คลังเก็บ

เรื่อง การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

                    

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
18 มีนาคม 2554

ตอนที่ 1: แนวคิดการจัดการเรียนรู้        

     สำนักงาน กศน. ได้พัฒนาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบันและประชาชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียน การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนอย่างมีคุณภาพมีแนวคิดที่สำคัญซึ่งจะเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ ดังนี้

1. แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
2. การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551
3. แนวคิดความเชื่อพื้นฐาน ปรัชญา “คิดเป็น”
4. หลักการศึกษานอกโรงเรียน
5. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
6. หลักการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่

1. แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มีสาระสำคัญในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ดังนี้

          มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
         มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ในเรื่องต่อไปนี้

1)  ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2) ความรู้และทักษะด้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและ       ประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลยั่งยืน
3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง      
5)  ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินดังต่อไปนี้

1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
4) จัดการเรียนรู้โดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชา
5) ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนกาเรียนรู้ ทั้งผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ

มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา

 

2. การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551

     พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ได้กำหนดแนวทางในการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้

มาตรา 4 “การศึกษานอกระบบ” หมายความว่ากิจกรรมการศึกษาที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ชัดเจน มีรูปแบบ หลักสูตร วิธีการจัดและระยะเวลาเรียนหรือฝึกอบรมที่ยืดหยุ่นและหลากหลายตามสภาพความต้องการและศักยภาพในกาเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายนั้นและมีวิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานเพื่อรับคุณวุฒิทางการศึกษา หรือเพื่อจัดระดับผลการเรียนรู้

    “การศึกษาตามอัธยาศัย”  หมายความว่า กิจกรรมการเรียนรู้ในวิถีชีวิติประจำวันของบุคคล ซึ่งบุคคลสามารถเลือกที่จะเรียนรู้ได้อย่าต่อเนื่องตลอดชีวิต ตามความสนใจ ความต้องการ โอกาส ความพร้อม และศักยภาพในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล

    “สถานศึกษา” หมายความว่า สถานศึกษาที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

มาตรา 6 การส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ยึดหลักการดังต่อไปนี้               

1) การศึกษานอกระบบ
         1.1) ความเสมอภาคในการเข้าถึงและได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั่วถึงเป็นธรรม และมีคุณภาพ เหมาะสมกับสภาพชีวิตของประชาชน
        1.2) การกระจายอำนาจแก่สถานศึกษาและการให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้

2)  การศึกษาตามอัธยาศัย
        2.1) การเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและวิถีชีวิตของผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย
        2.2) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้มีความหลากหลายทั้งส่วนที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่วนที่นำ เทคโนโลยีมาใช้เพื่อการศึกษา
        2.3) การจัดกรอบหรือแนวทางการเรียนรู้ที่เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้เรียน

มาตรา 7 การส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษานอกระบบ ให้ดำเนินการเพื่อเป้าหมายในเรื่องดังต่อไปนี้

1) ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนและสังคม ที่ใช้ความรู้ และภูมิปัญญาเป็นฐานในการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ตามแนวทางพัฒนาประเทศ
2) ภาคีเครือข่ายเกิดแรงจูงใจและมีความพร้อมในการมีส่วนร่วมเพื่อจัดกิจกรรมการศึกษา

มาตรา 9 ให้กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยให้ความสำคัญแก่ผู้เกี่ยวข้องตามบทบาทและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

1) ผู้เรียน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ และสามารถเลือกรับบริการได้หลากหลายตามความต้องการของตนเอง
2) ผู้จัดการเรียนรู้สำหรับการศึกษานอกระบบ และผู้จัดแหล่งการเรียนรู้สำหรับการศึกษาตามอัธยาศัย มีการดำเนินการที่หลากหลายตามศักยภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ ปลูกฝังคุณธรรม และค่านิยมที่ดีงาม
3) ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งเป็นผู้ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เรียนและผู้จัดการเรียนรู้ มีการดำเนินการที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

มาตรา 11 เพื่อประโยชน์ในการจัดและพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้

1) จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ เช่น แหล่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนชุมชน สื่อและเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้
2) ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายได้รับโอกาสในการจัดสรรทรัพยากรและเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินงาน

3. แนวคิดความเชื่อพื้นฐาน ปรัชญา “คิดเป็น”

        “คิดเป็น” (KIDPEN)ปรัชญาพื้นฐาน ของ กศน. คิดเป็น เป็นกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นจากหลักการและแนวคิดของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ นักการศึกษาไทย ที่กล่าวไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องการสอนคน ให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น”

        คิดเป็น หมายถึง กระบวนการที่คนเรานำมาใช้ในการตัดสินใจ โดยต้องแสวงหาข้อมูลของตนเอง ข้อมูลของสภาพแวดล้อมในชุมชน และข้อมูลทางวิชาการ แล้วนำมาวิเคราะห์หาทางเลือกในการตัดสินใจที่เหมาะสม มีความพอดีระหว่างตนเองและสังคม

        คิดเป็น มีความเชื่อวามนุษย์ทุกคนต้องการความสุข แต่ความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันเนื่องจากมนุษย์มีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ เช่น เพศ วัย สภาพสังคมสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ซึ่งทำให้ความต้องการและความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น การที่บุคคลจะอยู่ได้อย่างเป็นสุขในสังคม จะต้องเป็นผู้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และกระบวนการคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นนั้น จะต้องนำข้อมูลอย่างน้อย 3 ด้าน มาประกอบในการคิด คือ ข้อมูลด้านตนเอง ข้อมูลด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และ ข้อมูลด้านวิชาการ โดยจะต้องวิเคราะห์ว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือมากกว่า หรือมีผลดีมากกว่า เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจโดยอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบ

หลักการของการคิดเป็น 

1) “คิดเป็น” เชื่อว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้
2) การแก้ปัญหาต่าง ๆได้อย่างเหมาะสมที่สุด จำเป็นจะต้องมีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ข้อมูลด้านที่เกี่ยวกับตนเอง สังคม และวิชาการ
3) การตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยการไตร่ตรองข้อมูล ทั้ง 3 ด้านอย่างรอบคอบแล้ว ก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อการตัดสินใจและควรรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
4) เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การตัดสินใจอาจจะต้องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ลักษณะของคน “คิดเป็น” มี  8 ประการ ดังนี้

1) มีความเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา และปัญหาต่าง ๆ นั้นสามารถแก้ไขได้
2) การคิดที่ดี จะต้องใช้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านตนเอง ด้านสังคมและด้านวิชาการ
3) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลว่าข้อมูลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
4) มีความสนใจที่จะวิเคราะห์ข้อมูลอยู่เสมอ
5) มีความรู้ความเข้าใจต่อการกระทำของตนว่าส่งผลต่อสังคม
6) การตัดสินใจการกระทำต่าง ๆ ของตนเอง แล้วมีความสบายใจและเต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น
7) มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างระบบ
8) สามารถวิเคราะห์คุณค่าและตัดสินใจเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆให้สอดคล้องกับค่านิยม ความสามารถ สถานการณ์  เงื่อนไข และความเป็นไปได้ของแนวทางในการแก้ปัญหานั้น ๆ

แผนภูมิ  แสดงกระบวนการคิดเป็น 

                  

กระบวนการเรียนรู้สู่การคิดเป็น 

กระบวนการเรียนรู้สู่การคิดเป็น มี 6 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 สำรวจปัญหา เมื่อเกิดปัญหาจะต้องเกิดกระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหา
ขั้นที่ 2  หาสาเหตุของปัญหา เป็นการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาขึ้น เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาด้วยการวิเคราะห์ว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรเป็นสาเหตุของปัญหาบ้าง ซึ่งสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ

1)สาเหตุจากตนเอง เช่น  ฐานะทางเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ  สุขภาพ
2)สาเหตุจากสังคม เช่นสิ่งแวดล้อม ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อ จารีตและประเพณี เป็นต้น
3)สาเหตุจากความรู้ด้านวิชาการ เช่น ขาดความรู้ด้านวิชาการที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหานั้น ๆ

ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง 3 ด้าน คือข้อมูลด้านตนเอง ด้านสังคม และด้านวิชาการ เพื่อหาทางเลือกในการแก้ปัญหา

ขั้นที่ 4 การตัดสินใจทางเลือกในการแก้ปัญหา เมื่อได้ทางเลือกในการแก้ปัญหาแล้วจึงตัดสินใจแก้ปัญหา โดยมีความพร้อมของข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการแก้ปัญหา

ขั้นที่ 5 การตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติแก้ปัญหา เมื่อตัดสินใจเลือกทางใดแล้วต้องยอมรับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในข้อมูลที่มีในขณะนั้น

ขั้นที่ 6 การปฏิบัติในการแก้ปัญหา ขั้นนี้เป็นการดำเนินการแก้ปัญหาและประเมินผลไปพร้อมกัน ถ้าผลเป็นที่พอใจและเกิดความสุข เรียกว่า”คิดเป็น” แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ซึ่งไม่เป็นที่พอใจ จะต้องเริ่มต้นกระบวนการคิดแก้ปัญหาใหม่       

 4. หลักการศึกษานอกโรงเรียน

      การศึกษานอกโรงเรียนเป็นกระบวนการของการศึกษาตลอดชีวิต มุ่งให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตามมาตรฐานของสังคมซึ่งเป็นสิทธิที่คนทุกคนพึงได้รับ นอกจากนั้นยังจะได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่องจากการศึกษาพื้นฐานเพื่อนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาชุมชนและสังคม ต่อไป การจัดการเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียน จึงยึดหลักการสำคัญ 5 ประการ ดังนี้

  1. หลักความเสมอภาคทางการศึกษา กลุ่มเป้าหมายของการศึกษานอกระบบส่วนมากเป็นผู้พลาดโอกาส และผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ซึ่งอาจมีความแตกต่างทางด้านสถานภาพในสังคม อาชีพเศรษฐกิจ และข้อจำกัดต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้การศึกษานอกระบบต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากแต่สร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน
  2. หลักการพัฒนาตนเองและการพึ่งพาตนเอง การจัดการศึกษานอกระบบจะต้องจัดการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตน สามารถเรียนรู้ เกิดความสำนึกที่จะพัฒนาตนเองได้ เป็นคนคิดเป็น ปรับตัวเพื่อให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เรียนด้วยตนเอง พึ่งพาตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุขท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม
  3. หลักการบูรณาการการเรียนรู้กับวิถีชีวิต หลักการนี้อยู่บนพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับสภาพปัญหา วิถีชีวิต สภาพแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นของผู้เรียน ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา สิ่งดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นลักษณะของการบูรณาการจึงมีความเหมาะสม โดยบูรณาการสาระต่าง ๆ เพื่อการเรียนรู้ และบูรณาการวิธีการจัดการเรียนการสอน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม
  4. หลักความสอดคล้องกับปัญหาความต้องการและความถนัดของผู้เรียน  หลักการนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักความต้องการของตนเอง สามารถจัดการศึกษาให้กับตนเองได้อย่างเหมาะสม ครู กศน. มีบทบาทในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนร่วมกำหนดวัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู้ วิธีการเรียน และการประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการการศึกษานอกระบบที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ
  5. หลักการเรียนรู้ร่วมกันและการมีส่วนร่วมของชุมชน การเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มผู้เรียนนับว่าสำคัญ เป็นการส่งเสริมและสร้างกัลยาณมิตรในกลุ่มผู้เรียน ก่อให้เกิดความร่วมมือความผูกพัน เอื้ออาทร การช่วยกันและกัน ปลูกฝังวินัยในตนเอง ฝึกความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นสำหรับผู้เรียนที่มีวุฒิภาวะ สำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชน ก็นับว่าเป็นหลักการสำคัญในการจัดการศึกษานอกระบบ ชุมชนสามารถเข้ามาร่วมในการจัดทำหลักสูตร สถานศึกษา การจัดสรรทรัพยากรเป็นแหล่งเรียนรู้ และสนับสนุนในเรื่องอื่น ๆ เพื่อผลิตผู้เรียนที่เป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนต่อไป

 

1. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

      แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สำคัญและเหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ คือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหลักปรัชญาของการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบและคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีดังนี้

1) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิต ดังเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมองความเปลี่ยนแปลงของโลกในเชิงระบบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤตเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา
2) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกสถานการณ์ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
3) “ความพอเพียง” มีองค์ประกอบของคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกัน

3.1) ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น3.2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ3.3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

4) เงื่อนไขการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ดังนี้

4.1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนนำไปปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง
4.2) เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย การมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ไม่โลภ ไม่ตระหนี่

5)  การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

5. หลักการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่ (Andragogy)

      การจัดเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียนจำเป็นจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ธรรมชาติของผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่อยู่นอกระบบโรงเรียน และส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่  มีความพร้อมและศักยภาพในการเรียนรู้ที่แตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายในระบบโรงเรียน การจัดการเรียนรู้ควรคำนึงถึงจิตวิทยาผู้ใหญ่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิด จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรมของผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีความแตกต่างระหว่างบุคคล มีความสนใจ มีลักษณะการเรียนรู้เฉพาะของตน เพื่อสามารถดำเนินการจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง (กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน, 2547:34-36)

      ทฤษฏี Andragogy ของ Knowles เป็นทฤษฏีที่พัฒนาขึ้นมาจากการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ซึ่งเน้นย้ำว่าผู้ใหญ่นั้นสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และคาดหวังว่าการตัดสินใจเรียนของผู้ใหญ่จะได้รับการตอบสนองที่ดี ดังนั้น โปรแกรม        การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จึงต้องสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพพื้นฐานของผู้ใหญ่แต่ละคน

หลักการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  คือ

    1) ผู้ใหญ่ต้องการที่จะรู้เหตุผลว่าทำไม  พวกเขาจึงต้องการเรียนรู้ในบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น  บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเรียน
   2) ผู้ใหญ่ต้องการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่ประสบอยู่
   3) ผู้ใหญ่มุ่งที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา  หรือนำไปใช้ได้จริง
   4) ผู้ใหญ่เรียนรู้ได้ดี เมื่อเรื่องที่เรียนนั้น มีคุณค่าจริง ๆ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา

Knowles ยกตัวอย่างของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่โดยต้องคำนึงว่า

1. มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายว่า  ทำไมเรื่องที่เฉพาะเจาะจงบางเรื่องจะต้อง ถูกสอนแก่ผู้ใหญ่  บางเรื่องยอมรับความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่แล้วได้ไม่ต้องเรียนอีก
2. การสอนจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำงาน เพื่อให้เกิดการจำได้อย่างแม่นยำ กิจกรรมการเรียนจะต้องอยู่ในบริบทของงานง่าย ๆ เพื่อที่จะก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
3. การสอนจะต้องครอบคลุมและคำนึงถึงความแตกต่างทางด้านพื้นฐานของผู้เรียน การจัดสื่อการเรียนและกิจกรรม จะต้องจัดในระดับที่แตกต่างกัน รวมทั้งประเภทของการเรียนรู้ที่หลากหลายของการมีประสบการณ์
4. เมื่อผู้ใหญ่  เริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง การสอนจะต้องช่วยให้ผู้เรียนค้นพบตัวเอง  และช่วยชี้แนะแนวทาง  เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น

 วิธีจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้ใหญ่   โดย  Jarvis (1983) ได้สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ ดังนี้  (กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน, 2547:35-36)

 

ลักษณะการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  วิธีจัดการเรียนรู้
1) การเรียนรู้เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน    ของมนุษย์ (Basic human need) – การสอนไม่ใช่สิ่งที่มีความจำเป็นและ  สำคัญมากนักในการเรียนรู้ แต่จะเป็นการ  อำนวยความสะดวกให้การเรียนรู้เร็วขึ้น
2) ผู้ใหญ่ในฐานะผู้เรียน ชอบที่จะมีส่วนร่วม (Participate) ในกระบวนการเรียนรู้     2.1 นักศึกษาผู้ใหญ่ส่วนมากจะมี สิ่งเหล่านี้ติดตัวมาด้วย  คือ
            – มีประสบการณ์ต่าง ๆ
            – ความหมายต่อสถานการณ์ การเรียนรู้
            – ความต้องการในการเรียนรู้      2.2 นักศึกษาผู้ใหญ่จะมีลักษณะบางประการต่อสถานการณ์ในการเรียนรู้ คือ
            – ความเชื่อมั่นในตนเอง
            – ความชื่นชมในตนเอง
            – การรับรู้ในตนเอง
– วิธีการสอนทั้งหลายควรจะใช้เพื่อการอำนวยความสะดวกมากกว่าจะเป็นการสั่งสอน
– ครูควรใช้ประสบการณ์ของผู้เรียนให้เป็น ประโยชน์ในการสอน
– ผู้สอนควรสร้างระบบความหมายที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นด้วยการบูรณาการความรู้เข้าด้วยกัน ครูควรช่วยเหลือนักศึกษาในการเรียนเพื่อการประยุกต์มากกว่าการสอนเฉพาะทฤษฏี
– ผู้สอนควรสนับสนุนให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
– พยายามสนับสนุนส่งเสริมให้ควบคู่ไปกับความรู้ที่เขาได้รับ
– สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการประเมินผลด้วยตนเอง

 

5. ออกแบบประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยคำนึงถึงจิตวิทยาผู้ใหญ่
6. ดำเนินการให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยวิธีการและสื่ออุปกรณ์ที่เหมาะสม  เน้นให้รู้จริง  รู้อย่างลึกซึ้ง
7. ประเมินผลการเรียนรู้และวิเคราะห์ความต้องการเรียนรู้อีกครั้งเพื่อดูว่าความต้องการเรียนรู้นั้น ๆ ได้รับการตอบสนองหรือไม่  เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการรับรู้ด้วย
8. เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนและเน้นกระบวนการคิดเป็น
9. อธิบาย สาธิต  ง่าย ๆ และชัดเจน เน้นของจริงและใกล้เคียงกับประสบการณ์ 
10. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ให้อิสระในการตัดสินใจของตนเอง
11. ละเว้นการลงโทษ ทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่ต้องอธิบายให้เข้าใจเหตุผล
12. จะต้องมีการวางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลอย่างชัดเจนร่วมกันกับผู้เรียน
13. กิจกรรมเนื้อหาตรงตามความต้องการและเป็นเรื่องใกล้ตัว
14. ส่งเสริมให้เรียนรู้ด้วยตนเอง หรืออาจจัดกลุ่มเล็ก ๆ ช่วยกันเรียน
15. เน้นให้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและการทำงานได้ด้วย    

     สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่ ต้องเป็นการจัดการที่เกิดจากความต้องการของผู้ใหญ่ และเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและสามารถ นำไปใช้ได้จริง การจัดการเรียนการสอนจึงต้องครอบคลุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่

เอกสารอ้างอิง 

          กระทรวงศึกษาธิการ,(2551). พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ : สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย.
         กระทรวงศึกษาธิการ,(2546).พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์(ร.ส.พ.).
        กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน,(2547). เอกสารเสริมความรู้การจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
        สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2553).แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ : รังสีการพิมพ์.

                                                   *****************************

เรื่อง การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 :อัญชลี ธรรมะวิธีกุล https://panchalee.wordpress.com/2011/03/24/learning-management

Advertisements

อาสาสมัคร กศน.

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
 ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
7  กุมภาพันธ์ 2554

1. ความเป็นมาและความสำคัญ

      พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรค 3 กำหนดให้ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งเป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เรียนและผู้จัดการเรียนรู้ มีการดำเนินการที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มาตรา 10 วรรค 2 การจัดการศึกษา การพัฒนาวิชาการ และบุคลากร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อการศึกษา และการยกย่องประกาศเกียรติคุณสำหรับผู้จัดการเรียนรู้การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และวรรค 3 สิทธิประโยชน์ตามความเหมาะสมให้แก่ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน สำนักงาน กศน. ในฐานะเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชน โดยมุ่งเน้นให้บุคคลมีความรู้ ประสบการณ์ และความพร้อมในการที่จะสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการเรียนรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ที่อยู่นอกระบบ ให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องและทั่งถึง เพื่อพัฒนากำลังคน และสังคมของประเทศ

     กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยอาสาสมัครส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของอาสาสมัครส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

2. ความหมาย

       อาสาสมัครส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรียกชื่อโดยย่อว่า อาสาสมัคร กศน. (Non-Formal and Informal Education Voluteer: NIEV)
     อาสาสมัคร กศน. หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและสมัครใจทำงานเพื่อสังคมในด้านการศึกษา โดยไม่รับค่าตอบแทนในหมวดเงินเดือนและได้รับการฝึกอบรมก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาสาสมัคร กศน. 

3. วัตถุประสงค์การมีอาสาสมัคร กศน.

1) เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถและจิตอาสาในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์เฉพาะด้าน ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในชุมชนได้อย่างทั่วถึง
2) เพื่อช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านทางการศึกษา ในชุมชน
3) เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน

4.วิธีดำเนินการ

วิธีดำเนินในการสรรหา คัดเลือก อบรมและแต่งตั้งอาสาสมัคร กศน. มี 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 กศน.อำเภอ/เขต ร่วมกับชุมชนดำเนินการสรรหาและคัดเลือก อาสาสมัคร กศน. ดังนี้

1) คุณสมบัติทั่วไปของ อาสาสมัคร กศน

1.1) อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
1.2) เป็นผู้ที่สมัครใจและเสียสละเพื่อช่วยงานการศึกษาตลอดชีวิตของประชาชน
1.3) เป็นผู้มีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่ประจำในหมู่บ้านหรือชุมชน
1.4) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและสามารถอ่านออกเขียนได้
1.5) เป็นบุคคลที่กรรมการหมู่บ้านหรือประชาชนรับรองว่าเป็นผู้ที่มีความประพฤติอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ได้รับความไว้วางใจและยกย่องจากประชาชน

ในกรณีที่คุณสมบัติไม่ครบตามข้อ 1.1) ถึงข้อ1.5) ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด/กรุงเทพมหานคร โดยยึดประโยชน์ของชุมชนเป็นหลัก

2) คุณลักษณะของอาสาสมัคร กศน.


2.1) มีจิตบริการ คือมีความพร้อมและเต็มใจที่จะดำเนินการช่วยเหลือหรือเป็นธุระให้งานต่าง ๆเสร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ
2.2) ให้บริการประชาชนอย่างมีคุณภาพ คือทำงานด้วยความรวดเร็ว เสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ มีความรอบคอบในการทำงาน ไม่สร้างปัญหาภายหลัง หรือต้องให้ผู้รับบริการกลับมาร้องเรียนหรือขอแก้ไขในเรื่องเดิมอีก
2.3) ให้ความสำคัญแก่ผู้พลาดโอกาส ขาดโอกาส และด้อยโอกาส โดยการให้ความช่วยเหลือ ดูแลด้วยความห่วงใย จริงใจ
2.4) พร้อมรับการตรวจสอบจากทุกฝ่าย  คือการทำงานด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มความสามารถ โปร่งใส มีเหตุผลและพร้อมรับการตรวจสอบในทุกกรณี
2.5) รักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทย คือการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและบุคลิกที่ดีงามของความเป็นไทย มีจิตใจโอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส และทำงานด้วยความอดทนและอดกลั้น

 

3) การคัดเลือกอาสาสมัคร   ในการคัดเลือกอาสาสมัคร กศน. ให้กำหนดตามจำนวนหลังคาเลือนในชุมชน โดยจำนวนไม่เกิน 50 หลังคาเรือนให้มีอาสาสมัคร กศน.ได้ไม่เกิน 1 คน สำหรับในพื้นที่ที่มีจำนวนหลังคาเรือนเกิน 50 หลังคาเรือน ให้อยู่ในดุลยพินิจ ของ กศน.อำเภอ/เขต และให้รายงานต่อ สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี ทราบ

 

ขั้นตอนที่ 2 สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร จัดให้อาสาสมัคร กศน. เข้ารับการฝึกอบรม ในเนื้อหาสาระ ดังต่อไปนี้

1) การสร้างพลังจิตอาสาในชุมชน
2) งาน กศน. กับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต
3) กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการทำงาน
4) แผนปฏิบัติงานรายเดือน : 30 วัน สู่ความสำเร็จ

ขั้นตอนที่ 3 ผอ.สำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร เสนอรายชื่ออาสาสมัครให้แก่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นชอบ ก่อนการแต่งตั้ง

ขั้นตอนที่ 4 สำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ขึ้นทะเบียนอาสาสมัคร กศน. ที่ผ่านการอบรม และออกบัตรประจำตัวให้แก่อาสาสมัคร กศน.

ขั้นตอนที่ 5 กศน.อำเภอ/เขต แต่งตั้งอาสาสมัคร กศน. ที่ผ่านการอบรม และคณะกรรมการ       ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นชอบ

5. บทบาทหน้าที่

5.1 บทบาทของ สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร

1) กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การดำเนินงานของอาสาสมัคร กศน. ของแต่ละจังหวัด/กรุงเทพมหานคร
2) ให้คำแนะนำหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ในการบริหารจัดการและพัฒนาอาสาสมัคร กศน.
3) ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร เสนอความเห็นชอบในการแต่งตั้ง อาสาสมัคร กศน.ตามที่สถานศึกษากำหนดต่อคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร
 4) เสนอเพิกถอนการเป็นอาสาสมัคร กศน. ที่มีความประพฤติเสียหาย ต่อคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี
5) จัดให้ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นอาสาสมัคร กศน. ของ กศน.อำเภอ/เขต เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ สำนักงาน กศน. กำหนด
6) ดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ผ่านการอบรมเป็นอาสาสมัคร กศน. และออกบัตรประจำตัวตามแบบที่ สำนักงาน กศน. กำหนด
7) จัดทำรายงานการปฏิบัติงานของ อาสาสมัคร กศน. เสนอคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัด/กรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี เป็นประจำปีงบประมาณ

5.2 บทบาทของ กศน.อำเภอ/เขต

1) กำหนดจำนวนอาสาสมัคร กศน. อำเภอ/เขต และรายงานสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร
2) กศน.อำเภอ/เขต ร่วมกับชุมชนดำเนินการสรรหาและคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติ เพื่อเข้ารับการอบรมและรายงานสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร
3) แต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติครบหรือผู้ที่ได้รับการยกเว้นเป็นอาสาสมัคร กศน.
4) มอบหมายภารกิจหน้าที่ให้กับอาสาสมัคร กศน. และกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร กศน.
5) ส่งเสริม สนับสนุน และเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติงานแก่อาสาสมัคร กศน.
6) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร กศน. ให้สำนักงาน กศน.จังหวัด/เขต และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

5.3 บทบาทหน้าที่ของ ครู กศน.

1) ร่วมกับ อาสาสมัคร กศน.สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับ
      1.1) จัดรวมกลุ่มเป้าหมาย 50 หลังคาเรือน
      1.2) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย/ชุมชน
      1.3) วิเคราะห์ข้อมูล และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
2) ร่วมกับอาสาสมัคร กศน. จัดทำแผนงาน/โครงการ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย/ชุมชน(แผนชุมชน) แผนงาน/โครงการแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แผนงาน/โครงการสำหรับกลุ่มเป้าหมายทั่วไป และแผนงาน/โครงการสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
3) ร่วมกับอาสาสมัคร กศน. ปฏิบัติงานจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย  การปฏิบัติงานมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมกลุ่มเป้าหมายให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของโครงการและกิจกรรม
ขั้นตอนที่ ดำเนินการจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
ขั้นตอนที่ 3 ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรม กศน. ให้ดียิ่งขึ้น

4) ร่วมกับ อาสาสมัคร กศน. นิเทศ เยี่ยมเยียน กลุ่มเป้าหมาย
5) ร่วมกับ อาสาสมัคร กศน. ในการประเมินโครงการ/กิจกรรม

5.4 บทบาทหน้าที่ และจรรยาบรรณ ของ อาสาสมัคร กศน.

5.4.1 บทบาทหน้าที่  ของ อาสาสมัคร กศน.

1) เสนอความต้องการในการเรียนรู้ของประชาชน โดยประสานกับ ครู กศน. ตำบล
2) ประชาสัมพันธ์ สื่อสาร เผยแพร่ข้อมูล เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ประชาชน
3) ส่งเสริม สนับสนุน และร่วมจัดกิจกรรม กศน.
4) ร่วมกับ ครู กศน. ตำบล ในการติดตามผล การจัดกิจกรรม กศน. ในชุมชน
5) ส่งเสริม สนับสนุน การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านการศึกษาของประชาชนในชุมชน          

5.4.2จรรยาบรรณ ของ อาสาสมัคร กศน

1) เป็นผู้มีอุดมการณ์ ถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
2) เป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
3) มีความเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต สามัคคีและศรัทธาในการปฏิบัติงาน
4) เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา

6. สิทธิประโยชน์ ของอาสาสมัคร กศน.

1) สิทธิในการเข้าร่วมโครงการและรับบริการจากกิจกรรมต่าง ๆของหน่วยงาน/สถานศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน. ทุกรูปแบบ สำหรับตนเองและครอบครัว(ครอบครัว หมายถึง สามีหรือภรรยาและบุตร) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
2) สิทธิในการเบิกค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน มีดังนี้

2.1) การจ้างดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของงาน กศน. (ไม่ใช่ภารกิจของครู กศน.) หรืองานที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
2.2) การเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพ/สอนเสริม
2.3) การเข้ารับการอบรม สัมมนา ที่ สำนักงาน กศน. ดำเนินการ
2.4) การได้รับการคัดเลือกไปศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ

3) มีสิทธิแต่งเครื่องแต่งกายตามที่กำหนด
4) มีสิทธิได้รับประกาศเกียรติคุณ จากสำนักงาน กศน. กรณีมีผลงานดีเด่นอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตามเกณฑ์การคัดเลือก ที่  กำหนด
5) มีสิทธิได้รับข่าวสารข้อมูล กิจกรรม/โครงการ กศน.
6) มีสิทธิในการออกเสียงคัดเลือกกรรมการเครือข่ายอาสาสมัคร กศน. ในระดับต่าง ๆ
7) มีสิทธิสมัครในการเข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการเครือข่ายอาสาสมัคร กศน. ในระดับต่าง ๆ
8) มีสิทธิได้รับการจารึกชื่อในทำเนียบอาสาสมัคร กศน.
9) มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ สงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2497

7. การกำหนดค่าตอบแทนอาสาสมัคร กศน.

1) มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่กระทรวงการคลังกำหนด ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร
2) สิทธิในการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมประเภทบุคคลภายนอก
3) การจ้างดำเนินงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ

 

เอกสารอ้างอิง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย.(2552). แนวทางการดำเนินงานอาสาสมัคร กศน. . กรุงเทพฯ.โรงพิมพ์อักษรไทย.

อ้างอิงบทความนี้ อาสาสมัคร กศน. อัญชลี ธรรมะวิธีกุล: https://panchalee.wordpress.com/2011/02/07/nfe-voluteer/

*********************
 

ห้องสมุด 3 ดี

 

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
31 มกราคม 2554

1. ความเป็นมา 

     กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายการพัฒนาห้องสมุดของสถานศึกษาให้เป็นศึกษาค้นคว้าของนักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพ โอกาส และสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะการเติมเต็มการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยไปสู่ การศึกษาตลอดชีวิตทั้งนี้ เนื่องจากในการปฏิรูปการศึกษาในช่วงแรก เน้นการจัดการศึกษาในระบบเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดแนวทางพัฒนา ห้องสมุด 3 ดีโดยเน้นการพัฒนาใน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หนังสือดี บรรยากาศดี และบรรณารักษ์ดี เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาตลอดชีวิต และนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สถานที่ และบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ มีหนังสือ สื่อการเรียนรู้ หลากหลายประเภทอย่างเพียงพอ และตรงกับความต้องการ

2. เป้าประสงค์ตามนโยบาย ห้องสมุด 3 ดี

    เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของห้องสมุดประชาชน ของ สำนักงาน กศน. ทุกแห่ง ให้เป็น ห้องสมุด 3 ดีได้กำหนดเป้าประสงค์ ดังนี้

       ดีที่ 1 หนังสือดี มีหนังสือ และสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาสาระถูกต้อง ไม่เป็นพิษเป็นภัย และตรงใจผู้อ่านในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่ออื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย

       ดีที่ 2 บรรยากาศดี ห้องสมุดประชาชนมีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการอ่าน การเรียนรู้ การค้นคว้า อุดมไปด้วยความรู้ ความบันเทิง สถานที่สะดวก สะอาด ร่มรื่น ปลอดโปร่ง ประหยัดพลังงาน สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชน และปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการ

      ดีที่ 3 บรรณารักษ์ดี บรรณารักษ์และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานห้องสมุด เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความรู้ในห้องสมุดกับผู้ใช้บริการ มีความเป็นมืออาชีพมีจิตบริการ มีความรู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกล ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นนักจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ เป็นผู้บริหารจัดการความรู้ที่ดี และเป็นผู้ปฏิบัติงานอย่างมีความสุข

3.วิสัยทัศน์ 

           ห้องสมุดประชาชนเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

4. พันธกิจ

1. ให้บริการหนังสือ และสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
2. ให้บริการในบรรยากาศที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้
3. ให้บริการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ

5. แนวทางการดำเนินงาน

1. จัดหาหนังสือ และสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพียงพอต่อความต้องการ และเหมาะสมสำหรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย
2. สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน การเรียน การค้นคว้า และสะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชน
3. พัฒนาและส่งเสริมคุณภาพบรรณารักษ์และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดให้มีความเป็นมืออาชีพ มีจิตบริการ เป็นนักจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ และเป็นผู้บริหารจัดการความรู้ที่ดี

 6. มาตรฐาน ห้องสมุด 3 ดี

มาตรฐานที่ 1 หนังสือดี หนังสือ และสื่อการเรียนรู้มีคุณภาพ มีเนื้อหาสาระถูกต้อง ไม่เป็นพิษเป็นภัย และตรงใจผู้อ่าน ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่ออื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย

มาตรฐานที่ 2 บรรยากาศดี มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการอ่าน การเรียนรู้ การค้นคว้า อุดมไปด้วยความรู้ ความบันเทิง สถานที่สะดวก สะอาด ร่มรื่น ปลอดโปร่ง ประหยัดพลังงาน สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชน และปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการ

มาตรฐานที่ 3 บรรณารักษ์ดี บรรณารักษ์และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานห้องสมุด เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความรู้ในห้องสมุดกับผู้ใช้บริการ มีความเป็นมืออาชีพมีจิตบริการ มีความรู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกล ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นนักจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ เป็นผู้บริหารจัดการความรู้ที่ดี และเป็นผู้ปฏิบัติงานอย่างมีความสุข

7. แนวทางการพัฒนาห้องสมุด 3 ดี

          ด้านหนังสือ

1) ดำเนินการให้มีการจัดซื้อหนังสือ และสื่อการเรียนรู้สำหรับห้องสมุดเป็นไปตามนโยบาย เพื่อให้มีหนังสือและสื่อที่มีคุณภาพและเพียงพอกับจำนวนผู้ใช้บริการ
2) แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกหนังสือและสื่อการเรียนรู้สำหรับห้องสมุด
3) ดำเนินการจัดซื้อหนังสือ และสื่อการเรียนรู้ ตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรร และตามรายชื่อที่คัดเลือกไว้ในสัดส่วนที่เหมาะสม
4) กำหนดนโยบายให้มีการใช้หนังสือ และสื่อการเรียนรู้เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน โดยส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการมีนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
5) จัดนิทรรศการ/ตลาดนัดหนังสือ และสื่อการเรียนรู้ โดยเชิญชวนร้านค้า และสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ร่วมจำหน่ายหนังสือและสื่อการเรียนรู้

          ด้านบรรยากาศ

1) พัฒนาหรือปรับปรุงห้องสมุดให้มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน การเรียนรู้ และการค้นคว้า
2) ปรับปรุง ออกแบบและตกแต่งอาคาร ทั้งภายใน และภายนอกห้องสมุดให้มีเอกลักษณ์สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและควรใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยในการออกแบบ
3) ซ่อมแซม ปรับปรุง จัดวางครุภัณฑ์และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัย อุณหภูมิ สี และองค์ประกอบของครุภัณฑ์ให้มีความสอดคล้องกัน รวมทั้งการจัดมุมต่าง ๆและพื้นที่ใช้สอยภายในห้องสมุดให้เหมาะสม

ด้านบรรณารักษ์

1) พัฒนา อบรมบรรณารักษ์และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดให้มีความรู้ในการบริหารจัดการห้องสมุดสมัยใหม่ รวมทั้งสร้างมุมมองใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
2) บรรณารักษ์ทำงานเชิงรุก เพื่อตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย
3) สนับสนุน ส่งเสริมให้บรรณารักษ์และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดได้รับโอกาสในการอบรม ศึกษาดูงาน หรือแลกเปลี่ยนความรู้กับบุคลากรห้องสมุดอื่น ๆ
4) ส่งเสริมบรรณารักษ์และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ การใช้หนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้กับผู้ใช้บริการ

อ้างอิงบทความนี้ อัญชลี ธรรมะวิธีกุล: ห้องสมุด 3 ดี https://panchalee.wordpress.com/2011/01/31/library3d/

*********************

อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน(อสอ.)

  

                                                                        อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
                                                                        ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
                                                                              28 มกราคม 2554

 ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

   ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา พัฒนาสังคม และช่วยเหลือชุมชนในลักษณะของการให้ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ซึ่งเรียกว่าอาสาสมัคร  ดังนั้นอาสาสมัครจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

1. ความหมายของอาสาสมัคร 

อาสาสมัคร (Volunteer) หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติงานที่ให้ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงินทองและการกระทำที่ไม่ใช่ภาระงานที่ต้องทำตามหน้าที่ หรือบุคคลที่มุ่งหวังทำงานเพื่อการบริการ และอุทิศตนโดยไม่ต้องการรับค่าตอบแทนเป็นเงินทองจากการทำงานนั้น ๆ แต่อย่างใด

องค์ประกอบของอาสาสมัคร มีดังนี้

1. การเลือก (Choose) หมายถึงมีอิสระที่จะกระทำหรือไม่กระทำในงานนั้น เป็นการกระทำโดยสมัครใจ
2. มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) หมายถึงการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือสังคมส่วนร่วม
3. ไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน (Without Monetary Profit) หมายถึงการกระทำที่ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนในรูปของสินจ้างรางวัล และต้องถือหลักว่าไม่เป็นการจ้าง งานอาสาสมัครไม่ได้หวังผลรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่อาจรับเป็นรางวัลหรือค่าใช้จ่ายทดแทนที่ตนเองได้ใช้จ่ายไปแต่ไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่ได้กระทำไป
4. เป็นการอุทิศกำลังกาย กำลังใจและเวลาให้แก่ส่วนรวม (Altruism) ไม่ใช่การอุทิศกำลังทรัพย์
5. งานที่ทำไม่ใช่ภาระงานที่ต้องทำตามหน้าที่ (Beyond Basic Obligations) 

 

2. ปัจจัยที่นำไปสู่อาสาสมัคร

  จิตวิญญาณอาสาสมัคร(Spinrit of Voluntarism) คือการมีจิตใจที่เสียสละ ทำงานด้วยความสมัครใจ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งตรงกับแนวคิด จิตอาสา หมายถึงจิตที่พร้อมจะสละเวลา แรงกาย สติปัญญาเพื่อปฏิบัติงานที่เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อร่วมแก้ไขปัญหา ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นในสังคม ชุมชน เป็นจิตแห่งการให้ ดังนั้น อาสาสมัคร และจิตอาสา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป ผู้ที่เป็นอาสาสมัครจึงเป็นผู้ที่มีจิตอาสา

3. ประโยชน์ที่ อาสาสมัครได้รับจากการปฏิบัติงานอาสาสมัคร

1. พัฒนาสภาวะจิตใจให้ดีขึ้น
2. ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคม
3. ได้เรียนรู้ทักษะการทำงานใหม่
4. ได้พบเพื่อนใหม่ ๆ
5. ได้รับความสนุกสนานท้าทาย
6. พัฒนาภาวะความเป็นผู้นำให้กับตนเอง
7. พัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

4. อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน (อสอ.)

      

  โครงการอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสำนักงาน กศน. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ(สสส.) โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้อาสาสมัครส่งเสริมการอ่านซึ่งเป็นคนในชุมชนเป็นต้นแบบที่ดีของบุคคลที่มีนิสัยรักการอ่านเป็นผู้นำและทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาวิธีการส่งเสริมให้คนในชุมชนเกิดความตระหนัก เห็นความสำคัญของการอ่านและเกิดการบ่มเพราะนิสัยรักการอ่านขึ้นต่อประชาชนในชุมชน ทั้งนี้ การดำเนินงานอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านนี้เป็นการดำเนินงานในลักษณะเจาะลึกพื้นที่โดยทำงานประสานกับ กศน. ตำบล ห้องสมุดประชาชนและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุมชน

          4.1 คุณสมบัติของอาสาสมัคร

1) อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
2) เป็นผู้มีจิตอาสาช่วยเหลืองานส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3) เป็นผู้มีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่ประจำในหมู่บ้านหรือชุมชน
4) เป็นผู้รักหนังสือ รักการอ่าน สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายวัย
5) เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากคนในชุนชน

          4.2 ภารกิจของอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน

1) สร้างสรรค์ระบบ วิธีการ นำหนังสือหมุนเวียนเพื่อให้เข้าถึงประชาชนในชุมชนอย่างทั่วถึงทุกครัวเรือน
2) พัฒนาและดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้ชุมชนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการอ่าน เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน
3) สร้าง จัดกระบวนการและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่านให้มีความเหมาะสมกับบริบทของชุมชนนั้น ๆ
4) ประสานความร่วมมือกับสื่อทุกแขนงในชุมชน เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการอ่าน

          4.3 แนวทางการดำเนินงานของอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน

1) แกนนำอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านจะต้องดำเนินการขยายผลการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครในเขตพื้นที่ชุมชนของตนเอง เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรม กระบวนการส่งเสริมการอ่าน
2) ใช้ กศน. ตำบล เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงาน การจัดประชุมเครือข่ายอาสาสมัคร การวางแผน การบริหารจัดการด้านต่าง ๆ
3) ทำงานโดยประสานกับ อบต. ครู กศน. ครู ศรช. ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน พร้อมทั้งร่วมกันดำเนินการพัฒนาแนวทางการทำงานส่งเสริมการอ่านในชุมชน
4) ใช้ห้องสมุดประชาชน เป็นแหล่งทรัพยากรด้านข้อมูล รวมทั้งหนังสือเพื่อการส่งเสริมการอ่าน หรือการทำกิจกรรม

         4.4 ความคาดหวัง ในการทำงานของอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน(อสอ.)

1) อสอ. ทำงานอาสาสมัครด้วยใจและมีความศัทธาในการทำงานอาสาสมัคร
2) อสอ. ทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
3) อสอ. ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนทางวัตถุ
4) การทำงานเป็นการพัฒนาให้เกิดเครือข่าย คือมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย อสอ.
5) อสอ. สามารถทำงานร่วมกับหน่วยงาน และบุคคลอื่นในพื้นที่ได้
6) อสอ. เข้ารับการอบรม และพัฒนาตนเองให้เกิดทักษะการปฏิบัติงาน
7) สามารถจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์งานจิตอาสาในงานส่งเสริมการอ่าน
8) สร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนางานจิตอาสาในการส่งเสริมการอ่าน
9) เผยแพร่การดำเนินงานส่งเสริมการอ่านทางสื่อต่าง ๆ

 

เอกสารอ้างอิง:สำนักงานโครงการส่งเสริมการอ่าน,สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย.อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน.

อ้างอิงบทความนี้   อัญชลี ธรรมะวิธีกุล: อาสาสมัครส่งเสริมการอ่านhttps://panchalee.wordpress.com/2011/01/28/readingvolunteer/

*****************************