แนวคิด: การวัดผลและประเมินผลการจัดการศึกษาอาชีพ

 อัญชลี ธรรมะวิธีกุล

image

การจัดการศึกษาอาชีพ

การจัดการศึกษาอาชีพ  คือกระบวนการในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจและมีทักษะด้านอาชีพ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ มีรายได้ โดยการจัดการเรียนรู้ ที่จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคล การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติและฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจากสถานการณ์จริง สามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้

ดังนั้นการวัดผลประเมินผลจึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญ ที่จะบอกให้รู้ว่า  เมื่อจัดการเรียนรู้เสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะและมีคุณลักษณะตามจุดมุ่งหมายที่หลักสูตรกำหนดหรือไม่เพียงใด ซึ่งความเป็นจริงแล้วการวัดผลและประเมินผลมิได้ทำเฉพาะเมื่อกระบวนการเรียนรู้จบลงแล้วเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตลอดเวลาของการดำเนินจัดการเรียนรู้ เนื่องจากการวัดผลและประเมินผลเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ทุกขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้นการประเมินจึงเริ่มตั้งแต่ประเมินก่อนเรียน ประเมินขณะเรียน และประเมินหลังเรียน

การวัดและประเมินผล

  1. การวัดผล เป็นการสอบวัดว่าเมื่อกระบวนการเรียนการรู้ดำเนินไป ผู้เรียนมีพฤติกรรมด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ เปลี่ยนไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ โดยใช้เครื่องมือวัดผลต่าง ๆ เป็นเครื่องวัด การใช้เครื่องมือสอบวัดแต่ละชนิดจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนจัดการเรียนรู้ ผลจากการสอบวัดอาจจะเป็นเชิงปริมาณ หรือเชิงคุณภาพ เช่นเป็นคะแนน เป็นค่าร้อยละ หรือระดับคุณภาพ ซึ่งยังไม่สามารถตัดสินได้ว่า ผู้เรียนมีคุณภาพเป็นอย่างไรจนกว่าจะมีการประเมินผล
  2. การประเมินผล เป็นกระบวนการที่จะตัดสินว่าผู้เรียนมีคุณภาพหรือไม่ มีในระดับใด โดยนำคะแนนที่ได้จากการสอบวัดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้

ประเภทการประเมิน 4 ประเภท

  1. การประเมินก่อนเรียน เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานของผู้เรียนรายบุคคลว่า ผู้เรียนมีพื้นความรู้ในเรื่องที่จะเรียนมากน้อย เพียงใด  เพื่อที่ครูจะได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
  2. การประเมินผลระหว่างเรียน  เป็นการประเมินระหว่างดำเนินการจัดการเรียนรู้ เพื่อดูความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มเรียน และ เพื่อนำผลที่ได้มาใช้ประโยชน์ในปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การประเมินผู้เรียนเฉพาะราย เป็นการประเมินเพื่อหาข้อบกพร่องของผู้เรียนเฉพาะราย เพื่อครูจะได้หาแนวทางในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้ถูกต้อง
  4. การประเมินเมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้ เป็นการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน ว่าผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนหรือไม่ หรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับใด

การกำหนดเครื่องมือวัดผลและประเมินผล

ในการวัดผลและประเมินผลครูจะต้องวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ดังนั้นก่อนสร้างเครื่องมือวัดครูจะต้องวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ว่าเป็นจุดประสงค์ที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมในด้านใด ระดับใด แล้วจึงกำหนดเครื่องมือวัดผล

ตัวอย่าง    การวิเคราะห์เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลตามประเภทของจุดประสงค์การเรียนรู้

วิธีวัด/ประเภทของเครื่องมือวัด  ประเภทของจุดประสงค์การเรียนรู้

พุทธิพิสัย

ทักษะพิสัย จิตพิสัย
1.การสังเกต/แบบสังเกตพฤติกรรม

/

/

2.สอบถาม/ประเด็นคำถาม

/

/

3.สอบถาม/แบบสอบถาม

/

4.ตรวจผลงาน/แบบตรวจผลงาน

/

5.ตรวจแบบฝึกหัด/แบบฝึกหัด,ใบงาน  /  /
6.ทดสอบ/แบบทดสอบ

 /

 

ดังนั้นนั้นเมื่อมีการวิเคราะห์เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล ตามประเภทของจุดประสงค์การเรียนรู้ จะทำให้ครูสามารถใช้วิธีการวัดผลและเครื่องมือวัดผลได้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และสามารถดำเนินการวัดและประเมินผลได้ตามเป้าหมาย และถือว่าเป็นการวัดที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้

ประโยชน์ของการวัดและประเมินผล

  1. ผู้เรียนสามารถรู้ผลการเรียนของตนเองว่าเป็นอย่างไร  เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเอง และเป็นแนวทางในการวางแผนศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้
  2. ครูผู้สอนได้ทราบว่า ผู้เรียนแต่ละคนมีพัฒนาการในการเรียนรู้หรือไม่ มีในระดับใด เพื่อที่ครูจะได้ปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียนให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้
  3. ผู้บริหารสถานศึกษาได้ทราบผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและโดยรวม เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการศึกษาอาชีพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  4.  เป็นข้อมูลสำคัญต่อระบบประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งประกันคุณภาพภายในและประกันคุณภาพภายนอก

 แนวคิดในการวัดผลและประเมินผลการจัดการศึกษาอาชีพ

สถานศึกษาควรจัดทำระเบียบการวัดผลประเมินผลหลักสูตรการศึกษาอาชีพ  โดยคณะกรรมการสถานศึกษาเห็นชอบ ซึ่งมีแนวทางดำเนินการดังนี้

1.หลักการในการวัดผลและประเมินผลการจัดการศึกษาอาชีพ

1.1  สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบการวัดและประเมินผลการเรียนของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม
1.2 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนและตัดสินผลการเรียน
1.3   การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ต้องสอดคล้องและครอบคลุมจุดมุ่งหมายและจุดประสงค์  ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาอาชีพของสถานศึกษา และจัดให้มีการประเมินความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  การมีส่วนร่วม  คุณธรรมจริยธรรม ความรู้และทักษะ
1.4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนรู้ ต้องดำเนินการด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถวัดและประเมินผลผู้เรียนได้อย่างรอบด้านทั้งด้านพุทธิพิสัย  จิตพิสัย และทักษะพิสัย  เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด สอดคล้องกับวิชา และระดับของผู้เรียน โดยอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรม และเชื่อถือได้
1.5  การประเมินผู้เรียน พิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน จากพฤติกรรมการเรียนรู้ การปฏิบัติกิจกรรม ผลงานของผู้เรียน การทดสอบ  ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนรู้ ตามความเหมาะสมของแต่ละหลักสูตรวิชา และรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1.6  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน

2. การดำเนินการวัดและประเมินผลให้ครบองค์ประกอบทั้ง 5 ด้าน คือ  ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  การมีส่วนร่วม  คุณธรรมจริยธรรม ความรู้และทักษะ

2.1 ประเมินความรู้ความสามารถ ทักษะ ด้วยการสอบถาม ทดสอบ และปฏิบัติจริง
2.2  ประเมินด้านคุณธรรม ด้วยการสังเกต สอบถาม
2.3 ประเมินผลงานตามสภาพจริง
2.3  ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ด้วยการสังเกต สอบถาม

3. การประเมินผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนในแต่ละหลักสูตรวิชา เป็นการประเมินความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  การมีส่วนร่วม  คุณธรรมจริยธรรม ความรู้และทักษะ

 ซึ่งจะนำไปสู่การสรุปผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้

3.1  ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้และ วิธีการประเมินผลการเรียน เกณฑ์การผ่าน ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนแต่ละหลักสูตรวิชา
3.2   จัดให้มีการประเมินผลก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน และความรอบรู้ในเรื่องที่จะเรียน ด้วยวิธีการที่เหมาะสม
3.3   จัดให้มีการประเมินผลระหว่างเรียน  เพื่อศึกษาผลการเรียนและนำไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น
3.4  การตัดสินผลการเรียนให้นำผลการประเมินที่ประเมิน ระหว่างเรียนและหลังเรียน ไปรวมกัน ตามสัดส่วนที่สถานศึกษากำหนด แล้วให้ระดับผลการเรียน

4.เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

4.1  การตัดสินผลการเรียน
4.1.1  ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนตลอดหลักสูตรวิชา
4.1.2ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินระหว่างเรียนและหลังเรียนที่กำหนดไว้ในแต่ละหลักสูตรวิชา ในระดับดีขึ้นไป

4.2  การให้ระดับผลการเรียน

การตัดสินผลการเรียนแต่ละหลักสูตรวิชา  ให้ใช้ระบบตัวเลขแสดงระดับผลการเรียน เป็น 5 ระดับ ดังนี้

ระดับผลการเรียน

ความหมาย

ช่วงคะแนนเป็นร้อยละ

5

ดีเยี่ยม

90-100

4

ดี

70-89

3

พอใช้

50-69

2

น้อย

30-49

1

น้อยที่สุด

10-29

4.3 เกณฑ์การจบหลักสูตรวิชา

4.3.1  ผู้เรียนเรียนตามโครงสร้างหลักสูตรวิชาและเวลาเรียนที่กำหนด
4.3.2  ผู้เรียนต้องมีผลการประเมิน วิชาที่เรียน ผ่านตั้งแต่ระดับ ๔ ขึ้นไป

5. เอกสารหลักฐานการศึกษา

การจัดหาและจัดทำเอกสารหลักฐานการศึกษา เอกสารหลักฐานการศึกษา ที่สถานศึกษากำหนด เพื่อบันทึกพัฒนาการ ผลการเรียนรู้ และข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผู้เรียน ดังนี้

5.1 แบบบันทึกผลการเรียนรู้ระหว่างเรียน
5.2 แบบประเมินและรายงานผลการจบหลักสูตรการศึกษาอาชีพ

ตัวอย่าง

1. ระเบียบการวัดและประเมินผลหลักสูตรการศึกษาอาชีพ
2. แบบประเมินทักษะ
3. แบบประเมินผลการศึกษาอาชีพ :ประเมินผู้เรียนเป็นรายบุคคล
4. แบบประเมินและรายงานผลการจบหลักสูตรการศึกษาอาชีพ

 

เอกสารอ้างอิง    

สำลี รักสุทธี และคณะม,มปป.วิธีการจัดการเรียนการสอน การเขียนแผนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา

 

***************************

การสร้างและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

                                                                                                     อัญชลี ธรรมะวิธีกุล

IMG_04171

 1. การจัดการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดไว้ในมาตรา 49 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ดังนั้น สำนักงาน กศน.จึงได้พัฒนาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาใช้ในการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบโรงเรียน เช่นกลุ่มประชากรวัยแรงงาน ทหารกองประจำการ อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำท้องถิ่น แรงงานไทย กลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มคนไทยในต่างประเทศและ ประชนทั่วไป เป็นต้น

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์จากการดำรงชีวิต การประกอบชีพ โดยการกำหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ด้านจิตใจให้มีคุณธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน สามารถจัดการกับองค์ความรู้ ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สร้างภูมิคุ้มกันตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอพียง รวมทั้งคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่นอกระบบ และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคม การเมือง การปกครอง ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสาร

การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ตามปรัชญา “คิดเป็น” และยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ผู้เรียนแต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านวัย วุฒิภาวะ ความถนัด ความสนใจ วิธีการเรียนรู้ ตลอดจนมีการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้จึงต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเอง ตามธรรมชาติ เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ และเรียนรู้อย่างมีความสุข

โครงสร้างของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไว้ดังนี้

– ระดับการศึกษา  แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
– สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 สาระ คือ สาระทักษะการเรียนรู้  สาระความรู้พื้นฐาน
– สาระการประกอบอาชีพ สาระทักษะการดำเนินชีวิต และสาระการพัฒนาสังคม
– เวลาเรียน ในแต่ละระดับใช้เวลาเรียน 4 ภาคเรียน ยกเว้นกรณีที่มีการเทียบโอนผลการเรียน ทั้งนี้ผู้เรียนต้องลงทะเบียนในสถานศึกษาอย่างน้อย 1 ภาคเรียน
– หน่วยกิต ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต

จำนวนหน่วยกิตในแต่ละระดับ มีดังนี้
– ระดับประถมศึกษา ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต แบ่งเป็นวิชาบังคับ 36 หน่วยกิต และวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต
– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต แบ่งเป็นวิชาบังคับ 40 หน่วยกิต และวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 16 หน่วยกิต
– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่น้อยกว่า 76 หน่วยกิต แบ่งเป็นวิชาบังคับ 44 หน่วยกิต และวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 32 หน่วยกิต
– การเรียนรู้จากการทำโครงงาน วิชาเลือกในแต่ละระดับ สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียน เรียนรู้จากการทำโครงงาน จำนวนอย่างน้อย 3 หน่วยกิต
– กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต กำหนดให้ผู้เรียนทุกระดับต้องทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต จำนวนไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง เป็นเงื่อนไขในการจบหลักสูตร

การเทียบโอนผลการเรียน  สถานศึกษาจะต้องจัดให้มีการเทียบโอนผลการเรียนหรือเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน ให้เป็นส่วนหนึ่งของผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยสถานศึกษาต้องจัดทำระเบียบหรือแนวปฏิบัติการเทียบโอนให้สอดคล้องกับแนวทางการเทียบโอนที่สำนักงาน กศน. กำหนด โดยกำหนดวิธีการเทียบโอน  ดังนี้

1.  การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักฐานการศึกษาที่จัดการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษาตอนต้น  และตอนปลายหรือเทียบเท่า
2.  การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษานอกระบบประเภทการศึกษาต่อเนื่อง
3.  การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรต่างประเทศ
4.  การเทียบโอนผลการเรียนจากความรู้และประสบการณ์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
5.  การเทียบโอนผลการเรียนจากการประเมินความรู้และประสบการณ์

การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551  มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1  การแนะแนว

การแนะแนวเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญ สถานศึกษาจะต้องจัดบริการแนะแนว เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพราะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่กลุ่มเป้าหมายควรจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับ วิธีเรียน กศน. ซึ่งมีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกเรียนได้ และจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจบหลักสูตรการศึกษา การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ การเทียบโอนผลการเรียน ที่ผู้เรียนสามารถนำผลการเรียน หรือนำประสบการณ์ มาขอเทียบโอนความรู้ตามหลักสูตรฯ และเรียนเพิ่มเติมบางสาระที่ไม่สามารถเทียบโอนได้ สถานศึกษาจะต้องจัดบริการแนะแนวให้กับกลุ่มเป้าหมายได้เข้าใจแต่เริ่มต้น เพื่อเขาจะได้ตัดสินใจเลือกเรียนได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของตนเอง

ขั้นตอนที่ 2  การรับสมัครผู้เรียน และการตรวจสอบหลักฐานการศึกษา

การรับสมัครผู้เรียน และการตรวจสอบหลักฐานการศึกษา สถานศึกษาจะต้องตรวจสอบหลักฐานการสมัครให้ถูกต้องครบถ้วน เช่น การกรอกใบสมัครเป็นนักศึกษา กศน. วุฒิการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้านผู้สมัครที่มีชื่อบิดามารดา บัตรประจำตัวประชาชน ใบเปลี่ยนชื่อ – ชื่อสกุล หรือใบทะเบียนสมรส ใบหย่า รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมแว่นตาดำและไม่สวมหมวก เป็นต้น เมื่อตรวจสอบหลักฐานและใบสมัครเป็นนักศึกษา กศน. ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้กรอกใบลงทะเบียนเรียน การลงทะเบียนเรียนนั้น นักศึกษาต้องยื่นขอลงทะเบียนเรียนตามสาระรายวิชาที่สถานศึกษาเปิดสอนและตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดให้ลงทะเบียนได้ตามวันเวลาที่กำหนด ดังนี้(สำนักงาน กศน. , 2555 :  7)

ระดับประถมศึกษา ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละไม่เกิน 14 หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละไม่เกิน 17 หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละไม่เกิน 23 หน่วยกิต

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษาที่เปิดให้ลงทะเบียน

ขั้นตอนที่ 3 การปฐมนิเทศ และการวางแผนการเรียน

การปฐมนิเทศและการวางแผนการเรียน เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากสำหรับผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจเกี่ยวกับวิธีเรียน กศน. การวัดผลและประเมินผล ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนได้เลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม ตามความต้องการ สอดคล้องกับวิถีชีวิต และการทำงานหรือ การประกอบอาชีพ ของผู้เรียน เช่น การเรียนแบบพบกลุ่ม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบทางไกล การเรียนรู้แบบชั้นเรียน และการเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ ซึ่งการเรียนรู้ตามรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าว ในแต่ละรายวิชาผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรืออาจเลือกการเรียนหลาย ๆ รูปแบบ ได้ตามความต้องการและความเหมาะสมของผู้เรียน ที่ผู้เรียนคิดว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษา สถานศึกษาจะต้องชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจถึงวิธีการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าว

ขั้นตอนที่ 4 การวัดและประเมินผล

การวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำผลการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรฯหรือนำไปใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน โดยตรง และนำไปปรับปรุงแก้ไขการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นรวมทั้งการนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินความสำเร็จทางการศึกษาของผู้เรียน การวัดผลและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 2 ระดับ ดังนี้ (สำนักงาน กศน.,2555 : 9)

  1. การประเมินผลในระดับสถานศึกษา เป็นการดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนเป็นรายวิชา ประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต และประเมินคุณธรรม
  2. การประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนเข้ารับการประเมินในภาคเรียนสุดท้ายก่อนสอบปลายภาคเรียนนั้น ๆ

วิธีเรียน กศน.  เป็นวิธีเรียนที่ผู้เรียน ต้องฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ในสถานการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระในแต่ละรายวิชา รวมทั้งการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามสภาพความพร้อมพร้อมและความต้องการของผู้เรียนโดยมีครูเป็นผู้ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร พร้อมทั้งมีการให้บริการแนะแนวหรือระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ด้วยการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ แนะนำและร่วมกับผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาให้กับผู้เรียน ซึ่งวิธีการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังที่กล่าวมาแล้วเรียกว่า “วิธีเรียน กศน.” ซึ่งสามารถจัดการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ โดยพิจารณาจากความพร้อม ความสนใจ และศักยภาพของผู้เรียน  ความพร้อมในการบริหารจัดการของสถานศึกษา  ความพร้อมและศักยภาพของครูผู้สอน และความยากง่ายของเนื้อหารายวิชา

วิธีเรียน กศน. ตามตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 255วิธีเรียน กศน.  ที่เหมาะสมกับผู้เรียน เช่น การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบทางไกล การเรียนรู้แบบชั้นเรียน ซึ่งการเรียนรู้แต่ละรูปแบบมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนกำหนดแผนการเรียนรู้ของตนเองให้สอดคล้องกับรายวิชาที่ลงทะเบียน โดยระบุขั้นตอนการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นจนจบ และมีครูเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการศึกษาหาความรู้จากสื่อต่าง ๆและแหล่งการเรียนรู้

การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดให้ผู้เรียนมาพบกันโดยมีครูเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาข้อสรุปความรู้ร่วมกัน ทุกสัปดาห์ครูจะต้องจัดให้มีการพบกลุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละ6 ชั่วโมง(สำนักงาน กศน.,2555:211)

การเรียนรู้แบบทางไกล เป็นการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ โดยผู้เรียนและครูจะสื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่นการเรียนรู้แบบ e – learning หรือถ้ามีความจำเป็นอาจจะพบกันเป็นครั้งคราว

 การเรียนรู้แบบชั้นเรียน เป็นการเรียนรู้ในลักษณะแบบห้องเรียน ที่สถานศึกษากำหนดรายวิชา เวลาเรียน และสถานที่ที่เรียนชัดเจน การเรียนรู้แบบชั้นเรียนเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีเวลามาเข้าชั้นเรียนสม่ำเสมอ

การเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบ ดังที่กล่าวข้างต้น สถานศึกษาและผู้เรียนจะร่วมกันกำหนดว่าในแต่ละรายวิชาจะเรียนรู้แบบใด ซึ่งขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาสาระของแต่ละรายวิชานั้น ๆ โดยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้เรียน และขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดสอนเสริมเพื่อเติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นสถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้แบบอื่น ๆ ได้ตามความต้องการของผู้เรียนและความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่ง

นอกจากนั้นสถานศึกษาสามารถออกแบบวิธีการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น ๆได้ตามความต้องการของผู้เรียน

2. การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

ในการจัดการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยการใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อบุคคล ภูมิปัญญา แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ชุมชน และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ผู้เรียน ครู สามารถพัฒนาสื่อการเรียนรู้ขึ้นเอง หรือนำสื่อต่างๆ ที่มีอยู่ใกล้ตัว และข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการเรียนรู้ โดยใช้วิจารณญาณในการเลือกใช้สื่อต่างๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณค่า น่าสนใจ ชวนคิด ชวนติดตาม เข้าใจง่าย เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง และต่อเนื่องตลอดเวลา

นวัตกรรมทางการศึกษา(Educational Innovation) คือ ความคิดใหม่ วิธีการใหม่ เทคนิคใหม่ แนวทางใหม่ ผลผลิตใหม่ ที่ได้ปรับประยุกต์ สร้างสรรค์ และพัฒนา ทั้งจากการต่อยอดภูมิปัญญาเดิมหรือจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ด้วยภูมิปัญญาใหม่ให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา

2.1 การแบ่งประเภทของนวัตกรรมการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตามภารกิจของการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 5 ประเภท ดังนี้

1)  นวัตกรรมด้านรูปแบบหรือวิธีการจัดการศึกษา  เช่น
– การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มประชากรวัยแรงงาน
– การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้กับทหารกองประจำการ
– การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มผู้นำท้องถิ่น
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายบนพื้นที่สูง
– การศึกษารูปแบบการจัดการศึกษา ระดับประถมศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551
สำหรับบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษที่อยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับแต่ไม่สามารถเรียนในระบบโรงเรียน
– การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา ระดับประถมศึกษา ตาม หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับกลุ่มเป้าหมายชาวเล ซึ่งเป็นเด็กวัยเรียนที่ไม่ได้รับการศึกษาในระบบ                                                                                  

2)  นวัตกรรมด้านการจัดเรียนรู้หรือการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เช่น
–  การพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้การทำโครงงาน
–  การพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
–  การศึกษาเทคนิคในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
–  การพัฒนาการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้เรียน
–  การพัฒนาการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้เรียน(กพช.)

3) นวัตกรรมด้านสื่อการเรียนรู้ เช่น
– เอกสารประกอบการเรียน
– บทเรียนสำเร็จรูป
– ชุดการสอน
– ชุดฝึกทักษะ
– คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
– E-learning

4) นวัตกรรมด้านการวัดผลและประเมินผลการศึกษา เช่น
– การพัฒนาการวัดผลแบบอิงเกณฑ์ อิงกลุ่ม
– การพัฒนาการวัดผลตามสภาพจริง (Authentic)
– การพัฒนาแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน
– การพัฒนาการประเมินเพื่อจัดกลุ่มเรียน

5) นวัตกรรมด้านการบริหารการศึกษา เช่น
– การพัฒนารูปแบบการประชาสัมพันธ์ กศน.
– การพัฒนารูปแบบ การจัดบริการแนะแนว
– การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
– การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งการเรียนรุ้
– การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศ
– การพัฒนาระบบการบริหารงานทะเบียนและการตรวจสอบวุฒิการศึกษา
– การพัฒนาครูประจำศูนย์การเรียนชุมชนในการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
– การพัฒนาระบบนิเทศภายในสถานศึกษา

                 

2.2 การใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้

การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีความหมายใน 2 ลักษณะ คือ

1. การวิจัยและพัฒนา หมายถึง กระบวนการดำเนินงานที่ประกอบด้วยขั้นตอนการวิจัยและขั้นตอนการพัฒนา โดยการนำผลจากการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาเพื่อการแก้ปัญหา หรือพัฒนาสภาพเดิมให้ดีขึ้น หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. การวิจัยและพัฒนา หมายถึง การพัฒนา โดยใช้กระบวนการวิจัยในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนา โดยใช้องค์ความรู้เชิงวิจัยมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 

2.3 กระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1  การประดิษฐ์คิดค้น หรือเป็นการพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้
ระยะที่ 2  การพัฒนาโดยการทดลองในลักษณะโครงการทดลอง (Pilot Project)
ระยะที่ 3  การนำไปใช้ในจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์จริง

2.4 ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

ขั้นที่ 1 การศึกษา รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ทฤษฎี หลักการ  ระเบียบ แนวปฏิบัติ สภาพ ปัญหา และความต้องการในการจัดการศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น   ดังนี้ 

1) กำหนดประเด็น ข้อมูลที่ต้องการศึกษาค้นคว้า
2) กำหนดวิธีการศึกษา รวบรวมข้อมูล
3) กำหนดและจัดทำเครื่องมือการศึกษา/ รวบรวม
4) กำหนดและจัดหาแหล่งข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง
5) จัดทำแผนการศึกษาและรวบรวมข้อมูล
6) ดำเนินการตามแผน
7) วิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา/ การรวบรวมข้อมูล

 

ขั้นที่ 2  การออกแบบนวัตกรรมให้สอดคล้องกับทฤษฎี หลักการ  ระเบียบ แนวปฏิบัติ  สภาพปัญหาและความต้องการ    ดังนี้

1) กำหนด/ เลือกประเภทนวัตกรรมที่เหมาะสม
2) ศึกษารายละเอียดของนวัตกรรมที่กำหนด
– องค์ประกอบสำคัญ
– ขั้นตอนการจัดทำ/ สร้างนวัตกรรม
– กระบวนการบริหารจัดการ/ ใช้นวัตกรรม
– ฯลฯ

3) จัดทำหรือพัฒนานวัตกรรม
4) การตรวจสอบคุณภาพ ความเหมาะสมเบื้อต้นของนวัตกรรม

ขั้นที่ 3  การทดลอง วิจัย และพัฒนาเพื่อให้นวัตกรรมมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ ดังนี้

1) การบริหารจัดการกระบวนการทดลอง
2) จัดทำแผนการทดลอง
3) ดำเนินการทดลอง
4) ประเมินผลการทดลอง (Evaluation)
5) พัฒนา/ ปรับปรุงนวัตกรรม

 

ขั้นที่ 4  การเผยแพร่ไปสู่ประชากรเป้าหมายเพื่อให้เกิดการยอมรับและนำไปปฏิบัติอย่างแพร่หลายและกว้างขวาง ดังนี้

1) ขยายผลการนำนวัตกรรมไปใช้จริง
2) การติดตามและประเมินผลการใช้นวัตกรรม
3) การพัฒนา ปรับปรุงนวัตกรรม
4)  รายงานผลการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2555). คู่มือดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบ    ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2555)กรุงเทพ: รังสีการพิมพ์

——————————————————————————-,(2555).หลักสูตรการศึกษานอกระบบ    ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554).กรุงเทพ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก

 สมบัติ การจนารักพงศ์,(2547) นวัตกรรมการศึกษา ชุดเคล็ดลับ วิธีคิด และวิธีสร้างนวัตกรรมสำหรับครูมืออาชีพ.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์ธารอักษร จำกัด

—————————————————————————————