การจัดกระบวนการการเรียนรู้การศึกษานอกระบบ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544

icon-learnอัญชลี  ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
18  มีนาคม  2551

  แนวคิดในการจัดกระบวนการเรียนรู้

  การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกระบบ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้ยึดแนวทางที่สำคัญดังนี้

  • 1. การจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยปรัชญา “คิดเป็น” ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ร่วมกันในการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา โดยเริ่มตั้งแต่รวบรวมและวิเคราะห์สภาพปัญหา การรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาโดยการใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือ ข้อมูลด้านตนเอง ข้อมูลด้านวิชาการ และข้อมูลด้านสังคมสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการคิดวิเคราะห์ หาแนวทางในการแก้ปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหาและหาแนวทางปฏิบัติด้วยหลักของความเป็นเหตุเป็นผลในการดำเนินชีวิตของตนเองและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข ในการจัดการเรียนรู้จะต้องคำนึงถึงจิตวิทยาการศึกษาผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการประกอบอาชีพได้ทันที ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักสูตร จึงมีความจำเป็นต้องจัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
  • 2. การจัดกระบวนการเรียนรู้โดยยึดตามแนวทางการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ นอกจากนี้กระบวนการจัดการเรียนรู้ยังต้องจัดสาระการเรียนรู้และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล การเรียนรู้ในสาระต่าง ๆ จึงมีกระบวนการและวิธีการที่หลากหลายให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เน้นกระบวนการเรียนรู้ตามสภาพจริง เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากวิถีชีวิต และการเรียนรู้จากปฏิบัติจริงเหล่านี้ เป็นต้น
  • 3. การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ เน้นการเรียนรู้แบบองค์รวมที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกัน โดยนำกระบวนการเรียนรู้จากสาระการเรียนรู้ในหมวดวิชาเดียวกัน หรือสาระการเรียนรู้ต่างหมวดวิชามาบูรณาการร่วมกับสภาพวิถีชีวิตในการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้ ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) เป็นผู้ชี้แนะ ตลอดจนเป็นวิทยากรในสาขาวิชาที่นำมาบูรณาการ ซึ่งจัดได้หลายลักษณะ เช่น 1) การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว 2) การบูรณาการแบบคู่ขนาน 3) การบูรณาการแบบสหวิทยาการ และ 4) การบูรณาการแบบโครงงาน

 รูปแบบการจัดการเรียนรู้

              การจัดการศึกษานอกระบบ ได้กำหนดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  • 1. การจัดการเรียนรู้โดยการพบกลุ่ม จะเน้นหนักการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก มีการพบกลุ่ม เพื่อนำสิ่งที่ได้ไปศึกษาค้นคว้ามานำเสนอ อภิปราย และสรุปร่วมกันในลักษณะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
  • 2. การจัดการเรียนรู้โดยการศึกษาทางไกล เป็นวิธีการที่ผู้เรียนเรียนรู้โดยผ่านสื่อการศึกษาทางไกล ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ Internet เป็นต้น

   กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบพบกลุ่ม

 

2551-03-18-01 

             วิธีการดำเนินการจัดกิจกรรม เป็นการจัดการเรียนรู้ตามสภาพและความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยมีวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น

  • 1. การเรียนรู้ด้วยการพบกลุ่ม
  • 2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง
  • 3. การเรียนรู้ด้วยการจัดชั้นเรียน
  • 4. การเรียนรู้ด้วยการสอนเสริม
  • 5. การเรียนรู้ด้วยวิธีการอื่น ๆ ตามที่สถานศึกษาเห็นสมควรและเหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียน

วิธีการเรียนรู้แต่ละวิธีมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้

  • 1. การเรียนรู้ด้วยการพบกลุ่ม

มีวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นกระบวนการให้นักศึกษาสร้างความรู้ ความคิดได้ด้วยตนเอง เหมาะกับนักศึกษาที่พอมีเวลามาพบกลุ่มในแต่ละสัปดาห์ นักศึกษาต้องให้ความสำคัญและร่วมกิจกรรมทุกครั้ง เนื่องจากมีการประเมินผลร่วมอยู่ด้วยทุกกิจกรรมการเรียนรู้ โดยกำหนดให้นักศึกษาต้องมาพบกลุ่ม เรียนรู้จากกระบวนการพบกลุ่มไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

  • 1) กิจกรรม Home room โดยการที่ครูจะต้องให้การแนะแนว แก้ไขปัญหา การเรียนรู้ของนักศึกษา และติดตามปัญหาของนักศึกษาเป็นรายบุคคล ในการไปเรียนรู้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • 2) นักศึกษานำเสนอผลงานหรือผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ต่อเนื่อง (กรต.) ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่องที่ครูได้มอบหมายในการพบกลุ่มครั้งที่ผ่านมา โดยจะเป็นงานกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้ ซึ่งจะมีคะแนนสะสมระหว่างเรียน
  • 3) ครูจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมในเนื้อหาที่ยากปานกลาง ซึ่งนักศึกษากับครูได้ร่วมกันวางแผนการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
  • 4) การทดสอบย่อย นักศึกษาต้องเข้าทดสอบย่อยทุกครั้งของการพบกลุ่มเป็นการวัดผลประเมินผลระหว่างเรียน มีคะแนนสะสม
  • 5) ครูมอบหมายกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อ ง (กรต.) ในเนื้อหาที่ง่าย ซึ่งนักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากสื่อผู้รู้ และแหล่งเรียนรู้โดยมีเวลาทำกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมง และจะต้องมีผลการเรียนรู้หรือชิ้นงานนำเสนอต่อกลุ่มในการพบกลุ่มครั้งต่อไป
  • 6) กิจกรรมการเรียนรู้จากโครงงาน นักศึกษาร่วมกันวางแผนจัดทำโครงการ โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาและมีการรายงานความก้าวหน้าของการทำโครงงานทุกสัปดาห์หลังจากพบกลุ่มซึ่งจะมีคะแนนสะสมทุกครั้งโดยเป็นการบูรณาการเนื้อหาสาระของหมวดวิชาทั้งหมดที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนนั้น ไม่น้อยกว่าภาคเรียนละ 1 โครงงาน
  • 7) การเรียนรู้โดยการทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการกลุ่มเน้นการมีส่วนร่วมนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้เพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการจบหลักสูตรทุกระดับ ผู้เรียนทุกคนต้องทำกิจกรรม กพช. ไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง โดยทำในภาคเรียนใดภาคเรียนหนึ่ง หรือทำสะสมทุกภาคเรียนก็ได้ ซึ่งกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้เรียนรู้ในเรื่องต่อไปนี
  • 7.1) กิจกรรมพัฒนาตนเองและครอบครัว เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสิ่งแวดล้อมของครอบครัว เพื่อไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต การอยู่ร่วมกันในสังคมและชุมชนได้อย่างมีความสุข
  • 7.2) กิจกรรมพัฒนาชุมชนและสังคม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการเรียนรู้
  • 2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง

มีวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้กับนักศึกษาที่ไม่มีเวลามาพบกลุ่มเป็นประจำ แต่พอมีเวลาบ้าง โดยให้นักศึกษาต้องวางแผนการเรียนรู้ โดยมีวิธีการดังนี้

  • 1) นักศึกษาสมัครเรียนและเข้ารับการแนะแนวจากสถานศึกษา จัดทำแผนการเรียนรู้
  • 2) นักศึกษาต้องมีหลักสูตรของหมวดวิชาที่ลงทะเบียนและมีคู่มือการเรียนรู้สำหรับนักศึกษา
  • 3) การพบกลุ่มการเรียนรู้ มีการพบกลุ่มและปรึกษากับ ครู ศรช./ครูประจำกลุ่ม ทางโทรศัพท์ อีเมล์ Internet ฯลฯ
  • 4) มีการทดสอบระหว่างเรียนตามแผนที่ได้ทำความตกลงกับ ครู ศรช./ครูประจำกลุ่มล่วงหน้า
  • 5) มีการทำโครงงาน
  • 6) มีการเรียนรู้ต่อเนื่อง (ปรึกษาจากผู้รู้/ผู้ปกครอง ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหมวดวิชาที่ลงทะเบียนเรียน)
  • 7) มีการสอบปลายภาค

 

  • 3. การเรียนรู้ด้วยการจัดชั้นรียน

มีวิธีจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้นักศึกษาที่มีเวลาเรียนและต้องการความรู้อย่างเข้มข้นในหมวดวิชาที่ตนเองสนใจ โดยมีวิธีการดังนี้

  • 1) ประกาศให้นักศึกษาที่สนใจสมัครเรียนแบบชั้นเรียนในหมวดวิชาที่สนใจ
  • 2) นักศึกษาเข้าเรียนตามเวลา และสถานที่กำหนดร่วมกันระหว่างนักศึกษาและสถานศึกษา
  • 3) ดำเนินการสอนโดย ครู ศรช./ครูประจำกลุ่ม และวิทยากรสอนเสริม
  • 4) นักศึกษาจัดทำโครงงานตามหมวดวิชาที่เรียน
  • 5) นักศึกษาเรียนรู้ต่อเนื่อง (กรต.)
  • 6) ทดสอบระหว่างเรียน
  • 7) ทดสอบปลายภาคเรียน
  • 8 ) ประเมินผลการเรียน

 

  • 4. การเรียนรู้ด้วยการสอนเสริม

การสอนเสริม มีความจำเป็นสำหรับการจัดการเรียนรู้เพราะจะช่วยให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้มากขึ้น เนื่องจากมีสาระการเรียนรู้ที่ยากและซับซ้อนและระยะเวลาเรียนที่ค่อนข้างจำกัดทำให้นักศึกษาไม่สามารถเข้าใจได้จึงมีความจำเป็นต้องสอนเสริมในบางหมวดวิชาและบางสาระการเรียนรู้ที่มีความยากและซับซ้อน ได้แก่ วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ หมวดวิชาละไม่เกิน 12 ชั่วโมง โดยทั้งนักศึกษาและครูร่วมกันวางแผนการสอนเสริม โดยเชิญวิทยากรซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ผู้รู้ ผู้ชำนาญในเนื้อหานั้น เช่น ครูอาจารย์ที่เกษียณอายุแล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ เป็นผู้สอนเสริมหรือใช้สื่อวีดิทัศน์ประกอบการสอน การสอนเช่นนี้จะทำให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาที่ยากได้ดีขึ้น ช่วงเวลาและสถานที่ในการสอนเสริมเป็นไปตามแผนที่ร่วมกันกำหนดไว้ใช้เวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นอกเหนือจากเวลาการพบกลุ่ม ทั้งนี้จะต้องประสานกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ/เขต จัดหาวิทยากร อาจเป็นวิทยากรภายในหรือภายนอกก็ได้ ซึ่งจะได้จัดสรรค่าวิทยากรสอนเสริม

วัตถุประสงค์ของการสอนเสริม

  • 1. เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ให้สูงขึ้น
  • 2. เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ของหมวดวิชาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และไม่อาจศึกษาได้ด้วยตนเอง
  • 3. เพื่อให้มีโอกาสศึกษาความรู้จากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชา
  • 4. เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้ามาเป็นวิทยากรสอนเสริมในรูปแบบอาสาสมัคร

 

  • 5. การเรียนรู้ด้วยวิธีการอื่น ๆ

ดำเนินการโดยครูและนักศึกษาวางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน กำหนดให้นักศึกษาเลือกวิชาการเรียนรู้ตามความถนัด ความเหมาะสม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักศึกษา เช่น การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ครอบครัว การไปทัศนศึกษา มีวิธีดำเนินการดังนี้

  • 1) ครูและนักศึกษาวางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน
  • 2) นักศึกษาเสนอแหล่งเรียนรู้/ภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนของหมวดวิชาที่ลงทะเบียนเรียน
  • 3) นักศึกษากำหนดแผนการเรียนรู้และเรียนรู้ตามแผนที่กำหนดไว้
  • 4) สรุปความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้มาเสนอครู/สถานศึกษาทุกครั้ง
  • 5) วิทยากรหรือครูจากแหล่งเรียนรู้หรือสถานประกอบการประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษาระหว่างเรียนโดยครูหรือสถานศึกษาจัดทำแผนร่วมกัน
  • 6) สถานศึกษาทดสอบภาคปฏิบัติที่ผู้เรียนไปเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้/สถานประกอบการ ที่ตนถนัดหรือมีความชำนาญการ
  • 7) สถานศึกษาทดสอบภาคทฤษฎีตามมาตรฐานและสาระการเรียนรู้หมวดวิชาที่ลงทะเบียนเรียน

หมายเหตุ  :  สามารถนำความรู้และประสบการณ์เทียบโอนเป็นหมวดวิชา หรือรายสาระการเรียนรู้ในหมวดวิชา  ผู้เรียนที่ลงทะเบียนกับสถานศึกษาสามารถเลือกเรียนได้วิธีเรียนเดียวหรือหลายวิธีในภาคเรียนเดียวกันตามสภาพความพร้อมของแต่ละบุคคล

 

สนันสนุนสื่อการเรียนรู้

                 สถานศึกษาต้องให้ความสำคัญในการใช้และพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายนอกระบบอย่างจริงจัง โดยจัดให้มีสื่อที่หลากหลาย ทั้งในด้านรูปแบบเนื้อหาสาระ การนำไปใช้ตรงตามความต้องการของนักศึกษา สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักศึกษา มีดังนี้
  •  
    • 1. สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือเรียน คู่มือครู ชุดวิชา หนังสืออ่านเพิ่มเติม ใบงาน แบบฝึกกิจกรรม หนังสือพิมพ์ แผ่นภาพ เป็นต้น
    • 2. สื่อบุคคล ได้แก่ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถ เป็นต้น
    • 3. สื่อโสตทัศนูปกรณ์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อินเตอร์เน็ต เป็นต้น
    • 4. สื่อกิจกรรม ได้แก่ บทบาทสมมติ ทัศนศึกษา การทำโครงการ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น

การวัดและประเมินผลการเรียน 

                  การวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกระบบ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อนำผลการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ นำไปใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไขส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนโดยตรง และนำไปปรับปรุงแก้ไขการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินความสำเร็จทางการศึกษาของผู้เรียนอีกด้วย โดยสถานศึกษาต้องจัดทำระเบียบการประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา รวมทั้งจัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการศึกษานอกระบบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ของสถานศึกษาให้ชัดเจน เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติร่วมกัน และเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันสถานศึกษาต้องมีผลการเรียนของผู้เรียนจากการวัดและประเมินผลใน  2 ลักษณะ ได้แก่

  • 1. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ประกอบด้วย
    • 1.1 การวัดและประเมินผลการเรียนหมวดวิชา
    • 1.2 การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.)
    • 1.3 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
    • 1.4 การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

2. การประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ

  • 1. การวัดและประเมินผลการเรียน
  • 1.1 การวัดและประเมินผลการเรียนหมวดวิชา

               หลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกระบบ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ได้แบ่งโครงสร้างออกเป็น 2 กลุ่มหมวดวิชา คือ กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน ประกอบด้วย หมวดวิชาภาษาไทย หมวดวิชาคณิตศาสตร์ หมวดวิชาวิทยาศาสตร์ หมวดวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาประสบการณ์ ประกอบด้วย หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน (สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม) หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 1 (สุขศึกษาและพลศึกษา) หมวดวิชพัฒนาทักษะชีวิต 2 (ศิลปะ) และหมวดวิชาพัฒนาอาชีพ (การงานอาชีพและเทคโนโลยี) สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนกำหนดให้มีการวัดและประเมินผลการเรียนหมวดวิชา ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอนโดยให้สถานศึกษาใช้วิธีการประเมินผลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลพัฒนาการความก้าวหน้าของผู้เรียนด้านความรู้กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐานและกลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์

  • 1.1.1 ขั้นตอนการประเมินผลการเรียนหมวดวิชา

การประเมินผลการเรียนหมวดวิชาเป็นการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน และกลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

  • 1) กำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายหมวดวิชาโดยวิเคราะห์มาตรฐานและสาระการเรียนรู้
  • 2) กำหนดเกณฑ์การตัดสินผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นรายวิชา
  • 3) ดำเนินการประเมินผลระหว่างเรียนเพื่อทราบความก้าวหน้าของผู้เรียน
  • 4) ประเมินผลปลายภาคเรียนเพื่อทราบผลการเรียนโดยรวม
  • 5) ตัดสินผลการเรียนเป็นหมวดวิชา

 

  • 1.1.2 วิธีการประเมินผลการเรียนหมวดวิชา

สถานศึกษาควรดำเนินการประเมินผลการเรียนใน 3 ลักษณะ ดังนี้

  • 1) การประเมินผลก่อนเรียน

               การประเมินผลก่อนเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการตรวจสอบความรู้ ทักษะ และความพร้อมต่าง ๆ ของผู้เรียนที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในแต่ละสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของแต่ละหมวดวิชา โดยใช้วิธีการที่หลากหลายและเหมาะสมตามสภาพแต่ละหมวดวิชา เพื่อนำผลที่ได้จากการประเมินไปใช้ในการปรับปรุง ซ่อมเสริมหรือเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมและมีพื้นฐานพอเพียง จะทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและจะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนได้เป็นอย่างดี การประเมินพื้นฐานและความพร้อมของผู้เรียนในระยะก่อนเรียนนี้จึงเป็นความสำคัญและจำเป็นที่ผู้สอนทุกคนควรจะต้องดำเนินการ

  • 2) การประเมินผลระหว่างเรียน

                การประเมินผลระหว่างเรียนเพื่อทราบความก้าวหน้าทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมทั้งประเมินความประพฤติ การเรียน การร่วมกิจกรรม และผลงานอันเป็นผลงานมาจากการจัดกิจกรรมเรียนรู้ โดยให้มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการควบคู่ไปกับกิจกรรมการรเรียนรู้ของผู้เรียน

การประเมินผลระหว่างเรียนมีแนวทางในการปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  • (1) วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผลระหว่างเรียน โดยผู้สอนและผู้เรียนจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแนวทางการประเมินผลให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ซึ่งในแผนการเรียนรู้ควรระบุงานที่จะทำให้ผู้เรียนบรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังไว้ด้วย
  • (2) กำหนดสัดส่วนการวัดและประเมินผลระหว่างภาคเรียน และปลายภาคเรียนเป็น 60 ต่อ 40 โดยผู้เรียนต้องเข้าสอบปลายภาคเรียน และได้คะแนนสอบปลายภาคไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มปลายภาคเรียน และรวมคะแนนทั้งระหว่างภาคเรียน และปลายภาคเรียนแล้วต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 จึงจะผ่านการเรียนในหมวดวิชา/รายวิชานั้น ๆ โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
  • – คะแนนระหว่างภาคเรียน 60 ส่วน จะประเมินอะไรบ้าง ให้สถานศึกษาพิจารณาแนวทางในการประเมินโดยคำนึงถึงพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งอาจจะประเมินจากการศึกษาต่อเนื่อง (กรต.) การทดสอบย่อย (Quiz) การทำรายงาน การทำโครงงาน หรือการทำแฟ้มสะสมงาน โดยกำหนดสัดส่วนการประเมินให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน ทั้งนี้สถานศึกษาจะต้องกำหนดไว้ในระเบียบประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้ชัดเจน
  • (3) เลือกวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับงานหรือกิจกรรมหลัก ที่กำหนดให้ผู้เรียนปฏิบัติในการประเมินผลระหว่างเรียนรู้ผู้สอนสามารถประเมินด้วยวิธีที่หลากหลายให้สอดคล้องกับธรรมชาติและสาระการเรียนรู้ของหมวดวิชาและระดับการศึกษา เป็นการประเมินจากสิ่งที่ผู้เรียนได้แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ ทักษะ และความสามารถ ตลอดจนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์อันเป็นผลจากการเรียนรู้ โดยสามารถเลือกดำเนินการได้อย่างหลากหลายวิธี เช่น การประเมินผลงานที่ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง การนำเสนองานและการร่วมอภิปรายการทดสอบย่อย (Quiz) การทำโครงงาน เป็นต้น
  • 3) การประเมินผลปลายภาคเรียน

               การประเมินผลปลายภาคเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ได้เรียนตามสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของแต่ละหมวดวิชาโดยภาพรวม ทั้งความรู้ ทักษะ และกระบวนการ โดยใช้เครื่อมือที่หลากหลายตามลักษณะและธรรมชาติของหมวดวิชา เช่น แบบทดสอบปรนัย แบบทดสอบอัตนัย แบบประเมินการปฏิบัติ และแฟ้มสะสมงาน เป็นต้น ผู้เรียนที่จะผ่านการเรียนหมวดวิชาจะต้องเข้าสอบปลายภาคเรียนและมีคะแนนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดดังนี้

  • – คะแนนปลายภาคเรียนร้อยละ 40 ให้ประเมินโดยใช้แบบทดสอบ มีทั้งแบบปรนัยและอัตนัย ส่วนจะเป็นปรนัยเท่าไร อัตนัยเท่าไร ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา และนักศึกษาต้องสอบให้ได้ร้อยละ 50 ของคะแนนปลายภาคเรียน และเมื่อนำคะแนนมารวมกับคะแนนระหว่างภาคเรียนแล้วต้องได้ร้อยละ 50 จึงจะตัดสินใจให้ค่าระดับผลการเรียนในหมวดวิชานั้น

การสอบแก้ตัว หากนักศึกษาไม่ผ่านการประเมินหมวดวิชาใด ให้สอนซ่อมเสริม แล้วสอบแก้ตัวในหมวดวิชานั้น โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการดำเนินการหากไม่ผ่านตามมาตรฐาน จึงให้ผลการเรียนเป็น “0” ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนนัดลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนถัดไป ถ้าสอบซ่อม ผ่าน ให้ค่าระดับผลการเรียน เป็น “1” ถ้าสอบซ่อมไม่ผ่าน ให้นักศึกษาลงทะเบียนเรียนซ้ำในหมวดวิชานั้น

  • – ในกรณีที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนซ้ำ ไม่นำผลการเรียนที่ได้ “0” มาประมวลผลเป็นค่าระดับผลการเรียนเฉลี่ย (GPA)

การตัดสินผลการเรียนหมวดวิชา

                 ผู้สอนทำการวัดและประเมินผลการเรียนเป็นหมวดวิชาด้วยวิธีการที่หลากหลายให้ได้ผลการประเมินตามความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน โดยทำการวัดและประเมินผลไปพร้อมกับการจัดกิจกรรมเรียนรู้ ได้แก่ การสังเกตพัฒนาการและความประพฤติของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม การทดสอบระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอนต้องนำนวัตกรรมการวัด และประเมินผลทางเลือกใหม่ (Alternative Assessment) เช่น การประเมินสภาพจริง (Authentic Assessment) การประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) การประเมินจากโครงการ (Work Project) และการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ไปใช้ในการประเมินผลการเรียนควบคู่ไปกับการใช้แบบทดสอบต่าง ๆ การตัดสินผลการเรียนให้นำคะแนนระหว่างภาคเรียนรวมกับคะแนนปลายภาคเรียนแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด เพื่อให้ค่าระดับผลการเรียน

การให้ค่าระดับผลการเรียนให้กำหนดเป็น 8  ระดับ  ดังนี้

ได้คะแนนร้อยละ       80-100        ให้ระดับ  4           หมายถึง         ดีเยี่ยม

ได้คะแนนร้อยละ       75-79          ให้ระดับ  3.5        หมายถึง         ดีมาก

ได้คะแนนร้อยละ       70-74          ให้ระดับ  3.0        หมายถึง         ดี

ได้คะแนนร้อยละ       65-69          ให้ระดับ  2.5        หมายถึง         ค่อนข้างดี

ได้คะแนนร้อยละ       60-64          ให้ระดับ  2           หมายถึง         ปานกลาง

ได้คะแนนร้อยละ       55-59          ให้ระดับ  1.5        หมายถึง         พอใช้

ได้คะแนนร้อยละ       50-54          ให้ระดับ  1           หมายถึง         ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด

ได้คะแนนร้อยละ         0-49           ให้ระดับ  0           หมายถึง         ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด

หมวดวิชาที่ได้รับผลการเรียน 1, 1.5, 2, 2.5, 3, 3.5 หรือ 4  ถือว่าสอบหมวดวิชานั้นได้

กรณีผู้เรียนมีผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ให้ดำเนินการพัฒนาผู้เรียนในรายหมวดวิชาที่ได้ค่าระดับผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ โดยดำเนินการด้วยวิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของหมวดวิชาและบริบทของผู้เรียน เช่น การทำโครงงานหรือกิจกรรม หรือการมอบหมายให้ไปศึกษาค้นคว้าทำรายงานจนผู้เรียนสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง แล้วให้ระดับผลการเรียนใหม่ตามเงื่อนไขที่สถานศึกษากำหนด สำหรับผู้เรียนที่ปรับปรุงพัฒนาแล้วไม่ผ่านเกรฑ์ขั้นต่ำ ให้ลงทะเบียนซ้ำในหมวดวิชาเดิมหรือเปลี่ยนหมวดวิชา ทั้งนี้ให้เป็นไปตามโครงสร้างหลักสูตร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกระบบแต่ละระดับการศึกษา ทั้งนี้ ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนถัดไป

  • 1.1 การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.)

                การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) เป็นเงื่อนไขหนึ่งผู้เรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด จึงจะได้รับการพิจารณาให้จบหลักสูตรในแต่ละระดับการศึกษาได้ ผู้เรียนต้องนำเสนอโครงการ/กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นกิจกรรมกลุ่มที่ผู้เรียนทำตามความสนใจ ความถนัด โดยเน้นการนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษา/เรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง เพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีควาสุขซึ่งแนวทางในการดำเนินการประเมินดังนี้

  • 1.1.1 การประเมินผู้เรียน ผู้สอน ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมกันกำหนดเกณฑ์การประเมินและดำเนินการประเมินผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การดูผลงาน การบันทึกการเรียนรู้ของผู้เรียน
  • 1.1.2 การสรุปผลการเรียน คณะกรรมการวัดผลประเมินผลของสถานศึกษา จะรวบรวมผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตจากผู้สอนและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมหลักฐานต่าง ๆ พิจารณาตีค่าเป็นจำนวนชั่วโมงผ่านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้การตีค่าจำนวนชั่วโมงให้นับรวมตั้งแต่การวางแผน การปฏิบัติกิจกรรม และการประเมินผลกิจกรรมนั้น ส่วนการให้น้ำหนักเวลาให้พิจารณาจากความยากง่าย ความพยายาม ความมุ่งมั่น และผลที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมที่มีต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ชุมชนเพียงใด ผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เป็น “ผ่าน” และ “ไม่ผ่าน
  • 1.1.3 การบันทึกผลการประเมิน ให้บันทึกจำนวนชั่วโมงที่ได้ปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตตามที่คณะกรรมการวัดและประเมินผลของสถานศึกษาตีค่าให้
  • 1.1.4 เกณฑ์การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ละระดับการศึกษา ผู้เรียนจะต้องมีจำนวนชั่วโมง การผ่านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง จึงถือว่าได้ผ่านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักสูตร
  • 1.2 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

               การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นเงื่อนไขที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด จึงจะได้รับการพิจารณาให้จบหลักสูตรในแต่ละระดับการศึกษา การกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความจำเป็น และความต้องการของสถานศึกษา และชุมชนโดยเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้นอาจจะซ้ำหรือแตกต่างจากคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรมาตรฐานการเรียนรู้ของแต่ละหมวดวิชาก็ได้ เมื่อกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษาแล้วจะต้องประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปและแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบและมีส่วนร่วมในการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน

               การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ดังกล่าว อาจประเมินจากการที่ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกกลุ่มและการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งกิจกรรมในลักษณะอื่น ๆ ที่สถานศึกษาจัดขึ้น เพื่อสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้เกิดกับผู้เรียน การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สถานศึกษาควรดำเนินการประเมินในรูปคณะกรรมการ ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินการประเมินดังนี้

  • 1.3.1 การประเมินผู้เรียน ผู้สอน ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดำเนินการประเมินผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตามแนวทางที่สถานศึกษากำหนด ซึ่งมีวิธีการหลากหลาย เช่น สังเกตและรายงานพฤติกรรมจากผู้เกี่ยวข้อง การดูผลงาน การบันทึกความดี การรายงานตนเองของผู้เรียน ฯลฯ เป็นต้น
  • 1.3.2 การสรุปผลการประเมิน คณะกรรมการวัดและประเมินผลของสถานศึกษารวบรวมผลการประเมินจากคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จากผู้ประเมินทุกฝ่ายนำมาพิจารณาแต่ละรายการและสรุปผลการประเมินของผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา เพื่อวินิจฉัยแบ่งพฤติกรรมของผู้เรียนเป็นดังนี้

“ดีมาก” หมายถึง   มีพฤติกรรมหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
“ดี”   หมายถึง   มีพฤติกรรมตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
“พอใช้”  หมายถึง  มีพฤติกรรมบางประการที่ควรปรับปรุงและได้ผ่านกระบวนการปรับปรุงที่สถานศึกษาดำเนินแล้ว

  • 1.3.3 การแจ้งผลและบันทึกผลการประเมิน คณะกรรมการวัดและประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษา จะต้องสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์และแจ้งให้ครูผู้สอนหรือผู้เกี่ยวข้องนำไปแจ้งให้ผู้เรียนทราบ

               ในกรณีที่ยังไม่จบระดับการศึกษา การบันทึกผลการประเมิน เพื่อส่งต่อให้กับผู้สอน ผู้เกี่ยวข้องและผู้เรียน ให้บันทึกผลการประเมินเป็นดีมาก ดี หรือมีพฤติกรรมบางประการที่ควรปรับปรุงไว้ด้วย เพื่อสอนผู้เกี่ยวข้องคนต่อไป และผู้เรียนจะได้ร่วมกันปรับปรุงผู้เรียน ให้เกิดคุณลักษณะดังกล่าวที่เป็นไปตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สถานศึกษาได้กำหนด หากผู้เรียนมีคุณลักษณะบางประการที่ควรปรับปรุง และยังไม่ผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ดังกล่าว ผู้เรียนจะไม่ได้รับอนุมัติวให้จบหลักสูตร

                   นอกจากนี้ สถานศึกษาควรให้ผู้เรียนเขียนบันทึกของตนเองว่าตนเองมีคุณลักษณะเด่นอะไรบ้าง พร้อมอธิบายลักษณะเด่นหรือความสามารถพิเศษอย่างย่อ ๆ ไว้ด้วย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ต่อไป

  • 1.3.4 เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในแต่ละระดับการศึกษาผู้เรียนจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่สถานศึกษากำหนด และมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซึ่งจะได้เป็นดีมาก ดี หรือพอใช้
  • 1.3 การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

                การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด จึงจะได้รับการพิจารณาให้จบหลักสูตรในแต่ละดับการศึกษา สถานศึกษาจะต้องกำหนดมาตรฐานการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของสถานศึกษา ทั้งนี้สถานศึกษาจะต้องแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบและมีส่วนร่วมในการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

                 การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน อาจประเมินจากการที่ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้หมวดวิชา หรือการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะอื่น ๆ เพื่อฝึกทักษะการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ตามที่หลักสูตรกำหนดการประเมินดังกล่าว สถานศึกษาควรทำในรูปคณะกรรมการ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการประเมินดังนี้

  • 1.4.1 การประเมินผู้เรียน ผู้สอน ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดำเนินการประเมินผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตามแนวทางที่สถานศึกษากำหนด ซึ่งมีวิธีการที่หลากหลาย เช่น
  • 1.4.1.1 ประเมินขณะจัดการเรียนการสอนรายหมวดวิชา
  • 1.4.1.2 มอบหมายให้ผู้เรียนไปศึกษา ค้นคว้า ไปศึกษาดูงาน แล้วเขียนเป็นรายงานการคิด วิเคราะห์ และนำเสนอในรูปของแฟ้มสะสมงาน/โครงงานหรือรูปแบบอื่น
  • 1.4.1.3 วิธีอื่น ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสม
  • 1.4.2 การสรุปผลการประเมิน คณะกรรมการวัดและประเมินผลการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนของสถานศึกษารวบรวมผลการประเมินผลการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน จากผู้ประเมินทุกฝ่ายนำมาพิจารณาแต่ละประเด็น และสรุปผลการประเมินของผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา เพื่อวินิจฉัยการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

“ดีมาก” หมายถึง  มีผลการประเมินสูงกว่าเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
“ดี”   หมายถึง   มีผลการประเมินตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่สถานศึกษากำหนด
“พอใช้”  หมายถึง  มีผลการประเมินบางประการที่ต้องปรับปรุงและได้ผ่านกระบวนการปรับปรุงที่สถานศึกษากำหนดแล้ว

  • 1.4.3 การแจ้งผลและบันทึกผลการประเมิน คณะกรรมการวัดและประเมินผลของสถานศึกษาจะต้องสรุปผลการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน แล้วแจ้งให้ครูผู้สอนหรือผู้เกี่ยวข้องนำไปแจ้งให้ผู้เรียนทราบ

                กรณีที่ยังไม่จบระดับการศึกษาให้บันทึกผลการประเมินเป็นดีมาก ดี พอใช้ พร้อมทั้งข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะว่าควรส่งเสริม สนับสนุนผู้เรียนในเรื่องใด หรือควรดูแลเอาใจใส่ในเรื่องใดเป็นพิเศษ เพื่อผู้สอน ผู้เกี่ยวข้อง และผู้เรียนจะได้ร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน หรือปรับปรุงแก้ไขให้ได้ตามมาตรฐานหรือสูงกว่ามาตรฐานการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนที่สถานศึกษากำหนดไว้ต่อไป ทั้งนี้หากผู้เรียนมีผลการประเมินบางประการที่ต้องปรับปรุงสถานศึกษาจะต้องจัดกิจกรรม หรือมอบหมายงานให้ผู้เรียนไปดำเนินการ

 

การผ่านระดับการศึกษาและการจบหลักสูตร

                   ผู้เรียนทั้งระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถจบการศึกษาโดยมีเกณฑ์การผ่านระดับการศึกษา และจบหลักสูตรในแต่ละระดับการศึกษาดังนี้

  • 1. ผ่านเกณฑ์การประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละระดับการศึกษา ตามที่สถานศึกษากำหนดดังนี้
  • 1.1. ระดับประถมศึกษา กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน 20 หน่วยกิต และหมวดวิชาประสบการณ์ 28หน่วยกิต รวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต
  • 1.2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน 24 หน่วยกิต และหมวดวิชาประสบการณ์ 32 หน่วยกิต รวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต
  • 1.3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน 28 หน่วยกิต และหมวดวิชาประสบการณ์ 48 หน่วยกิต รวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 76 หน่วยกิต
  • 2. ผ่านเกณฑ์การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) ตามที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการศึกษานอกระบบ
  • 3. ผ่านกระบวนการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
  • 4. ผ่านเกณฑ์การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด

 การพิจารณาอนุมัติการผ่านระดับการศึกษาและการจบหลักสูตร

                การพิจารณาให้ผู้เรียนผ่านระดับการศึกษาหรือจบหลักสูตรนั้น ผู้เรียนจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์การผ่านระดับการศึกษา และการจบหลักสูตร ถ้าผู้เรียนคนใดมีข้อบกพร่องในเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง  นายทะเบียนผู้รวบรวมข้อมูลผลการเรียนของผู้เรียน จะไม่เสนอชื่อผู้เรียนนั้นให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาอนุมัติผลการผ่านระดับการศึกษาหรือการจบหลักสูตร แต่จะแจ้งให้ผู้เรียนแก้ไขข้อบกพร่องให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์การผ่านระดับการศึกษาหรือการจบหลักสูตร

               เมื่อผู้เรียนแก้ไขข้อบกพร่องจนมีคุณสมบัติตามเกณฑ์การผ่านระดับการศึกษาหรือการจบหลักสูตรครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะได้รับการเสนอชื่อให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาอนุมัติผลการผ่านระดับการศึกษาหรือการจบหลักสูตรต่อไป

  • 2. การประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ
  • 2.1 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

                  สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในภาคเรียนสุดท้ายของระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนในหมวดวิชา ได้แก่ หมวดวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ   คณิตศาตร์ วิทยาศาสตร์ และพัฒนาสังคมและชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นรายสถานศึกษา รายอำเภอ รายจังหวัด รายภาค และภาพรวมของประเทศ เพื่อให้สถานศึกษานำข้อมูลไปใช้ในการวางแผน ปรับปรุง และพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่อไป

                  ทั้งนี้ในอนาคตการประเมินคุณภาพระดับชาติ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ จะเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการประเมินสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นการประเมินคุณภาพระดับชาติจะประเมินทุกระดับการศึกษา ขณะนี้เริ่มประเมินในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน

                     สำหรับนักศึกษาการศึกษานอกระบบในขณะนี้สถานศึกษาจะต้องชี้แจงให้นักศึกษาทราบว่าการที่จะสอบวัดความรู้ระดับชาติ (O-NET) เพื่อไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้น นักศึกษาจะต้องสมัครสอบด้วยตนเอง ส่วนข้อมูลนักศึกษาทั้งหมดที่จบหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สถานศึกษาจะต้องจัดส่งให้ตามขั้นตอนที่สำนักงานส่งเสริมนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกำหนด

  • 2.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

                     สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนการศึกษานอกระบบทุกคนที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนสุดท้ายของหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้ารับการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน  (O-NET) 5 กลุ่มสาระ (หมวดวิชา) ได้แก่ หมวดวิชาภาษาไทย  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ภาษาอังกฤษ  และพัฒนาสังคมและชุมชน (สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม) ซึ่งจัดโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ                      มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการประกันคุณภาพการศึกษา และเป็นดัชนีบ่งชี้ เพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของสถานศึกษา

บทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้

  • 1. การเตรียมการ
    • 1.1 การศึกษาและวิเคราะห์เรื่องที่จะจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เข้าใจ
    • 1.2 ศึกษาหาแหล่งความรู้ที่หลากหลาย
    • 1.3 วางแผนการจัดการเรียนรู้
      • กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
      • วิเคราะห์เนื้อหาและควมคิดรวบยอด และกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน
      • ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด
      • กำหนดวิธีการประเมินผลการเรียนรู้
    • 1.4 จัดเตรียม
      • สื่อ วัสดุเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ ให้เพียงพอสำหรับผู้เรียน
      • เอกสาร หนังสือ หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน
      • ติดต่อแหล่งความรู้ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลหรือสถานที่ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
      • เครื่องมือการประเมินผลการเรียนรู้
      • ห้องเรียนหรือสถานที่เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
  • 2. การจัดกระบวนการเรียนรู้
    • 2.1 สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี
    • 2.2 กระตุ้นผู้เรียนให้สนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม
    • 2.3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่ได้เตรียมไว้
    • 2.4 ดูแลให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ แก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
    • 2.5 อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้
    • 2.6 กระตุ้นผู้เรียนให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มที่
    • 2.7 สังเกตและบันทึกพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งเหตุการณ์ที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เกิดขึ้นขณะทำกิจกรรม
    • 2.8 ให้คำแนะนำและข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้เรียนตามความจำเป็น
    • 2.9 บันทึกปัญหาและข้อขัดข้องต่าง ๆ ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อการปรับปรุงกิจกรรมให้ดีขึ้น
    • 2.10 เสริมแรงผู้เรียนตามความเหมาะสม
    • 2.11 ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานการเรียนรู้ของผู้เรียน และให้ความรู้เพิ่มเติมตามความเหมาะสม
    • 2.12 ให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน และให้ข้อเสนอแนะตามความเหมาะสม
  • 3. การประเมินผล
    • 3.1 เก็บรวบรวมผลงานและประเมินผลงานของผู้เรียน
    • 3.2 ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามที่กำหนดไว้ในแผนการสอน

 

 

****************************

อ้างอิงบทความนี้

อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล : https://panchalee.wordpress.com/2009/03/27/learning_process/

การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

kumpee22

  อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศเชี่ยวชาญ
29 กุมภาพันธ์ 2551

 

บทนำ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้มีระบบประกันคุณภาพภายในและระบบประกันคุณภาพภายนอก โดยหน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษาจะต้องจัดให้มีการประกันคุณภาพภายใน โดยให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายใน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเพื่อพร้อมรับการประกันคุณภาพภายนอก

ความหมาย

การประกันคุณภาพภายใน หมายถึง การบริหารจัดการและการดำเนินกิจกรรม ตามปกติของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการทางการศึกษา ว่าการดำเนินการจัดการศึกษาของสถานศึกษามีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพหรือมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาที่กำหนด

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสถานศึกษาจะจัดการศึกษาได้คุณภาพมาตรฐาน ผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้ ความสามารถ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรที่กำหนดและสังคมต้องการ   

องค์ประกอบของการประกันคุณภาพภายใน

                          หลักการของการประกันคุณภาพภายใน

  • 1) จุดมุ่งหมายของการประกันคุณภาพภายใน คือ การที่สถานศึกษาร่วมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน
  • 2) การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการ และการทำงานของบุคคลทุกคนในสถานศึกษา และเป็นการดำเนินงานตามปกติของสถานศึกษา โดยสถานศึกษาจะต้องวางแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายชัดเจน ปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนดไว้ มีการตรวจสอบประเมินผล และพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ มีความโปร่งใส และมีจิตสำนึกในการพัฒนาคุณภาพการทำงาน
  • 3) การประกันคุณภาพภายใน เป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา คือ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรอื่น ๆ ในสถานศึกษา โดยการดำเนินงานจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เรียน ชุมชน เครือข่าย หรือหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย วางแผน ติดตาม ประเมินผล พัฒนาปรับปรุง ช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้สถานศึกษามีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

                           ระบบประกันคุณภาพภายใน

การประกันคุณภาพภายใน มีแนวคิดอยู่บนพื้นฐานของการไม่ให้เกิดการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลถึงผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้นการดำเนินการประกันคุณภาพ จึงมีแนวคิดเกี่ยวกับระบบการทำงานซึ่งมีความสัมพันธ์ และต่อเนื่องกันดังนี้

  • 1) การควบคุมคุณภาพ เป็นการกำหนดมาตรฐานคุณภาพและการพัฒนาสถานศึกษาให้เข้าสู่มาตรฐาน การวางแผน และการดำเนินงานตามแผน โดยมีการจัดระบบบริหารและสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาสถานศึกษาเข้าสู่มาตรฐาน
  • 2) การตรวจสอบ และทบทวนคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เหมาะสม อาทิ เช่น การสังเกตพฤติกรรมและกระบวนการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ การสอบถาม การสัมภาษณ์ การพิจารณาหลักฐาน ร่องรอยการปฏิบัติงาน ตัวอย่างผลงาน และแฟ้มสะสมงาน ตลอดจนการใช้แบบสำรวจ แบบสอบถาม แบบทดสอบ และแบบวัดมาตรฐาน เป็นต้น

การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษา

  • 3) การประเมินคุณภาพ เป็นการรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อประเมินคุณภาพของสถานศึกษา จัดทำรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี

                          วิธีการประกันคุณภาพภายใน

  • 1) การประกันคุณภาพภายในให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษา และเป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา ที่ต้องดำเนินการอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงปรัชญา หลักการ วิสัยทัศน์ พันธกิจ และภารกิจ ของสถานศึกษาที่กำหนดไว้
  • 2) จัดให้มีกลุ่ม ฝ่ายหรือคณะกรรมการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและผู้รับบริการ เพื่อการพัฒนาคุณภาพให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน
  • 3) พัฒนามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาเพิ่มในส่วนที่เป็นลักษณะเฉพาะของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับท้องถิ่น
  • 4) จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพและแผนปฏิบัติการของสถานศึกษาและดำเนินงานตามแผนดังกล่าว
  • 5) ดำเนินการตรวจสอบ ติดตามเพื่อการพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามเป้าหมายและมาตรฐานการศึกษา
  • 6) จัดทำรายงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเสนอหน่วยงานต้นสังกัด ภาคีเครือข่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชน
  • 7) รายงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา และมีการกำหนดมาตรการร่วมกันในการพัฒนาสถานศึกษาไปสู่มาตรฐานการศึกษาที่กำหนด

 

***************************

การแนะแนวการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

 

book_icon21 อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล
 ศึกษานิเทศเชี่ยวชาญ
29 กุมภาพันธ์ 2551

 บทนำ

การจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการจัดการศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาตามความสนใจ ความถนัด และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน รูปแบบวิธีการและกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จึงมีหลากหลายทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

                จากความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมาย และกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยดังกล่าว จำเป็นจะต้องมีกระบวนการแนะแนวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนและประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ได้รู้จักตนเองอย่างท่องแท้ รู้จักชุมชนแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง และมีข้อมูลข่าวสาร เพียงพอที่จะวิเคราะห์ และตัดสินใจกำหนดทางเลือกในการศึกษา การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างเหมาะสม เจริญก้าวหน้า และสามารถพึ่งพาตนเองได้

ความหมาย

                     การแนะแนวการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หมายถึง กระบวนการที่จัดขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับบริการ รู้ถึงความสามารถ ความสนใจของตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม สามารถเลือกและตัดสินใจได้ว่าตนเองควรจะศึกษาด้านใด ประกอบอาชีพอะไร หรือควรดำเนินชีวิตอย่างไรได้อย่างเหมาะสม และสามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และมีความสำเร็จในชีวิต

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

  • 1) เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคล (Preventive Approach)
  • 2) ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น (Curative Approach)
  • 3) ส่งเสริมและพัฒนาบุคคล (Developmental Approach)

หลักการแนะแนว

  • 1) การแนะแนวต้องจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษา หรือการให้บริการโดยสอดแทรกอยู่ในกระบวนการเรียนการสอน หรือการให้บริการทุกกิจกรรม
  • 2) การแนะแนวเป็นหน้าที่ของผู้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน หรือผู้ให้บริการทุกคนที่จะต้องดำเนินการร่วมกัน และมีการประสานกับผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาทุกคน โดยเฉพาะชุมชน
  • 3) การแนะแนวจะต้องจัดสำหรับผู้เรียนและผู้รับบริการทุกคนไม่ใช่จัดให้เฉพาะผู้เรียนหรือผู้รับบริการที่มีปัญหาเท่านั้น และต้องจัดให้คลอบคลุมทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และบุคลิกภาพ
  • 4) การแนะแนวต้องจัดอย่างต่อเนื่อง ควรมีแผนปฏิบัติการแนะแนวที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับปัญหา ความต้องการในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
  • 5 ) การแนะแนวควรมีข้อมูลและสารสนเทศ ที่ใช้ในการแนะแนวทุกด้านตรงตามความเป็นจริง และเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยเหลือผู้เรียนหรือผู้รับบริการได้ตรงความต้องการ
  • 6) การแนะแนวจะต้องสามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนหรือผู้รับบริการนำตนเองและพึ่งตนเองได้

ขอบข่ายของการแนะแนวการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

  • 1) ะเภทของ การแนะแนว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
  • 1.1) แนะแนวทางการศึกษา (Education Guidance) การแนะแนวทางการศึกษา เป็นกระบวนการของการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทางด้านการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับบริการทราบถึงแนวทางการเข้ารับการศึกษา แนวโน้มของการศึกษา โอกาสของการศึกษาในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับบริการ สามารถเลือกแนวทางการศึกษา ได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถทางสติปัญญา ความถนัด ความสนใจ ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกประกอบอาชีพในอนาคต
  • 1.2) แนะแนวทางอาชีพ (Vocational Guidance) การแนะแนวทางอาชีพ เป็นกระบวนการของการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกของงานอาชีพ แนวทางและโอกาสของการประกอบอาชีพแต่ละอาชีพ การแนะแนวทางอาชีพ จะช่วยให้ผู้เรียน ผู้รับบริการรู้จักศึกษาโลกของงานอาชีพ รู้จักเตรียมตัวทางด้านอาชีพ และช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับบริการเลือกงานอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถวางแผนการประกอบอาชีพได้ ซึ่งจะทำให้ทำงานอาชีพได้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย และมีความสุขกับการทำงาน
  • 1.3) การแนะแนวทางด้านสังคมส่วนตัว (Personal Social Guidance) การแนะแนวทางด้านสังคมส่วนตัว เป็นกระบวนการของการให้ความช่วยเหลือผู้เรียนหรือผู้รับบริการ ให้รู้จักปฏิบัติตนที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นผู้ที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่น สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น รู้จักทำตนให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น
  • 2) บริการแนะแนว 5 บริการ
  • 2.1) ริการศึกษาและรวบรวมข้อมูล (Individual Inventory Service) หมายถึง การศึกษาสำรวจ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เรียนทางด้านการศึกษา อาชีพ บุคลิกภาพ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และจัดระบบแล้วจะทำให้ผู้แนะแนวได้รู้จักผู้เรียน และสามารถให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาได้อย่างถูกต้อง สามารถช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับบริการเข้าใจตนเอง และยอมรับตนเอง
  • 2.2) บริการสนเทศ (Information Service) หมายถึง การให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนา เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากบริการศึกษาและรวบรวมข้อมูล จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ตรงกับความต้องการ ในการส่งเสริม พัฒนา ตลอดจนแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม
  • 2.3) บริการให้คำปรึกษา (Counseling Service) หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ ความใกล้ชิด ความอบอุ่น ความมั่นใจ สติปัญญา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจ และเลือกได้อย่างฉลาด ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพปัญหา ความต้องการ ความจำเป็น ซึ่งการให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ลึกซึ้งอย่างเพียงพอ
  • 2.4) บริการจัดวางตัวบุคคล (Placement Service) หมายถึง บริการที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถดำเนินการตามที่ตัดสินใจเลือกไว้ เช่น ได้เรียนในวิชาหรือประกอบอาชีพที่เลือกไว้ เป็นต้น
  • 2.5) บริการติดตามและประเมินผล (Follow – up Service) จัดทำขึ้นเพื่อดำเนินการติดตามผลผู้เรียนภายหลังจากที่ได้รับบริการแนะแนวไปแล้วว่าได้ประโยชน์มากน้อยเพียงไร นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้จัดบริการแนะแนวได้ทราบว่าบริการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นนั้น ได้ผลมากน้อยเพียงใด มีจุดเด่นอะไรบ้าง และมีจุดอ่อนที่จะต้องรีบปรับปรุงแก้ไขอย่างไร
  • 3) รูปแบบการให้บริการแนะแนว
  • 3.1) การให้บริการทางโทรศัพท์
  • 3.2) การให้บริการทางเครือข่าย Internet
  • 3.3) การให้บริการโดยสื่อเอกสารและอิเล็กทรอนิกส์
  • 3.4) การให้บริการโดยสื่อประชาสัมพันธ์
  • 3.5) การให้บริการเป็นรายกลุ่ม-รายบุคคล
  • 3.5.1) ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำ (Guidance Center)
  • 3.5.2) หน่วยงานแนะแนวเคลื่อนที่

 ***********************

อ้างอิงบทความนี้
อัญชลี  ธรรมะวิธีกุล:  https://panchalee.wordpress.com/2009/03/27/advice/ 

 

***************************