัตรประจำตัวประชาชน ใบเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล หรือใบทะเบียนสมรส ใบหย่า รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมแว่นตาดำและไม่สวมหมวก เป็นต้น เมื่อตรวจสอบหลักฐานและใบสมัครเป็นนักศึกษา กศน. ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้กรอกใบลงทะเบียนเรียน การลงทะเบียนเรียนนั้น นักศึกษาต้องยื่นขอลงทะเบียนเรียนตามสาระรายวิชาที่สถานศึกษาเปิดสอนและตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดให้ลงทะเบียนได้ตามวันเวลาที่กำหนด

ระดับประถมศึกษา ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละ 12 – 14 หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละ 14 – 16 หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละ 18 – 20 หน่วยกิต

     ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษาที่เปิดให้ลงทะเบียน    

ขั้นตอนที่ 3 การปฐมนิเทศ และการวางแผนการเรียน

    การปฐมนิเทศและการวางแผนการเรียน เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากสำหรับผู้เรียน สถานศึกษาต้องชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจเกี่ยวกับวิธีเรียน กศน. การวัดผลและประเมินผล ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนได้เลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม ตามความต้องการ สอดคล้องกับวิถีชีวิต และการทำงานของผู้เรียน เช่น การเรียนแบบพบกลุ่ม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบทางไกล การเรียนรู้แบบชั้นเรียน และการเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ ซึ่งการเรียนรู้ตามรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าว ในแต่ละรายวิชาผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรืออาจเลือกการเรียนหลาย ๆ รูปแบบ ได้ตามความต้องการและความเหมาะสมของผู้เรียน ที่ผู้เรียนคิดว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษา  สถานศึกษาจะต้องชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจถึงวิธีการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าว

ขั้นตอนที่ 4 การวัดและประเมินผล

    การวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำผลการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรฯหรือนำไปใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน โดยตรง และนำไปปรับปรุงแก้ไขการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นรวมทั้งการนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินความสำเร็จทางการศึกษาของผู้เรียน การวัดผลและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 2 ลักษณะ ดังนี้

1.    การวัดและประเมินผลการเรียน

     1.1 การวัดและประเมินผลการเรียนรายวิชา
     1.2 การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
     1.3 การประเมินคุณธรรม

2. การประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ

   สถานศึกษาต้องจัดทำระเบียบการประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา รวมทั้งจัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสถานศึกษาให้ชัดเจนเพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติร่วมกันและเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

2.  วิธีเรียน กศน.

การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ยึดหลักการ ดังนี้

1) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
2) พระราชบัญญัติการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พุทธศักราช 2551
3) หลักปรัชญา คิดเป็น

    วิธีเรียน กศน. เป็นวิธีเรียนที่ผู้เรียน ต้องฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ในสถานการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระในแต่ละรายวิชา รวมทั้งการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามสภาพความพร้อมพร้อมและความต้องการของผู้เรียนโดยมีครูเป็นผู้ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร พร้อมทั้งมีการให้บริการแนะแนวหรือระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ด้วยการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ แนะนำและร่วมกับผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาให้กับผู้เรียน ซึ่งวิธีการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังที่กล่าวมาแล้วเรียกว่า วิธีเรียน กศน. ซึ่งสามารถจัดการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ โดยพิจารณาจากปัจจัย ดังต่อไปนี้

1. ความพร้อม ความสนใจ และศักยภาพของผู้เรียน
2. ความพร้อมในการบริหารจัดการของสถานศึกษา
3. ความพร้อมและศักยภาพของครูผู้สอน
4. ความยากง่ายของเนื้อหารายวิชา

วิธีเรียน กศน. ตามตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่เหมาะสมกับผู้เรียน เช่น การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบทางไกล การเรียนรู้แบบชั้นเรียน ซึ่งการเรียนรู้แต่ละรูปแบบมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

2.1 การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม 

      การเรียนรู้แบบพบกลุ่มเป็นการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดให้ผู้เรียนมาพบกันโดยมีครูเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาข้อสรุปร่วมกัน ทุกสัปดาห์ครูจะต้องจัดให้มีการพบกลุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง

หลักการในการจัดการเรียนรู้แบบพบกลุ่ม มีดังนี้

1) จัดพบกลุ่มในรายวิชาที่ยากปานกลาง
2) เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับครู
3) ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการศึกษาค้นคว้า เป็นรายบุคคล  เป็นกลุ่ม และการทำโครงงาน
4) จัดกระบวนกลุ่มที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และสอดแทรกกระบวนการ คิดเป็น ให้ผู้เรียนได้ฝึก คิดวิเคราะห์ในแต่ละรายวิชาที่เชื่อมโยงสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและอาจสอนเพิ่มเติมในบางเนื้อหาที่ผู้เรียนต้องการ
5) มีการทดสอบย่อย (QUIZ)
6) จัดพบกลุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง

วิธีดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบพบกลุ่ม มีดังนี้

1) การนำเสนอผลจากการศึกษาค้นคว้า ครูให้ผู้เรียนนำเสนอผลจากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองหรืองานกลุ่ม ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมายจากการพบกลุ่มสัปดาห์ที่ที่ผ่านมา ครูจะต้องทำหน้ากระตุ้นให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ครูและผู้เรียนสรุปองค์ความรู้ร่วมกัน
2) การจัดการเรียนการสอนตามสาระการเรียนรู้ ครูจัดการเรียนการสอนตามสาระการเรียนรู้ที่ได้วางแผนการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนไว้ โดยครูจัดกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมความรู้ในเนื้อหาสาระที่สำคัญ ที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจและต้องการจะเรียนรู้ โดยครูสอนเพิ่มเติมบางเนื้อหาที่ผู้เรียนต้องการ หรือจัดสอนเสริมนอกเหนือจากเวลาพบกลุ่ม ในเนื้อหาวิชาที่ยาก ที่ผู้เรียนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
3) การนำเสนอโครงงาน โดยให้ผู้เรียนนำเสนอความคิด และความก้าวหน้าในการทำโครงงานต่อกลุ่มใหญ่ เพื่อให้ผู้เรียนคนอื่นและครูช่วยกันวิเคราะห์ ซักถาม ให้ข้อเสนอแนะ คำแนะนำ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นการต่อยอดหรือพัฒนาความคิดและนำไปสู่การพัฒนาโครงงานในสัปดาห์ต่อไป การนำเสนอโครงงานดังกล่าวจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่พบกลุ่มจนสิ้นสุดภาคเรียน
4) การสอบย่อย(QUIZ) เป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระ โดยครูและสถานศึกษาเป็นผู้จัดทำข้อสอบย่อย ในลักษณะ ถาม ตอบ (QUIZ) ให้ผู้เรียนตอบคำถามสั้น ๆ ในลักษณะสรุปความคิดรวบยอด ที่เป็นความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาในรายวิชานั้นๆ ของผู้เรียนเอง
5) การฝึกกระบวนการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ คิดเป็น ให้ผู้เรียนฝึกคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากสื่อ เช่น สถานการณ์ ข่าว นสพ. บทความ ที่เกี่ยวข้องกับ เนื้อหารายวิชาที่กำลังเรียน ครูจะทำหน้าที่เป็นผู้กระตุ้น เสริมแรง ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมให้ผู้เรียนทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันตลอดช่วงเวลาพบกลุ่ม โดยครูตั้งประเด็นคำถามปลายเปิดให้ผู้เรียนได้ร่วมคิด ร่วมอภิปรายเพื่อหาคำตอบ และพยายามเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนรู้จากรายวิชานั้นเข้าสู่วิถีชีวิตของผู้เรียนได้มองเห็นประโยชน์จากการพบกลุ่ม
6) ฝึกให้ผู้เรียนแสดงออก เพื่อให้สามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในชีวิตจริงได้ เช่น การนำเสนองานประกอบการใช้สื่อ การฝึกพูดในโอกาสต่าง ๆ การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง การฟังและจับประเด็นสำคัญ การพูดและการเขียนเพื่อสรุปใจความสำคัญ
7) การวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง คือการที่ครูและผู้เรียนร่วมกันกำหนดและนัดหมายการทำกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างสัปดาห์ รวมทั้งเรื่องที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง ตามแผนการเรียนรู้ที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้  และครูจะต้องกำหนดตัวผู้เรียนที่จะมานำเสนองานต่อกลุ่มในสัปดาห์ต่อไป และกำหนดการทำกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนคนอื่น ๆ ด้วย
8) การติดตามและช่วยเหลือผู้เรียน ครูติดตามช่วยเหลือผู้เรียน เพื่อให้คำแนะนำ คำปรึกษาในการเรียน ครูอาจใช้วิธี เพื่อนช่วยเพื่อน คือให้เพื่อน หรือกลุ่มเพื่อนของผู้เรียน คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำคำปรึกษาในการเรียน

2.2 การเรียนรู้ด้วยตนเอง

     การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนกำหนดแผนการเรียนรู้ของตนเองให้สอดคล้องกับรายวิชาที่ลงทะเบียน โดยระบุขั้นตอนการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นจนจบ และมีครูเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการศึกษาหาความรู้จากสื่อต่าง ๆและแหล่งการเรียนรู้

1)  ลักษณะของผู้เรียนที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง

1.1) สมัครใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ได้เกิดจากการบังคับ
1.2) ผู้เรียนเป็นแหล่งข้อมูล คือสามารถบอกได้ว่าตนเองจะเรียนเรื่องอะไร มีทักษะและข้อมูลอะไรบ้าง  สามารถกำหนดเป้าหมายได้ บอกวิธีการรวบรวมข้อมูลได้ บอกวิธีการประเมินผลการเรียนได้ รู้ถึงความสามารถของตนเอง ตัดสินใจได้ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และเป็นผู้เรียนรู้ที่ดี
1.3) รู้ วิธีการที่จะเรียน คือรู้ขั้นตอนในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ว่าจะต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างจึงจะทำให้เกิดการเรียนรู้
1.4) มีความคิดเชิงบวก มีแรงจูงใจ และสามารถเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อนหรือบุคคลอื่น
1.5) มีระบบการเรียน รู้จักประยุกต์การเรียน และสนุกกับการเรียน
1.6) มีการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและความสำเร็จ มีการประเมินผลเองและเข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง
1.7) มีความพยายามหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อหาคำตอบ รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้กับสถานการณ์จริง และหาโอกาสในการพัฒนา ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา
1.8) สามารถแสดงความคิดเห็นและ อภิปรายในกลุ่มเรียนอย่างสร้างสรรค์
1.9)  การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นสามารถเก็บข้อมูล และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการเรียน

2) วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง

2.1) การวิเคราะห์และกำหนดความต้องการ ผู้เรียนวิเคราะห์และกำหนดความต้องการในการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความต้องการและความสนใจเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ต้องการเรียน
2.2) การกำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ ผู้เรียนกำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ ที่มีความเป็นไปได้และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยศึกษาจุดมุ่งหมายของรายวิชา แล้วเขียนจุดมุ่งหมายในการเรียน และระบุพฤติกรรมที่คาดหวังหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่สามารถวัดได้
2.3) การวางแผนการเรียน ผู้เรียนกำหนดแนวทางในการเรียนของตนเอง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรายวิชา กำหนดเวลาเรียน คือกำหนดจำนวนชั่วโมง และจำนวนครั้ง ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำกิจกรรมกลุ่ม พบครูเพื่อขอคำปรึกษา แนะนำ สอนเสริม และกำหนดเวลาที่สิ้นสุดการเรียนของตนเอง
2.4) การเลือกรูปแบบการเรียน คือผู้เรียน เลือกกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองได้แก่แหล่งวิทยาการ  ผู้รู้ แหล่งเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด วัด สถานีอนามัย และสื่อในการเรียน เช่นหนังสือเรียน วีซีดี สื่อคอมพิวเตอร์
2.5) การกำหนดบทบาทผู้ช่วยเหลือในการเรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาสาระ และเกิดทักษะยิ่งขึ้น และประสบผลสำเร็จในกาเรียน เช่นมีเพื่อร่วมเรียนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
2.6) การกำหนดวิธีการประเมินผลการเรียน ครูและผู้เรียน ควรร่วมกันกำหนดวิธีการวัดผลและประเมินผล เช่น กำหนดเครื่องมือวัดผลได้แก่แบบทดสอบต่าง ๆ หรือชิ้นงาน เป็นต้น

3) การทำสัญญาการเรียนรู้

      ในการเรียนรู้ด้วยตนเองนั้น เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้เรียนแต่ละคนจะต้องมีการจัดทำข้อตกลงการเรียนหรือสัญญาการเรียนรู้กับครู  เพื่อครูจะได้ทราบความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล

     สัญญาการเรียนรู้ (Learning Contact) คือ ข้อตกลงที่ผู้เรียนได้ทำไว้กับครูว่าผู้เรียนจะปฏิบัติตนอย่างไรในการเรียน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร โดยผู้เรียนจะเป็นผู้เขียนสัญญาการเรียนรู้ ระบุว่าจะเรียนรู้อะไร จะวัดผลด้วยวิธีใด จะมีหลักฐานการเรียนรู้อะไรบ้าง และผลการเรียนควรเป็นอย่างไร เมื่อเขียนเสร็จแล้วจัดทำสำเนาให้ครู 1 ชุด เพื่อครูจะได้ติดตาม ตรวจสอบ ความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน

                                              แบบฟอร์มของสัญญาการเรียนรู้

           จุดมุ่งหมาย แหล่งวิทยาการ/วิธีการ            หลักฐาน      การประเมินผล
1.ระบุว่าผู้เรียนต้องการเรียนรู้เรื่องอะไรและระบุผลสำเร็จของการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องการ ระบุว่าผู้เรียนจะเรียนรู้อย่างไร จากแหล่งความรู้ใด ระบุหลักฐานการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมสามารถนำมาอ้างอิงได้ โดยเก็บรวบรวมเป็นแฟ้มสะสมงาน ระบุว่าผู้เรียนจะสามารถมีผลของการเรียนรู้ในระดับใด

 

3. การเรียนรู้แบบทางไกล

การเรียนรู้แบบทางไกล เป็นการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ โดยผู้เรียนและครูจะสื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่นการเรียนรู้แบบ e – learning

3.1 หลักในการเรียนรู้แบบทางไกล

1) ผู้เรียนต้องมีเครื่องมือที่สามารถสื่อสาร และใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ได้ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ฯลฯ
2) ผู้เรียนต้องมีเวลาสื่อสารทางอิเลคทรอนิกส์ กับครูตามเวลาที่ได้ตกลงร่วมกันกับครู เช่น Chat room, E – mail, Web board, Blog, face book ฯลฯ
3) สถานศึกษาและครู มีบทบาทในการจัดเตรียมสื่อทางไกล และอำนวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ให้คำปรึกษาให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้แบบทางไกลได้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย

3.2 วิธีการเรียนรู้แบบทางไกล

1) การศึกษาแนวทางการเรียนรู้แบบทางไกลจากสื่อต่าง ๆ
2) การเรียนรู้จากสื่อทางไกลตามที่สถานศึกษากำหนด
3) การประเมินความรู้ก่อนเรียน คือผู้เรียนประเมินความรู้ของตนเองก่อนเรียน
4) ศึกษาเนื้อหาสาระจากสื่อต่าง ๆ และส่งงานที่ครูมอบหมายตามกำหนด
5) การสื่อสารกับครูตามเวลาที่กำหนด เพื่อขอคำแนะนำ คำปรึกษา และนัดหมายการทำกิจกรรมการเรียนรู้
6) การประเมินความรู้หลังเรียน คือผู้เรียนประเมินความรู้ของตนเองหลังเรียน

4. การเรียนรู้แบบชั้นเรียน

การเรียนรู้แบบชั้นเรียน เป็นการเรียนรู้ในลักษณะแบบห้องเรียน ที่สถานศึกษากำหนดรายวิชา เวลาเรียน และสถานที่ที่เรียนชัดเจน การเรียนรู้แบบชั้นเรียนเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีเวลามาเข้าชั้นเรียนสม่ำเสมอ

4.1 หลักในการเรียนรู้แบบชั้นเรียน

1) สถานศึกษากำหนดสถานที่เรียนและตารางเรียนที่เหมาะสม
2) จัดให้มีการประชาสัมพันธ์การเรียนรู้แบบชั้นเรียน เกี่ยวกับสถานที่ วัน เวลาที่เรียนและครูผู้รับผิดชอบให้ผู้เรียนทราบอย่างทั่วถึง
3) สถานศึกษาจัดหาสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน เช่นเครื่องมือ อุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และโสตทัศนูปกรณ์ ที่มีคุณภาพ
4) ผู้เรียนจะต้องมีเวลามาเรียนตามที่กำหนดไว้ในตารางเรียน

4.2 วิธีดำเนินการจัดการเรียนรู้

1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยครู ผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญ ด้านเนื้อหานั้น ๆ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และฝึกทักษะให้กับผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ซักถาม แสดงความคิดเห็นและลงมือฝึกปฏิบัติจริง และครูควรจัดเวลาในการให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน
2) การจัดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ เป็นการจัดกระบวนการที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ระหว่างครูกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้เรียน เช่นกิจกรรมกลุ่ม การจัดที่นั่งเป็นกลุ่ม
3) การจัดให้มีการปรับบทบาทผู้เรียน เช่นการแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ และมอบหมายงานให้ปฏิบัติ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครูจะจัดกิจกรรม 3 ลักษณะ ดังนี้

      (1) การให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง
      (2) การเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง
      (3) การสะท้อนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เรียนและครู

4) การติดตาม และช่วยเหลือผู้เรียน เช่นจัดบริการแนะแนว จัดบริการให้คำปรึกษา จัดให้มีผู้ช่วยสอน และการติดตามช่วยเหลือโดยเพื่อหรือกลุ่มเพื่อน

   การเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบ ดังที่กล่าวข้างต้น สถานศึกษาและผู้เรียนจะร่วมกันกำหนดว่าในแต่ละรายวิชาจะเรียนรู้แบบใด ซึ่งขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาสาระของแต่ละรายวิชานั้น ๆ โดยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้เรียน และขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดสอนเสริมเพื่อเติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นสถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้แบบอื่น ๆ ได้ตามความต้องการของผู้เรียนและความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่ง   สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2553).

เอกสารอ้างอิง

     สมบัติ สุวรรณพิทักษ์,(2543).เทคนิคการสอนแนวใหม่.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

      สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2553) แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ : รังสีการพิมพ์.

 ***************************

เรื่อง การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

                    

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
18 มีนาคม 2554

ตอนที่ 1: แนวคิดการจัดการเรียนรู้        

     สำนักงาน กศน. ได้พัฒนาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบันและประชาชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียน การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนอย่างมีคุณภาพมีแนวคิดที่สำคัญซึ่งจะเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ ดังนี้

1. แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
2. การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551
3. แนวคิดความเชื่อพื้นฐาน ปรัชญา “คิดเป็น”
4. หลักการศึกษานอกโรงเรียน
5. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
6. หลักการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่

1. แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มีสาระสำคัญในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ดังนี้

          มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
         มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ในเรื่องต่อไปนี้

1)  ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2) ความรู้และทักษะด้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและ       ประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลยั่งยืน
3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง      
5)  ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินดังต่อไปนี้

1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
4) จัดการเรียนรู้โดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชา
5) ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนกาเรียนรู้ ทั้งผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ

มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา

 

2. การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551

     พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ได้กำหนดแนวทางในการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้

มาตรา 4 “การศึกษานอกระบบ” หมายความว่ากิจกรรมการศึกษาที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ชัดเจน มีรูปแบบ หลักสูตร วิธีการจัดและระยะเวลาเรียนหรือฝึกอบรมที่ยืดหยุ่นและหลากหลายตามสภาพความต้องการและศักยภาพในกาเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายนั้นและมีวิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานเพื่อรับคุณวุฒิทางการศึกษา หรือเพื่อจัดระดับผลการเรียนรู้

    “การศึกษาตามอัธยาศัย”  หมายความว่า กิจกรรมการเรียนรู้ในวิถีชีวิติประจำวันของบุคคล ซึ่งบุคคลสามารถเลือกที่จะเรียนรู้ได้อย่าต่อเนื่องตลอดชีวิต ตามความสนใจ ความต้องการ โอกาส ความพร้อม และศักยภาพในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล

    “สถานศึกษา” หมายความว่า สถานศึกษาที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

มาตรา 6 การส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ยึดหลักการดังต่อไปนี้               

1) การศึกษานอกระบบ
         1.1) ความเสมอภาคในการเข้าถึงและได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั่วถึงเป็นธรรม และมีคุณภาพ เหมาะสมกับสภาพชีวิตของประชาชน
        1.2) การกระจายอำนาจแก่สถานศึกษาและการให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้

2)  การศึกษาตามอัธยาศัย
        2.1) การเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและวิถีชีวิตของผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย
        2.2) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้มีความหลากหลายทั้งส่วนที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่วนที่นำ เทคโนโลยีมาใช้เพื่อการศึกษา
        2.3) การจัดกรอบหรือแนวทางการเรียนรู้ที่เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้เรียน

มาตรา 7 การส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษานอกระบบ ให้ดำเนินการเพื่อเป้าหมายในเรื่องดังต่อไปนี้

1) ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนและสังคม ที่ใช้ความรู้ และภูมิปัญญาเป็นฐานในการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ตามแนวทางพัฒนาประเทศ
2) ภาคีเครือข่ายเกิดแรงจูงใจและมีความพร้อมในการมีส่วนร่วมเพื่อจัดกิจกรรมการศึกษา

มาตรา 9 ให้กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยให้ความสำคัญแก่ผู้เกี่ยวข้องตามบทบาทและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

1) ผู้เรียน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ และสามารถเลือกรับบริการได้หลากหลายตามความต้องการของตนเอง
2) ผู้จัดการเรียนรู้สำหรับการศึกษานอกระบบ และผู้จัดแหล่งการเรียนรู้สำหรับการศึกษาตามอัธยาศัย มีการดำเนินการที่หลากหลายตามศักยภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ ปลูกฝังคุณธรรม และค่านิยมที่ดีงาม
3) ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งเป็นผู้ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เรียนและผู้จัดการเรียนรู้ มีการดำเนินการที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

มาตรา 11 เพื่อประโยชน์ในการจัดและพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้

1) จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ เช่น แหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนชุมชน สื่อและเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้
2) ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายได้รับโอกาสในการจัดสรรทรัพยากรและเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินงาน

3. แนวคิดความเชื่อพื้นฐาน ปรัชญา “คิดเป็น”

        “คิดเป็น” (KIDPEN)ปรัชญาพื้นฐาน ของ กศน. คิดเป็น เป็นกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นจากหลักการและแนวคิดของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ นักการศึกษาไทย ที่กล่าวไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องการสอนคน ให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น”

        คิดเป็น หมายถึง กระบวนการที่คนเรานำมาใช้ในการตัดสินใจ โดยต้องแสวงหาข้อมูลของตนเอง ข้อมูลของสภาพแวดล้อมในชุมชน และข้อมูลทางวิชาการ แล้วนำมาวิเคราะห์หาทางเลือกในการตัดสินใจที่เหมาะสม มีความพอดีระหว่างตนเองและสังคม

        คิดเป็น มีความเชื่อวามนุษย์ทุกคนต้องการความสุข แต่ความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันเนื่องจากมนุษย์มีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ เช่น เพศ วัย สภาพสังคมสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ซึ่งทำให้ความต้องการและความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น การที่บุคคลจะอยู่ได้อย่างเป็นสุขในสังคม จะต้องเป็นผู้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และกระบวนการคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นนั้น จะต้องนำข้อมูลอย่างน้อย 3 ด้าน มาประกอบในการคิด คือ ข้อมูลด้านตนเอง ข้อมูลด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และ ข้อมูลด้านวิชาการ โดยจะต้องวิเคราะห์ว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือมากกว่า หรือมีผลดีมากกว่า เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจโดยอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบ

หลักการของการคิดเป็น 

1) “คิดเป็น” เชื่อว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้
2) การแก้ปัญหาต่าง ๆได้อย่างเหมาะสมที่สุด จำเป็นจะต้องมีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ข้อมูลด้านที่เกี่ยวกับตนเอง สังคม และวิชาการ
3) การตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยการไตร่ตรองข้อมูล ทั้ง 3 ด้านอย่างรอบคอบแล้ว ก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อการตัดสินใจและควรรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
4) เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การตัดสินใจอาจจะต้องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ลักษณะของคน “คิดเป็น” มี  8 ประการ ดังนี้

1) มีความเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา และปัญหาต่าง ๆ นั้นสามารถแก้ไขได้
2) การคิดที่ดี จะต้องใช้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านตนเอง ด้านสังคมและด้านวิชาการ
3) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลว่าข้อมูลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
4) มีความสนใจที่จะวิเคราะห์ข้อมูลอยู่เสมอ
5) มีความรู้ความเข้าใจต่อการกระทำของตนว่าส่งผลต่อสังคม
6) การตัดสินใจการกระทำต่าง ๆ ของตนเอง แล้วมีความสบายใจและเต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น
7) มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างระบบ
8) สามารถวิเคราะห์คุณค่าและตัดสินใจเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆให้สอดคล้องกับค่านิยม ความสามารถ สถานการณ์  เงื่อนไข และความเป็นไปได้ของแนวทางในการแก้ปัญหานั้น ๆ

แผนภูมิ  แสดงกระบวนการคิดเป็น 

                  

กระบวนการเรียนรู้สู่การคิดเป็น 

กระบวนการเรียนรู้สู่การคิดเป็น มี 6 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 สำรวจปัญหา เมื่อเกิดปัญหาจะต้องเกิดกระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหา
ขั้นที่ 2  หาสาเหตุของปัญหา เป็นการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาขึ้น เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาด้วยการวิเคราะห์ว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรเป็นสาเหตุของปัญหาบ้าง ซึ่งสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ

1)สาเหตุจากตนเอง เช่น  ฐานะทางเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ  สุขภาพ
2)สาเหตุจากสังคม เช่นสิ่งแวดล้อม ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อ จารีตและประเพณี เป็นต้น
3)สาเหตุจากความรู้ด้านวิชาการ เช่น ขาดความรู้ด้านวิชาการที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหานั้น ๆ

ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง 3 ด้าน คือข้อมูลด้านตนเอง ด้านสังคม และด้านวิชาการ เพื่อหาทางเลือกในการแก้ปัญหา

ขั้นที่ 4 การตัดสินใจทางเลือกในการแก้ปัญหา เมื่อได้ทางเลือกในการแก้ปัญหาแล้วจึงตัดสินใจแก้ปัญหา โดยมีความพร้อมของข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการแก้ปัญหา

ขั้นที่ 5 การตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติแก้ปัญหา เมื่อตัดสินใจเลือกทางใดแล้วต้องยอมรับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในข้อมูลที่มีในขณะนั้น

ขั้นที่ 6 การปฏิบัติในการแก้ปัญหา ขั้นนี้เป็นการดำเนินการแก้ปัญหาและประเมินผลไปพร้อมกัน ถ้าผลเป็นที่พอใจและเกิดความสุข เรียกว่า”คิดเป็น” แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ซึ่งไม่เป็นที่พอใจ จะต้องเริ่มต้นกระบวนการคิดแก้ปัญหาใหม่       

 4. หลักการศึกษานอกโรงเรียน

      การศึกษานอกโรงเรียนเป็นกระบวนการของการศึกษาตลอดชีวิต มุ่งให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตามมาตรฐานของสังคมซึ่งเป็นสิทธิที่คนทุกคนพึงได้รับ นอกจากนั้นยังจะได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่องจากการศึกษาพื้นฐานเพื่อนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาชุมชนและสังคม ต่อไป การจัดการเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียน จึงยึดหลักการสำคัญ 5 ประการ ดังนี้

  1. หลักความเสมอภาคทางการศึกษา กลุ่มเป้าหมายของการศึกษานอกระบบส่วนมากเป็นผู้พลาดโอกาส และผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ซึ่งอาจมีความแตกต่างทางด้านสถานภาพในสังคม อาชีพเศรษฐกิจ และข้อจำกัดต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้การศึกษานอกระบบต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากแต่สร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน
  2. หลักการพัฒนาตนเองและการพึ่งพาตนเอง การจัดการศึกษานอกระบบจะต้องจัดการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตน สามารถเรียนรู้ เกิดความสำนึกที่จะพัฒนาตนเองได้ เป็นคนคิดเป็น ปรับตัวเพื่อให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เรียนด้วยตนเอง พึ่งพาตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุขท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม
  3. หลักการบูรณาการการเรียนรู้กับวิถีชีวิต หลักการนี้อยู่บนพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับสภาพปัญหา วิถีชีวิต สภาพแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นของผู้เรียน ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา สิ่งดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นลักษณะของการบูรณาการจึงมีความเหมาะสม โดยบูรณาการสาระต่าง ๆ เพื่อการเรียนรู้ และบูรณาการวิธีการจัดการเรียนการสอน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม
  4. หลักความสอดคล้องกับปัญหาความต้องการและความถนัดของผู้เรียน  หลักการนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักความต้องการของตนเอง สามารถจัดการศึกษาให้กับตนเองได้อย่างเหมาะสม ครู กศน. มีบทบาทในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนร่วมกำหนดวัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู้ วิธีการเรียน และการประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการการศึกษานอกระบบที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ
  5. หลักการเรียนรู้ร่วมกันและการมีส่วนร่วมของชุมชน การเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มผู้เรียนนับว่าสำคัญ เป็นการส่งเสริมและสร้างกัลยาณมิตรในกลุ่มผู้เรียน ก่อให้เกิดความร่วมมือความผูกพัน เอื้ออาทร การช่วยกันและกัน ปลูกฝังวินัยในตนเอง ฝึกความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นสำหรับผู้เรียนที่มีวุฒิภาวะ สำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชน ก็นับว่าเป็นหลักการสำคัญในการจัดการศึกษานอกระบบ ชุมชนสามารถเข้ามาร่วมในการจัดทำหลักสูตร สถานศึกษา การจัดสรรทรัพยากรเป็นแหล่งเรียนรู้ และสนับสนุนในเรื่องอื่น ๆ เพื่อผลิตผู้เรียนที่เป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนต่อไป

 

1. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

      แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สำคัญและเหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ คือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหลักปรัชญาของการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบและคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีดังนี้

1) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิต ดังเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมองความเปลี่ยนแปลงของโลกในเชิงระบบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤตเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา
2) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกสถานการณ์ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
3) “ความพอเพียง” มีองค์ประกอบของคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกัน

3.1) ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น3.2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ3.3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

4) เงื่อนไขการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ดังนี้

4.1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนนำไปปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง
4.2) เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย การมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ไม่โลภ ไม่ตระหนี่

5)  การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

5. หลักการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่ (Andragogy)

      การจัดเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียนจำเป็นจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ธรรมชาติของผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่อยู่นอกระบบโรงเรียน และส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่  มีความพร้อมและศักยภาพในการเรียนรู้ที่แตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายในระบบโรงเรียน การจัดการเรียนรู้ควรคำนึงถึงจิตวิทยาผู้ใหญ่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิด จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรมของผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีความแตกต่างระหว่างบุคคล มีความสนใจ มีลักษณะการเรียนรู้เฉพาะของตน เพื่อสามารถดำเนินการจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง (กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน, 2547:34-36)

      ทฤษฏี Andragogy ของ Knowles เป็นทฤษฏีที่พัฒนาขึ้นมาจากการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ซึ่งเน้นย้ำว่าผู้ใหญ่นั้นสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และคาดหวังว่าการตัดสินใจเรียนของผู้ใหญ่จะได้รับการตอบสนองที่ดี ดังนั้น โปรแกรม        การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จึงต้องสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพพื้นฐานของผู้ใหญ่แต่ละคน

หลักการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  คือ

    1) ผู้ใหญ่ต้องการที่จะรู้เหตุผลว่าทำไม  พวกเขาจึงต้องการเรียนรู้ในบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น  บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเรียน
   2) ผู้ใหญ่ต้องการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่ประสบอยู่
   3) ผู้ใหญ่มุ่งที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา  หรือนำไปใช้ได้จริง
   4) ผู้ใหญ่เรียนรู้ได้ดี เมื่อเรื่องที่เรียนนั้น มีคุณค่าจริง ๆ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา

Knowles ยกตัวอย่างของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่โดยต้องคำนึงว่า

1. มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายว่า  ทำไมเรื่องที่เฉพาะเจาะจงบางเรื่องจะต้อง ถูกสอนแก่ผู้ใหญ่  บางเรื่องยอมรับความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่แล้วได้ไม่ต้องเรียนอีก
2. การสอนจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำงาน เพื่อให้เกิดการจำได้อย่างแม่นยำ กิจกรรมการเรียนจะต้องอยู่ในบริบทของงานง่าย ๆ เพื่อที่จะก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
3. การสอนจะต้องครอบคลุมและคำนึงถึงความแตกต่างทางด้านพื้นฐานของผู้เรียน การจัดสื่อการเรียนและกิจกรรม จะต้องจัดในระดับที่แตกต่างกัน รวมทั้งประเภทของการเรียนรู้ที่หลากหลายของการมีประสบการณ์
4. เมื่อผู้ใหญ่  เริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง การสอนจะต้องช่วยให้ผู้เรียนค้นพบตัวเอง  และช่วยชี้แนะแนวทาง  เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น

 วิธีจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้ใหญ่   โดย  Jarvis (1983) ได้สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ ดังนี้  (กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน, 2547:35-36)

 

ลักษณะการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  วิธีจัดการเรียนรู้
1) การเรียนรู้เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน    ของมนุษย์ (Basic human need) – การสอนไม่ใช่สิ่งที่มีความจำเป็นและ  สำคัญมากนักในการเรียนรู้ แต่จะเป็นการ  อำนวยความสะดวกให้การเรียนรู้เร็วขึ้น
2) ผู้ใหญ่ในฐานะผู้เรียน ชอบที่จะมีส่วนร่วม (Participate) ในกระบวนการเรียนรู้     2.1 นักศึกษาผู้ใหญ่ส่วนมากจะมี สิ่งเหล่านี้ติดตัวมาด้วย  คือ
            – มีประสบการณ์ต่าง ๆ
            – ความหมายต่อสถานการณ์ การเรียนรู้
            – ความต้องการในการเรียนรู้      2.2 นักศึกษาผู้ใหญ่จะมีลักษณะบางประการต่อสถานการณ์ในการเรียนรู้ คือ
            – ความเชื่อมั่นในตนเอง
            – ความชื่นชมในตนเอง
            – การรับรู้ในตนเอง
– วิธีการสอนทั้งหลายควรจะใช้เพื่อการอำนวยความสะดวกมากกว่าจะเป็นการสั่งสอน
– ครูควรใช้ประสบการณ์ของผู้เรียนให้เป็น ประโยชน์ในการสอน
– ผู้สอนควรสร้างระบบความหมายที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นด้วยการบูรณาการความรู้เข้าด้วยกัน ครูควรช่วยเหลือนักศึกษาในการเรียนเพื่อการประยุกต์มากกว่าการสอนเฉพาะทฤษฏี
– ผู้สอนควรสนับสนุนให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
– พยายามสนับสนุนส่งเสริมให้ควบคู่ไปกับความรู้ที่เขาได้รับ
– สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการประเมินผลด้วยตนเอง

 

5. ออกแบบประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยคำนึงถึงจิตวิทยาผู้ใหญ่
6. ดำเนินการให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยวิธีการและสื่ออุปกรณ์ที่เหมาะสม  เน้นให้รู้จริง  รู้อย่างลึกซึ้ง
7. ประเมินผลการเรียนรู้และวิเคราะห์ความต้องการเรียนรู้อีกครั้งเพื่อดูว่าความต้องการเรียนรู้นั้น ๆ ได้รับการตอบสนองหรือไม่  เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการรับรู้ด้วย
8. เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนและเน้นกระบวนการคิดเป็น
9. อธิบาย สาธิต  ง่าย ๆ และชัดเจน เน้นของจริงและใกล้เคียงกับประสบการณ์ 
10. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ให้อิสระในการตัดสินใจของตนเอง
11. ละเว้นการลงโทษ ทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่ต้องอธิบายให้เข้าใจเหตุผล
12. จะต้องมีการวางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลอย่างชัดเจนร่วมกันกับผู้เรียน
13. กิจกรรมเนื้อหาตรงตามความต้องการและเป็นเรื่องใกล้ตัว
14. ส่งเสริมให้เรียนรู้ด้วยตนเอง หรืออาจจัดกลุ่มเล็ก ๆ ช่วยกันเรียน
15. เน้นให้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและการทำงานได้ด้วย    

     สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่ ต้องเป็นการจัดการที่เกิดจากความต้องการของผู้ใหญ่ และเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและสามารถ นำไปใช้ได้จริง การจัดการเรียนการสอนจึงต้องครอบคลุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่

เอกสารอ้างอิง 

          กระทรวงศึกษาธิการ,(2551). พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ : สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย.
         กระทรวงศึกษาธิการ,(2546).พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์(ร.ส.พ.).
        กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน,(2547). เอกสารเสริมความรู้การจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
        สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2553).แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ : รังสีการพิมพ์.

                                                   *****************************

เรื่อง การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 :อัญชลี ธรรมะวิธีกุล https://panchalee.wordpress.com/2011/03/24/learning-management

อาสาสมัคร กศน.

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
 ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
7  กุมภาพันธ์ 2554

1. ความเป็นมาและความสำคัญ

      พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรค 3 กำหนดให้ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งเป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เรียนและผู้จัดการเรียนรู้ มีการดำเนินการที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มาตรา 10 วรรค 2 การจัดการศึกษา การพัฒนาวิชาการ และบุคลากร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อการศึกษา และการยกย่องประกาศเกียรติคุณสำหรับผู้จัดการเรียนรู้การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และวรรค 3 สิทธิประโยชน์ตามความเหมาะสมให้แก่ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน สำนักงาน กศน. ในฐานะเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชน โดยมุ่งเน้นให้บุคคลมีความรู้ ประสบการณ์ และความพร้อมในการที่จะสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการเรียนรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ที่อยู่นอกระบบ ให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องและทั่งถึง เพื่อพัฒนากำลังคน และสังคมของประเทศ

     กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยอาสาสมัครส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของอาสาสมัครส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

2. ความหมาย

       อาสาสมัครส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรียกชื่อโดยย่อว่า อาสาสมัคร กศน. (Non-Formal and Informal Education Voluteer: NIEV)
     อาสาสมัคร กศน. หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและสมัครใจทำงานเพื่อสังคมในด้านการศึกษา โดยไม่รับค่าตอบแทนในหมวดเงินเดือนและได้รับการฝึกอบรมก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาสาสมัคร กศน. 

3. วัตถุประสงค์การมีอาสาสมัคร กศน.

1) เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถและจิตอาสาในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์เฉพาะด้าน ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในชุมชนได้อย่างทั่วถึง
2) เพื่อช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านทางการศึกษา ในชุมชน
3) เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน

4.วิธีดำเนินการ

วิธีดำเนินในการสรรหา คัดเลือก อบรมและแต่งตั้งอาสาสมัคร กศน. มี 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 กศน.อำเภอ/เขต ร่วมกับชุมชนดำเนินการสรรหาและคัดเลือก อาสาสมัคร กศน. ดังนี้

1) คุณสมบัติทั่วไปของ อาสาสมัคร กศน

1.1) อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
1.2) เป็นผู้ที่สมัครใจและเสียสละเพื่อช่วยงานการศึกษาตลอดชีวิตของประชาชน
1.3) เป็นผู้มีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่ประจำในหมู่บ้านหรือชุมชน
1.4) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและสามารถอ่านออกเขียนได้
1.5) เป็นบุคคลที่กรรมการหมู่บ้านหรือประชาชนรับรองว่าเป็นผู้ที่มีความประพฤติอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ได้รับความไว้วางใจและยกย่องจากประชาชน

ในกรณีที่คุณสมบัติไม่ครบตามข้อ 1.1) ถึงข้อ1.5) ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด/กรุงเทพมหานคร โดยยึดประโยชน์ของชุมชนเป็นหลัก

2) คุณลักษณะของอาสาสมัคร กศน.


2.1) มีจิตบริการ คือมีความพร้อมและเต็มใจที่จะดำเนินการช่วยเหลือหรือเป็นธุระให้งานต่าง ๆเสร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ
2.2) ให้บริการประชาชนอย่างมีคุณภาพ คือทำงานด้วยความรวดเร็ว เสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ มีความรอบคอบในการทำงาน ไม่สร้างปัญหาภายหลัง หรือต้องให้ผู้รับบริการกลับมาร้องเรียนหรือขอแก้ไขในเรื่องเดิมอีก
2.3) ให้ความสำคัญแก่ผู้พลาดโอกาส ขาดโอกาส และด้อยโอกาส โดยการให้ความช่วยเหลือ ดูแลด้วยความห่วงใย จริงใจ
2.4) พร้อมรับการตรวจสอบจากทุกฝ่าย  คือการทำงานด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มความสามารถ โปร่งใส มีเหตุผลและพร้อมรับการตรวจสอบในทุกกรณี
2.5) รักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทย คือการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและบุคลิกที่ดีงามของความเป็นไทย มีจิตใจโอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส และทำงานด้วยความอดทนและอดกลั้น

 

3) การคัดเลือกอาสาสมัคร   ในการคัดเลือกอาสาสมัคร กศน. ให้กำหนดตามจำนวนหลังคาเลือนในชุมชน โดยจำนวนไม่เกิน 50 หลังคาเรือนให้มีอาสาสมัคร กศน.ได้ไม่เกิน 1 คน สำหรับในพื้นที่ที่มีจำนวนหลังคาเรือนเกิน 50 หลังคาเรือน ให้อยู่ในดุลยพินิจ ของ กศน.อำเภอ/เขต และให้รายงานต่อ สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี ทราบ

 

ขั้นตอนที่ 2 สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร จัดให้อาสาสมัคร กศน. เข้ารับการฝึกอบรม ในเนื้อหาสาระ ดังต่อไปนี้

1) การสร้างพลังจิตอาสาในชุมชน
2) งาน กศน. กับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต
3) กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการทำงาน
4) แผนปฏิบัติงานรายเดือน : 30 วัน สู่ความสำเร็จ

ขั้นตอนที่ 3 ผอ.สำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร เสนอรายชื่ออาสาสมัครให้แก่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นชอบ ก่อนการแต่งตั้ง

ขั้นตอนที่ 4 สำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ขึ้นทะเบียนอาสาสมัคร กศน. ที่ผ่านการอบรม และออกบัตรประจำตัวให้แก่อาสาสมัคร กศน.

ขั้นตอนที่ 5 กศน.อำเภอ/เขต แต่งตั้งอาสาสมัคร กศน. ที่ผ่านการอบรม และคณะกรรมการ       ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นชอบ

5. บทบาทหน้าที่

5.1 บทบาทของ สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร

1) กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การดำเนินงานของอาสาสมัคร กศน. ของแต่ละจังหวัด/กรุงเทพมหานคร
2) ให้คำแนะนำหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ในการบริหารจัดการและพัฒนาอาสาสมัคร กศน.
3) ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร เสนอความเห็นชอบในการแต่งตั้ง อาสาสมัคร กศน.ตามที่สถานศึกษากำหนดต่อคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร
 4) เสนอเพิกถอนการเป็นอาสาสมัคร กศน. ที่มีความประพฤติเสียหาย ต่อคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี
5) จัดให้ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นอาสาสมัคร กศน. ของ กศน.อำเภอ/เขต เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ สำนักงาน กศน. กำหนด
6) ดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ผ่านการอบรมเป็นอาสาสมัคร กศน. และออกบัตรประจำตัวตามแบบที่ สำนักงาน กศน. กำหนด
7) จัดทำรายงานการปฏิบัติงานของ อาสาสมัคร กศน. เสนอคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี เป็นประจำปีงบประมาณ

5.2 บทบาทของ กศน.อำเภอ/เขต

1) กำหนดจำนวนอาสาสมัคร กศน. อำเภอ/เขต และรายงานสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร
2) กศน.อำเภอ/เขต ร่วมกับชุมชนดำเนินการสรรหาและคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติ เพื่อเข้ารับการอบรมและรายงานสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร
3) แต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติครบหรือผู้ที่ได้รับการยกเว้นเป็นอาสาสมัคร กศน.
4) มอบหมายภารกิจหน้าที่ให้กับอาสาสมัคร กศน. และกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร กศน.
5) ส่งเสริม สนับสนุน และเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติงานแก่อาสาสมัคร กศน.
6) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร กศน. ให้สำนักงาน กศน.จังหวัด/เขต และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

5.3 บทบาทหน้าที่ของ ครู กศน.

1) ร่วมกับ อาสาสมัคร กศน.สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับ
      1.1) จัดรวมกลุ่มเป้าหมาย 50 หลังคาเรือน
      1.2) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย/ชุมชน
      1.3) วิเคราะห์ข้อมูล และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
2) ร่วมกับอาสาสมัคร กศน. จัดทำแผนงาน/โครงการ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย/ชุมชน(แผนชุมชน) แผนงาน/โครงการแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แผนงาน/โครงการสำหรับกลุ่มเป้าหมายทั่วไป และแผนงาน/โครงการสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
3) ร่วมกับอาสาสมัคร กศน. ปฏิบัติงานจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย  การปฏิบัติงานมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมกลุ่มเป้าหมายให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของโครงการและกิจกรรม
ขั้นตอนที่ ดำเนินการจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
ขั้นตอนที่ 3 ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรม กศน. ให้ดียิ่งขึ้น

4) ร่วมกับ อาสาสมัคร กศน. นิเทศ เยี่ยมเยียน กลุ่มเป้าหมาย
5) ร่วมกับ อาสาสมัคร กศน. ในการประเมินโครงการ/กิจกรรม

5.4 บทบาทหน้าที่ และจรรยาบรรณ ของ อาสาสมัคร กศน.

5.4.1 บทบาทหน้าที่  ของ อาสาสมัคร กศน.

1) เสนอความต้องการในการเรียนรู้ของประชาชน โดยประสานกับ ครู กศน. ตำบล
2) ประชาสัมพันธ์ สื่อสาร เผยแพร่ข้อมูล เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ประชาชน
3) ส่งเสริม สนับสนุน และร่วมจัดกิจกรรม กศน.
4) ร่วมกับ ครู กศน. ตำบล ในการติดตามผล การจัดกิจกรรม กศน. ในชุมชน
5) ส่งเสริม สนับสนุน การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านการศึกษาของประชาชนในชุมชน          

5.4.2จรรยาบรรณ ของ อาสาสมัคร กศน

1) เป็นผู้มีอุดมการณ์ ถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
2) เป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
3) มีความเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต สามัคคีและศรัทธาในการปฏิบัติงาน
4) เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา

6. สิทธิประโยชน์ ของอาสาสมัคร กศน.

1) สิทธิในการเข้าร่วมโครงการและรับบริการจากกิจกรรมต่าง ๆของหน่วยงาน/สถานศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน. ทุกรูปแบบ สำหรับตนเองและครอบครัว(ครอบครัว หมายถึง สามีหรือภรรยาและบุตร) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
2) สิทธิในการเบิกค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน มีดังนี้

2.1) การจ้างดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของงาน กศน. (ไม่ใช่ภารกิจของครู กศน.) หรืองานที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
2.2) การเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพ/สอนเสริม
2.3) การเข้ารับการอบรม สัมมนา ที่ สำนักงาน กศน. ดำเนินการ
2.4) การได้รับการคัดเลือกไปศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ

3) มีสิทธิแต่งเครื่องแต่งกายตามที่กำหนด
4) มีสิทธิได้รับประกาศเกียรติคุณ จากสำนักงาน กศน. กรณีมีผลงานดีเด่นอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตามเกณฑ์การคัดเลือก ที่  กำหนด
5) มีสิทธิได้รับข่าวสารข้อมูล กิจกรรม/โครงการ กศน.
6) มีสิทธิในการออกเสียงคัดเลือกกรรมการเครือข่ายอาสาสมัคร กศน. ในระดับต่าง ๆ
7) มีสิทธิสมัครในการเข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการเครือข่ายอาสาสมัคร กศน. ในระดับต่าง ๆ
8) มีสิทธิได้รับการจารึกชื่อในทำเนียบอาสาสมัคร กศน.
9) มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ สงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2497

7. การกำหนดค่าตอบแทนอาสาสมัคร กศน.

1) มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่กระทรวงการคลังกำหนด ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร
2) สิทธิในการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมประเภทบุคคลภายนอก
3) การจ้างดำเนินงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ

 

เอกสารอ้างอิง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย.(2552). แนวทางการดำเนินงานอาสาสมัคร กศน. . กรุงเทพฯ.โรงพิมพ์อักษรไทย.

อ้างอิงบทความนี้ อาสาสมัคร กศน. อัญชลี ธรรมะวิธีกุล: https://panchalee.wordpress.com/2011/02/07/nfe-voluteer/

*********************